คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 7
1. วัสดุที่โดนน้ำแล้วยุ่ย ส่วนใหญ่ คือวัสดุที่เป็นเส้นใย เช่น กระดาษ , ความแข็งแรง(ความเหนี่ยว)ของวัสดุพวกนี้ เกิดจากการที่เส้นใยเล็กๆพันกันไปมายุ่งๆ เหมือนเอาเศษด้ายมาพันกันมั่วๆอะ ถ้าดูระดับ micro คือ การพันกัน = เพิ่มผิวสัมผัสระหว่างเส้นใย นั่นคือเพิ่มแรงเสียดทานนั่นเอง
แต่พอเวลาเปียกน้ำ น้ำจะแทรกตัวเข้าไปตามช่องว่าระหว่างเส้นใย ทำให้เส้นใยอยู่ห่างกันมากขึ้น สัมผัสกันน้อยลง แรงยึดระหว่างเส้นใยลดลง ทำให้เกิดอาการ"นิ่ม" เช่นผ้าเปียกน้ำ , ถ้านิ่มมาก ก็จะขาดจากกันได้(เส้นใยหลุดจากกันได้ง่าย)= ยุ่ย นั่นเอง
(แต่ถ้าช่องว่างเป็นอากาศ เส้นใยจะอยู่ชิดกันมากกว่าเพราะไม่มีตัวผลักอะ)
2.โดนฝนแล้วเป็นหวัด ไม่ได้เป็นหวัดเพราะเปียก แต่เกิดจากละอองดิน อย่างที่คห.ข้างบนบอก (อันที่จริงก็ยังไม่ยืนยัง แต่คิดว่าเป็นดังนี้)
เมื่อฝนตกลงมาก กระทบดิน หรือพื้นถนน จะกระแทกฝุ่นขึ้นมา ในฝุ่นนั้น ก็จะมีเชื้อโรคอยู่ แต่ฝุ่นนี้ไม่ธรรมดาเหมือนฝุ่นทั่วๆไป
ฝุ่นดินทั่วๆไป มีขนาดใหญ่ (จนเราเห็นเป็นละออง หรือ ควัน) ฝุ่นเหล่านี้ คนเรามักหลีกเลี่ยงเช่นเอามือปิดปาก หรือหนีไปที่อื่น แต่ถึงสูดฝุ่นเข้าไป ฝุ่นส่วนใหญ่จะติดอยู่ที่จมูก และโดนกลไกของร่างกายทำลายจนไม่ติดโรค (ยกเว้นได้ไปเยอะ ทำลายไม่หมด)
แต่ฝุ่นหลังฝนนั้น จะถูกน้ำละอองฝนจับไว้ ทำให้ฝุ่นขนาดใหญ่ตกลงพื้นหมด เราจึงมองไม่เห็น แต่จริงแล้ว ยังมีละอองฝุ่นขนาดเล็กที่ฟุ้งขึ้นมา ซึ่งเวลาฝุ่นเล็กๆเข้าจมูก ก็จะหลบระบบป้องกันในจมูกได้ ร่วมกับเราสูดได้เรื่อยๆไม่หนีเหมือนฝุ่นใหญ่
นอกจากนี้ ฝุ่นดินเหล่านี้ ยังมีส่วนผสมของเกสรดอกไม่ เศษแมลง ซึงเป็นสารที่ก่อภูมิแพ้ ซึ่งทำให้เรามีอาการแพ้(น้ำมูก)ในบางคน ซึ่งอาการแพ้นี้จะทำให้กลไกป้องกันของจมูกเสียไป และติดโรคได้ง่ายขึ้น , ความเย็นก็เช่นกัน ทำให้ระบบป้องกันของจมูกไม่ดี+บางคนเป็นภุมิแพ้ความเย็น (โดนความเย็นแล้วคัดจมูกนำมูกไหล)
3.น้ำกลายเป็นไอตลอดเวลา ไม่ใช่ที่ 100 องศา
แต่ที่ 100 องศา = น้ำเดือด
เดือด ต่างจากกลายเป็นไอ ตรงที่ การเดือด เกิดตลอดทั้งก้อนวัสดุ
เวลาน้ำเดือด ก้นหม้อ ก็กลายเป็นไอ
แต่น้ำที่ไม่เดือด จะเป็นไอเฉพาะที่ผิวหน้าเท่านั้น
