เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (๒๗ มกราคม) ช่วงเวลาประมาณ ๓ ทุ่มเศษ เราสังเกตว่าแมวเรากระโดดไปมา รื้อข้าวของภายในห้อง และอ้าปาก
หายใจเหมือนเค้าหายใจไม่ออก ด้วยความตกใจเราพยายามโทรหาคลีนิค , โรงพยาบาลสัตว์ ภายในจังหวัดที่เราอาศัยอยู่ตอนนี้ ซึ่งช่วง
เวลาดังกล่าวดึกพอสมควรสำหรับ ตจว เราเลยโทรปรึกษาสัตว์แพทย์ซึ่งเป็น ซึ่งเป็นรักษาการ ผอ กองสาธารณสุข ที่ทำงานของเราเล่า
อาการน้องแมวให้ฟัง พี่เขาบอกว่าไปกินยาหรือโดนสัตว์อะไรกัดน้องแมวหรือเปล่าเราก็บอกไม่มีนะ แต่อาบน้ำให้ช่วงบ่าย (เราอาบน้ำตลอด
เว้นช่วงหน้าหนาวไปเป็นเดือน) พี่เค้าก็ถามว่าจมูกเปียกหรือแห้ง เราบอกว่า เปียกนะ เค้าบอกว่ายังไหวอยู่ รอพรุ่งนี้เช้าพาไปหาหมอก็ได้
แต่เราเองที่จิตตก เปิดเน็ตหาร้าน จนเจอดีเข้าจนได้ เปิดไปเจอคลีนิคแห่งหนึ่งเปิดดูเวลาทำการแล้วก็น่าจะยังติดต่อได้ ซึ่งคลีนิคนี้เปิด
อยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก และมีสาขา ในจังหวัดที่เราอยู่ และรู้จักคนในครอบครัวของคุณหมอ ซึ่งมีอัธยาศัยดีเคยเล่าเรื่องคลีนิครักษาสัตว์
การให้บริการที่ดีให้ฟัง เราเลยตัดสินใจโทรไป ปรากฏว่าพอรับสาย เราก็ถามว่าทีจังหวัด...........มีคุณหมออยู่ไหมค่ะ แล้วก็เล่าเรื่อง
อาการน้องแมวให้ฟัง คนรับสายก็บอกว่ามันดึกแล้วจะขอติดต่อคุณหมอก่อน แล้วค่าใช้จ่ายนอกเวลาทำการก็จะมากกว่าปกติ เราก็ยอมรับ
แล้วก็ต่อด้วยว่า ถ้าติดต่อให้แล้วไม่ไปประมาณว่าคุณจะนิสัยแย่มาก ............เรา พูดไม่ออก ไป ๓ นาที จากนั้นขอเบอร์ติดต่อกลับเรา
ประมาณ 10 กว่านาที มีพี่ที่ทำงานเราโทรมาถามข่าว เราเลยโทรกลับไปเองเพราะอยากรู้ว่าจะเปิดร้านหรือไม่เปิด คนรับสายบอกว่าให้รอ
แล้วมาบอกว่าคุณหมอเปิดร้านแล้ว .......เราคงจะปากไว้ไปเหมือนกัน เราก็เลยบอกว่า เห็นว่าจะโทรบอกไม่เห็นโทรมา เท่านั้นแหละ
เสียงเปลี่ยน .........เราไม่อยากสนทนาแล้ว บอกว่าจะออกไปหาหมอแล้วนะค่ะ จบการสนทนา ...........ขอตัดมาช่วงน้องแมวถึงมือคุณหมอ
แปลกใจมากค่ะ ไม่มีการตรวจอะไรเลย (นอกจากวัดไข้นิดหน่อย) นอกจากถามเรา สรุปว่าน้องแมวเป็นปอดชื้น โอเคค่ะชื้นก็ชื้น ให้น้ำเกลือนิดน้อย ฉีดยา ๑ เข็ม แล้วก็หายไปจัดยา โดยไม่มีการชั่งน้ำหนักแมวเราเลย หมดค่ารักษาคืนนั้นไป ๒๕๐๐ บาท ได้ยามาแบบนี้ค่ะ ๑. ลดการติดเชื้อ กินครั้งละ ๓ cc ๒. กระตุ้นภูมิ ๓ cc ๓. บำรุงร่างกาย ๓ cc ๔. ลดน้ำมูล ๒ cc ๕. ลดปวด ๒cc ๖. ยาเม็ดขับน้ำ กินครั้งละ ๑ เม็ด ๗. ลดอับเสบ ครั้งละ ๑ เม็ด ยาทั้งหมด ๗ รายการ กินวันละ ๒ ครั้ง เช้าเย็น วัน ๆ แมวเรากินยาไม่ต่ำกว่า ๓๐ cc ผลที่ได้รับก็คือ เดินไม่เป็นแมวเลย ไม่ร้องไม่กินอาหาร ให้อาหารเปียกก็เลีย ๆ นอนซมทั้งวัน ไม่ลุกเดิน จนเราแปลกใจเวลาป้อนยา มันดูแย่ ๆ เลยไปปรึกษาเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ทำงานทราบภายหลังจากญาติคุณหมอว่า คืนนั้น คนที่ฉีดยา จ่ายยา ไม่ใช่คุณหมอเลย จะเป็นลม เป็น
