ห่างหายจากพันทิปไปนานพอดู ยิ่งพอหลังปีใหม่กลับมา เจอโฉมใหม่พี่พันเข้าไป ทำเอาอิป้างง ไปไม่ถูกเลยทีเดียว
หลังจากเก็บตัวทำใจอยู่พักใหญ่ ก็ได้เวลาเข็นกระทู้แรกของโฉมใหม่ออกมาซะที เป็นบันทึกเรื่องราวในการเดินชมเขตพระราชวังดุสิต กับเพื่อนๆ ในชมรมใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อไม่นานมานี้ ชื่อชมรมพิพิธสยาม กิจกรรมของชมรมน่าสนใจทั้งนั้น (ในความเห็นของอิป้าผู้ชอบอะไรเก่าๆ แต่ไม่ชอบอะไรแก่ๆ อิอิอิ) จริงๆ แล้วทริปแรกที่ไปเที่ยวชมกับชมรมคือ "วัดบวรนิเวศวิหาร" แต่เนื่องจากรายละเอียดของวัดมีมากมายเหลือเกิน ยังมึนๆ กับข้อมูลและหาทางเรียบเรียงอยู่ ต้องขอเวลาอีกสักพักนะคะ แหะแหะ
วันที่เราได้ไปเที่ยวชมเขตพระราชวังดุสิต คือวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2555 สถานที่ที่เราจะเข้าชมประกอบด้วยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ช้างต้น พิพิธภัณฑ์ผ้าทอในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระที่นั่งอนันตสมาคม และพระราชอุทยานสวนสุนันทาค่ะ
เริ่มจากที่นี่ก่อนเลย "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ช้างต้น" ตั้งอยู่ในเขตพระราชวังดุสิต ริมถนนอู่ทองใน เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00 - 16.00 น. ค่าเข้าชมเฉพาะส่วนนี้ 5 บาท แต่ถ้าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้าทอและพระที่นั่งอภิเศกดุสิตด้วย ค่าเข้าชม 75 บาท ค่ะ
ขอบคุณข้อมูลต่างๆ จากหนังสือ เอกสารแผ่นพับ เว็บไซต์ปัญญาไทย วิทยากรพิเศษ และเพื่อนสมาชิกในชมรมค่ะ
โรงช้างต้นเป็นอาคารตึกชั้นเดียวลักษณะเหมือนกัน 2 หลัง ก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมไทย หน้าอาคารมีเสาตะเกียบ 3 คู่ ใช้เป็นที่ขัดดาลกั้นประตูอีกชั้นหนึ่ง อาคารทั้ง 2 หลังเป็นหลักฐานมรดกวัฒนธรรมที่มีความสัมพันธ์กับราชธรรมเนียมอันเกี่ยวเนื่องด้วยช้างต้น ในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย กรมศิลปากรจึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนโรงช้างต้นทั้งสองเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2517
ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2531 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้โบราณสถานโรงช้างต้นเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ใช้ชื่อว่า "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ช้างต้น" จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องช้างเผือก การจับช้าง และพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างเผือกเป็นช้างต้น หรือช้างหลวงส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์
อาคารที่ 1: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2449 พระราชทานพระเศวตอุดมวารณ์ฯ ช้างเผือกที่เจ้าบุญวาทน์ วงศ์มานิต เจ้านครลำปางน้อมเกล้าฯ ถวาย ปัจจุบันจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุเกี่ยวเนื่องกับคชกรรม เรื่องราวเกี่ยวกับกำเนิดช้างมงคล วิธีการจับช้าง และคติความเชื่อเกี่ยวกับช้างเผือก
คุณเจ้าหน้าที่ที่นี่ใจดี คอยอธิบายเรื่องราวให้เราฟังค่ะ
ประเภทของช้างในวงศ์ต่างๆ มีอีกเยอะเลยค่ะ คนโบราณนี่ช่างสังเกตและแยกแยะลักษณะจริงๆ
ช้างเผือกจำลอง
"พิสมร" เครื่องรางสำหรับช้าง ทำด้วยใบลาน
อาคารหลังที่ 2: พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2470 พระราชทานพระเศวตคชเดชน์ดิลกฯ ช้างเผือกที่นายดิ เอฟ แมคฟิ ผู้จัดการป่าไม้บริษัทบอร์เนียวจังหวัดเชียงใหม่ น้อมเกล้าฯ ถวาย ปัจจุบันภายในจัดแสดงเกี่ยวกับพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างเผือก ช้างเผือกจำลองทรงเครื่องคชาภรณ์ เครื่องพานพุ่มดอกไม้ เป็นต้น