แต่พอเวลาเปียกน้ำ น้ำจะแทรกตัวเข้าไปตามช่องว่าระหว่างเส้นใย ทำให้เส้นใยอยู่ห่างกันมากขึ้น สัมผัสกันน้อยลง แรงยึดระหว่างเส้นใยลดลง ทำให้เกิดอาการ"นิ่ม" เช่นผ้าเปียกน้ำ , ถ้านิ่มมาก ก็จะขาดจากกันได้(เส้นใยหลุดจากกันได้ง่าย)= ยุ่ย นั่นเอง
(แต่ถ้าช่องว่างเป็นอากาศ เส้นใยจะอยู่ชิดกันมากกว่าเพราะไม่มีตัวผลักอะ)
2.โดนฝนแล้วเป็นหวัด ไม่ได้เป็นหวัดเพราะเปียก แต่เกิดจากละอองดิน อย่างที่คห.ข้างบนบอก (อันที่จริงก็ยังไม่ยืนยัง แต่คิดว่าเป็นดังนี้)
เมื่อฝนตกลงมาก กระทบดิน หรือพื้นถนน จะกระแทกฝุ่นขึ้นมา ในฝุ่นนั้น ก็จะมีเชื้อโรคอยู่ แต่ฝุ่นนี้ไม่ธรรมดาเหมือนฝุ่นทั่วๆไป
ฝุ่นดินทั่วๆไป มีขนาดใหญ่ (จนเราเห็นเป็นละออง หรือ ควัน) ฝุ่นเหล่านี้ คนเรามักหลีกเลี่ยงเช่นเอามือปิดปาก หรือหนีไปที่อื่น แต่ถึงสูดฝุ่นเข้าไป ฝุ่นส่วนใหญ่จะติดอยู่ที่จมูก และโดนกลไกของร่างกายทำลายจนไม่ติดโรค (ยกเว้นได้ไปเยอะ ทำลายไม่หมด)
แต่ฝุ่นหลังฝนนั้น จะถูกน้ำละอองฝนจับไว้ ทำให้ฝุ่นขนาดใหญ่ตกลงพื้นหมด เราจึงมองไม่เห็น แต่จริงแล้ว ยังมีละอองฝุ่นขนาดเล็กที่ฟุ้งขึ้นมา ซึ่งเวลาฝุ่นเล็กๆเข้าจมูก ก็จะหลบระบบป้องกันในจมูกได้ ร่วมกับเราสูดได้เรื่อยๆไม่หนีเหมือนฝุ่นใหญ่
นอกจากนี้ ฝุ่นดินเหล่านี้ ยังมีส่วนผสมของเกสรดอกไม่ เศษแมลง ซึงเป็นสารที่ก่อภูมิแพ้ ซึ่งทำให้เรามีอาการแพ้(น้ำมูก)ในบางคน ซึ่งอาการแพ้นี้จะทำให้กลไกป้องกันของจมูกเสียไป และติดโรคได้ง่ายขึ้น , ความเย็นก็เช่นกัน ทำให้ระบบป้องกันของจมูกไม่ดี+บางคนเป็นภุมิแพ้ความเย็น (โดนความเย็นแล้วคัดจมูกนำมูกไหล)
3.น้ำกลายเป็นไอตลอดเวลา ไม่ใช่ที่ 100 องศา
แต่ที่ 100 องศา = น้ำเดือด
เดือด ต่างจากกลายเป็นไอ ตรงที่ การเดือด เกิดตลอดทั้งก้อนวัสดุ
เวลาน้ำเดือด ก้นหม้อ ก็กลายเป็นไอ
แต่น้ำที่ไม่เดือด จะเป็นไอเฉพาะที่ผิวหน้าเท่านั้น
แสดงความคิดเห็น
ขออนุญาตถามโง่ๆ
2. เวลาคนบอกโดนฝนเดี๋ยวเป็นหวัด เป็นจริงหรือไม่(แล้วเวลาว่ายน้ำเปียกหมดไม่เป็น?} เพราะอะไร?
3. ทำไมเวลาต้มน้ำ(ในชีวิตประจำวัน) อุณหภูมิไม่ถึง100องศาก็มีไอน้ำแล้ว (ผมเข้าใจว่าน้ำกลายเป็นไอที่ 100องศา)
เป็นคำถามโง่ๆตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่รู้คำตอบ เลยขออนุญาตแสดงความโง่ครับ