ช้างเผือกจำลองทรงเครื่องคชาภรณ์ ยืนโรงบนแท่นเบญพาด
เพดานตรงแท่นเบญพาดแขวนเบญจาสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำด้วยผ้าขาวลงยันต์เขียนเส้นทอง มีระบายสองชั้นขลิบทอง กลางเบญจาห้อยใบไม้กันภัยได้แก่ ใบเลียบ ใบเงิน ใบทอง ใบหญ้าพันงู ใบรัก ใบมะเดื่อ ใบอุทุมพร ใบมะม่วง ใบทองกวาว ใบตะขบ ใบมะตูม
เครื่องพานพุ่มดอกไม้
ป้ายนามช้างสำคัญ จะติดไว้หน้าโรงช้างต้นหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภช ซึ่งป้ายนามนี้เป็นของพระบรมนขทัศน์ฯ ช้างต้นคู่พระบารมีในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ลำดับที่ 10 เป็นช้างสำคัญในตระกูล "วิษณุพงศ์" จำพวก "อัฏฐคช" ชื่อ "ครบกระจอก" พระบรมนขทัศน์ฯ ล้ม ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา เมื่อ พ.ศ. 2523
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 จนถึงปัจจุบัน ไม่ปรากฏว่ามีการจัดพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างสำคัญขึ้นอีก ถึงแม้ว่าจะมีการพบช้างสำคัญอีกหลายช้าง แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็โปรดเกล้าฯ ให้เลี้ยงไว้ ณ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง
จากโรงช้างต้น เราจะไปชมผ้าสวยๆ กันต่อค่ะ อาคารนี้อยู่เยื้องๆ กับโรงช้างต้น ภายในจัดแสดงผ้าจากภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย รวมถึงลวดลายผ้าต่างๆ ของเอเชีย ไม่สามารถถ่ายภาพได้นะคะ
ดูจบก็ออกมารอเพื่อนร่วมคณะ ระหว่างนั้นก็ส่องโน่นส่องนี้เรื่อยเปื่อย
สถานที่ต่อไปที่เราจะไปชมคือ "พระที่นั่งอภิเศกดุสิต" ซึ่งปัจจุบันภายในเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงงานศิลปหัตถกรรม ของสมาชิกมูลนิธิศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ สถานที่นี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในและบริเวณด้านหน้าพระที่นั่งค่ะ
พระที่นั่งอภิเศกดุสิต เป็นพระที่นั่งองค์แรกๆ ที่สร้างขึ้นในเขตพระราชวังดุสิต ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของพระที่นั่งวิมานเมฆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระสถิตย์นิมานการ (ชิต อิศรศักดิ์) เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นนายงานก่อสร้าง เพื่อใช้เป็นท้องพระโรง เป็นที่ประชุมเสนาบดี และเป็นที่พระราชทานเลี้ยงแก่พระบรมวงศ์และข้าราชการ ในงานประจำปี สวนดุสิต
พระที่นั่งอภิเศกดุสิต เป็นพระที่นั่งโถงชั้นเดียวหลังยาว ก่ออิฐถือปูน เครื่องบนประกอบไม้ ทางเข้ามี 3 มุข มุขกลางเป็นมุขใหญ่สำหรับเสด็จพระราชดำเนิน
ลักษณะสถาปัตยกรรมของพระที่นั่งอภิเศกดุสิต ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมของแขกมัวร์ กล่าวคือ มีการฉลุลวดลายไม้ที่ชายคามุขทั้ง 3 เป็นลายขนมปังขิง
ชมลวดลายฉลุอันละเอียดงดงามกันต่อค่ะ สวยมากจริงๆ จนไม่สามารถหยุดถ่ายภาพได้เลย
ในส่วนของหน้าบันซึ่งเป็นลวดลายปูนปั้นตราพระราชลัญจกรในรัชกาลที่ 5 ไม่สามารถถ่ายรูปได้นะคะ มีรูปมาฝากได้แค่มุมด้านข้างและด้านหน้าไกลๆ นี่แหละค่ะ
ที่ต่อไปที่เราเข้าชม คือนิทรรศการงานศิลป์แผ่นดิน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งก็ไม่สามารถถ่ายภาพได้ 5555
พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นพระที่นั่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ในรัชมงคลสมัยที่ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 40 ปี สาเหตุสำคัญของการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมมี 2 ประการคือ
ประการแรก ด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า พระที่นั่งต่างๆในพระราชวังสวนดุสิต ไม่กว้างขวางพอแก่การพระราชพิธีต่างๆ จึงเห็นควรให้ก่อสร้างพระที่นั่งองค์ใหม่นี้
ประการที่สอง พระราชมณเฑียรที่เรียกว่า "หมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์" ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถบำรุงรักษาต่อไปได้ ครั้นจะสร้างขึ้นใหม่ สถานที่ในพระบรมมหาราชวังก็คับแคบ
ด้วยสาเหตุ 2 ประการข้างต้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดให้สร้างท้องพระโรงขึ้นใหม่ทางทิศตะวันออกของพระที่นั่งอัมพรสถานในพระราชวังดุสิต และโปรดให้นำชื่อท้องพระโรงเดิมในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ที่เรียกชื่อว่า "พระที่นั่งอนันตสมาคม" มาใช้เรียกชื่อท้องพระโรงใหม่ในพระราชวังดุสิต
พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนสมัยเรอเนสซอง ตัวอาคารทำด้วยหินอ่อนสีขาวมีริ้วลายสีน้ำตาลแก่แกมหม่น ซึ่งสั่งซื้อมาจากเมืองคาราราในประเทศอิตาลี เป็นอาคารสองชั้นมีโดมสูงใหญ่อยู่ตรงกลาง และมีโดมเล็กๆอีก 6 ยอด ภายในประดับประดาอย่างวิจิตรงดงามมากๆๆๆๆ อยากให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าชมค่ะ อย่างที่เค้าบอกว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น แต่เอาแค่ตาเห็นก็พอนะคะ ไม่ต้องขนาดเอามือคลำ เดี๋ยวสมบัติชาติจะเสียหายหมดค่ะ อิอิ
ออกจากพระที่นั่งอนันตสมาคม เราก็แว่บไปเติมพลังที่ร้านครัวอัปสร ข้างๆ พระที่นั่งอภิเศกดุสิต ก่อนที่จะไปเดินชมพระราชอุทยานสวนสุนันทาต่อในภาคบ่าย เดี๋ยวมาพาเที่ยวต่อนะคะ
เดินกินลม ชมรอบๆ ขอบเขตวัง (พระราชวังดุสิต)
หลังจากเก็บตัวทำใจอยู่พักใหญ่ ก็ได้เวลาเข็นกระทู้แรกของโฉมใหม่ออกมาซะที เป็นบันทึกเรื่องราวในการเดินชมเขตพระราชวังดุสิต กับเพื่อนๆ ในชมรมใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อไม่นานมานี้ ชื่อชมรมพิพิธสยาม กิจกรรมของชมรมน่าสนใจทั้งนั้น (ในความเห็นของอิป้าผู้ชอบอะไรเก่าๆ แต่ไม่ชอบอะไรแก่ๆ อิอิอิ) จริงๆ แล้วทริปแรกที่ไปเที่ยวชมกับชมรมคือ "วัดบวรนิเวศวิหาร" แต่เนื่องจากรายละเอียดของวัดมีมากมายเหลือเกิน ยังมึนๆ กับข้อมูลและหาทางเรียบเรียงอยู่ ต้องขอเวลาอีกสักพักนะคะ แหะแหะ
วันที่เราได้ไปเที่ยวชมเขตพระราชวังดุสิต คือวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2555 สถานที่ที่เราจะเข้าชมประกอบด้วยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ช้างต้น พิพิธภัณฑ์ผ้าทอในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระที่นั่งอนันตสมาคม และพระราชอุทยานสวนสุนันทาค่ะ
เริ่มจากที่นี่ก่อนเลย "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ช้างต้น" ตั้งอยู่ในเขตพระราชวังดุสิต ริมถนนอู่ทองใน เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00 - 16.00 น. ค่าเข้าชมเฉพาะส่วนนี้ 5 บาท แต่ถ้าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้าทอและพระที่นั่งอภิเศกดุสิตด้วย ค่าเข้าชม 75 บาท ค่ะ
ขอบคุณข้อมูลต่างๆ จากหนังสือ เอกสารแผ่นพับ เว็บไซต์ปัญญาไทย วิทยากรพิเศษ และเพื่อนสมาชิกในชมรมค่ะ
โรงช้างต้นเป็นอาคารตึกชั้นเดียวลักษณะเหมือนกัน 2 หลัง ก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมไทย หน้าอาคารมีเสาตะเกียบ 3 คู่ ใช้เป็นที่ขัดดาลกั้นประตูอีกชั้นหนึ่ง อาคารทั้ง 2 หลังเป็นหลักฐานมรดกวัฒนธรรมที่มีความสัมพันธ์กับราชธรรมเนียมอันเกี่ยวเนื่องด้วยช้างต้น ในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย กรมศิลปากรจึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนโรงช้างต้นทั้งสองเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2517
ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2531 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้โบราณสถานโรงช้างต้นเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ใช้ชื่อว่า "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ช้างต้น" จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องช้างเผือก การจับช้าง และพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างเผือกเป็นช้างต้น หรือช้างหลวงส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์
อาคารที่ 1: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2449 พระราชทานพระเศวตอุดมวารณ์ฯ ช้างเผือกที่เจ้าบุญวาทน์ วงศ์มานิต เจ้านครลำปางน้อมเกล้าฯ ถวาย ปัจจุบันจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุเกี่ยวเนื่องกับคชกรรม เรื่องราวเกี่ยวกับกำเนิดช้างมงคล วิธีการจับช้าง และคติความเชื่อเกี่ยวกับช้างเผือก
คุณเจ้าหน้าที่ที่นี่ใจดี คอยอธิบายเรื่องราวให้เราฟังค่ะ
ประเภทของช้างในวงศ์ต่างๆ มีอีกเยอะเลยค่ะ คนโบราณนี่ช่างสังเกตและแยกแยะลักษณะจริงๆ
ช้างเผือกจำลอง
"พิสมร" เครื่องรางสำหรับช้าง ทำด้วยใบลาน
อาคารหลังที่ 2: พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2470 พระราชทานพระเศวตคชเดชน์ดิลกฯ ช้างเผือกที่นายดิ เอฟ แมคฟิ ผู้จัดการป่าไม้บริษัทบอร์เนียวจังหวัดเชียงใหม่ น้อมเกล้าฯ ถวาย ปัจจุบันภายในจัดแสดงเกี่ยวกับพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างเผือก ช้างเผือกจำลองทรงเครื่องคชาภรณ์ เครื่องพานพุ่มดอกไม้ เป็นต้น
ช้างเผือกจำลองทรงเครื่องคชาภรณ์ ยืนโรงบนแท่นเบญพาด
เพดานตรงแท่นเบญพาดแขวนเบญจาสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำด้วยผ้าขาวลงยันต์เขียนเส้นทอง มีระบายสองชั้นขลิบทอง กลางเบญจาห้อยใบไม้กันภัยได้แก่ ใบเลียบ ใบเงิน ใบทอง ใบหญ้าพันงู ใบรัก ใบมะเดื่อ ใบอุทุมพร ใบมะม่วง ใบทองกวาว ใบตะขบ ใบมะตูม
เครื่องพานพุ่มดอกไม้
ป้ายนามช้างสำคัญ จะติดไว้หน้าโรงช้างต้นหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภช ซึ่งป้ายนามนี้เป็นของพระบรมนขทัศน์ฯ ช้างต้นคู่พระบารมีในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ลำดับที่ 10 เป็นช้างสำคัญในตระกูล "วิษณุพงศ์" จำพวก "อัฏฐคช" ชื่อ "ครบกระจอก" พระบรมนขทัศน์ฯ ล้ม ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา เมื่อ พ.ศ. 2523
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 จนถึงปัจจุบัน ไม่ปรากฏว่ามีการจัดพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างสำคัญขึ้นอีก ถึงแม้ว่าจะมีการพบช้างสำคัญอีกหลายช้าง แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็โปรดเกล้าฯ ให้เลี้ยงไว้ ณ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง
จากโรงช้างต้น เราจะไปชมผ้าสวยๆ กันต่อค่ะ อาคารนี้อยู่เยื้องๆ กับโรงช้างต้น ภายในจัดแสดงผ้าจากภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย รวมถึงลวดลายผ้าต่างๆ ของเอเชีย ไม่สามารถถ่ายภาพได้นะคะ
ดูจบก็ออกมารอเพื่อนร่วมคณะ ระหว่างนั้นก็ส่องโน่นส่องนี้เรื่อยเปื่อย
สถานที่ต่อไปที่เราจะไปชมคือ "พระที่นั่งอภิเศกดุสิต" ซึ่งปัจจุบันภายในเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงงานศิลปหัตถกรรม ของสมาชิกมูลนิธิศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ สถานที่นี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในและบริเวณด้านหน้าพระที่นั่งค่ะ
พระที่นั่งอภิเศกดุสิต เป็นพระที่นั่งองค์แรกๆ ที่สร้างขึ้นในเขตพระราชวังดุสิต ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของพระที่นั่งวิมานเมฆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระสถิตย์นิมานการ (ชิต อิศรศักดิ์) เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นนายงานก่อสร้าง เพื่อใช้เป็นท้องพระโรง เป็นที่ประชุมเสนาบดี และเป็นที่พระราชทานเลี้ยงแก่พระบรมวงศ์และข้าราชการ ในงานประจำปี สวนดุสิต
พระที่นั่งอภิเศกดุสิต เป็นพระที่นั่งโถงชั้นเดียวหลังยาว ก่ออิฐถือปูน เครื่องบนประกอบไม้ ทางเข้ามี 3 มุข มุขกลางเป็นมุขใหญ่สำหรับเสด็จพระราชดำเนิน
ลักษณะสถาปัตยกรรมของพระที่นั่งอภิเศกดุสิต ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมของแขกมัวร์ กล่าวคือ มีการฉลุลวดลายไม้ที่ชายคามุขทั้ง 3 เป็นลายขนมปังขิง
ชมลวดลายฉลุอันละเอียดงดงามกันต่อค่ะ สวยมากจริงๆ จนไม่สามารถหยุดถ่ายภาพได้เลย
ในส่วนของหน้าบันซึ่งเป็นลวดลายปูนปั้นตราพระราชลัญจกรในรัชกาลที่ 5 ไม่สามารถถ่ายรูปได้นะคะ มีรูปมาฝากได้แค่มุมด้านข้างและด้านหน้าไกลๆ นี่แหละค่ะ
ที่ต่อไปที่เราเข้าชม คือนิทรรศการงานศิลป์แผ่นดิน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งก็ไม่สามารถถ่ายภาพได้ 5555
พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นพระที่นั่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ในรัชมงคลสมัยที่ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 40 ปี สาเหตุสำคัญของการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมมี 2 ประการคือ
ประการแรก ด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า พระที่นั่งต่างๆในพระราชวังสวนดุสิต ไม่กว้างขวางพอแก่การพระราชพิธีต่างๆ จึงเห็นควรให้ก่อสร้างพระที่นั่งองค์ใหม่นี้
ประการที่สอง พระราชมณเฑียรที่เรียกว่า "หมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์" ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถบำรุงรักษาต่อไปได้ ครั้นจะสร้างขึ้นใหม่ สถานที่ในพระบรมมหาราชวังก็คับแคบ
ด้วยสาเหตุ 2 ประการข้างต้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดให้สร้างท้องพระโรงขึ้นใหม่ทางทิศตะวันออกของพระที่นั่งอัมพรสถานในพระราชวังดุสิต และโปรดให้นำชื่อท้องพระโรงเดิมในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ที่เรียกชื่อว่า "พระที่นั่งอนันตสมาคม" มาใช้เรียกชื่อท้องพระโรงใหม่ในพระราชวังดุสิต
พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนสมัยเรอเนสซอง ตัวอาคารทำด้วยหินอ่อนสีขาวมีริ้วลายสีน้ำตาลแก่แกมหม่น ซึ่งสั่งซื้อมาจากเมืองคาราราในประเทศอิตาลี เป็นอาคารสองชั้นมีโดมสูงใหญ่อยู่ตรงกลาง และมีโดมเล็กๆอีก 6 ยอด ภายในประดับประดาอย่างวิจิตรงดงามมากๆๆๆๆ อยากให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าชมค่ะ อย่างที่เค้าบอกว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น แต่เอาแค่ตาเห็นก็พอนะคะ ไม่ต้องขนาดเอามือคลำ เดี๋ยวสมบัติชาติจะเสียหายหมดค่ะ อิอิ
ออกจากพระที่นั่งอนันตสมาคม เราก็แว่บไปเติมพลังที่ร้านครัวอัปสร ข้างๆ พระที่นั่งอภิเศกดุสิต ก่อนที่จะไปเดินชมพระราชอุทยานสวนสุนันทาต่อในภาคบ่าย เดี๋ยวมาพาเที่ยวต่อนะคะ