พี่สาวคุณหมอเท่านั้น เราเลยพาน้องแมวไปที่ทำงาน เพื่อน ๆ รีบบอกให้เราลางานครึ่งวันพาแมวไปหาหมอตัวจริง(อีกร้าน)เถอะ แย่แล้ว น้องแมว ปรากฎว่า จากการตรวจวัดฟังเสียงของหมอตัวจริง บอกว่า ปอดไม่ชื้นนะค่ะ แต่เป็นหลอดลมอับเสบ ทำไมยาเยอะขนาดนี้ แล้วคุณหมอตัวจริงก็ตัดยาที่ไม่จำเป็นออกไปให้ เมื่อคืนจริงมีการพูดคุยกันกับคุณหมอ(ร้านที่พิษณุโลกที่โทรไปครั้งแรก) ทราบภายหลัง
ว่าคนรับโทรศัพท์คืนนั้น คือหมอที่มีศักดิ์และสิทธิ์ในการรักษาถูกต้องตามกฎหมาย แต่เนียนเรียกพี่สาวว่าหมอ คุณหมอบอกว่าพี่สาว
เป็นผู้ช่วยมีประสบการณ์ ผู้ช่วยหมอใคร ๆ ก็เรียกหมอทั้งนั้น มึนค่ะ เราไปหาหมอนะค่ะไม่ใช่พาไปหาผู้ช่วยหมอ หมอบอกเราเดือดร้อน
เลยช่วย แต่เราจ่าย ๒๕๐๐ บาท นี่ถ้าแมวเราตายไปจะทำไง คุณหมอก้บอกว่าจะรับผิดชอบ แล้วทำไมเราต้องรอให้แมวเราตายด้วย
เหมือนโดนหลอกยังไงไม่รู้ พูดเนียนเลยเรียกคุณหมอทุกคำ ฉีดยาอะไร ให้ยาอะไรยังไง บอกเราตั้งแต่แรกยังรู้สึกดีว่าหมอไม่อยู่ที่
จังหวัดนี้ มีแต่พี่สาวเป็นผู้ช่วยแต่มีความชำนาญการ เราจะได้ไม่เหมือนถูกหลอก ถุงใส่ยามีชื่อคลีนิค รับผ่าตัด x-ray ศัยกรรม อัตราซาวด์
โดยแพทย์ผู้มีความชำนาญการ บริการทั้งในและนอกสถานที่ ..........................แต่ตัวคุณหมออยู่อีกจังหวัดหนึ่งเนี้ยนะ หลังจากเหตุการณ์
ดังกล่าว คุณหมอก็แสดงความรับผิดชอบแต่บอกว่าเราเดือดร้อนอยากช่วยค่ะ รับเงินไป ๒๕๐๐ เราไม่ต่อเลยเพราะเข้าใจว่าดึก บอกว่าจะ
รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่แฟนเราบอกว่าไม่ต้องมารักษาอะไรกันแล้วไม่ไวใจอีก และขอรับเงินคืนเพราะต้องพาแมวไปรักษา
ที่อื่นต่อ ๒ วันที่ผ่านมาเราขับรถไปกลับรักษาน้องแมว ๑๐๐ กว่าโล แล้ว คุณหมอคืนค่ารักษาให้ค่ะ ๒๕๐๐ บาท ขอขอบพระคุณด้วยค่ะ
ที่ยังเห็นใจว่ารักษาแล้วแมวแย่ไม่หายต้องไปหาคลีนิคอื่นที่เป็นหมอจริง ๆ ดูแล และเสียค่าเดินทางค่ายาอื่น ๆ อีก ใจจริง ๆ ก็ไม่อยากรับ
เงินคืนแต่เมื่อเช้าติดต่อแฟนไม่ได้ คุณหมอโอนให้เลยทันที เราไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีก เพราะทุกชีวิตไม่ใช่
ว่าจะต้องเป็นคน เป็นสัตว์มันก็มีคุณค่า มีความทัดเทียมที่จะได้รับการรักษาจากสัตว์แพทย์ที่ได้ร่ำเรียนมาจริง ๆ จากการวินิจฉัยตรวจอาการ
ไม่ใช่สั่งการทางโทรศัพท์พร้อมกับคาดเดาเอาเองแบบนี้ ธุรกิจรายได้มันก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่ชีวิต ๆ หนึ่งถึงเค้าจะไม่ใช่มนุษย์ แต่เค้าก็
ฝากชีวิตไว้กับคนที่ได้ชื่อว่า " หมอ" ที่ควรจะรักษาชีวิต ดูแลสุขภาพของเค้ามิใช่หรือ เป็นเพื่อน ๆ จะเงียบไปกับเรื่องนี้ เพราะได้รับ
การรับผิดชอบแล้ว หรือ จะเรียกร้องให้มีการดูแลคลีนิคให้มีความชัดเจนในเรื่องของแพทย์ผู้ทำการรักษาจริง ๆ (เนื่องจากการเปิดคลีนิค
หรือโรงพยาบาลสัตว์อยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานของรัฐ) ขอความคิดเห็นหน่อยนะค่ะ
เมื่อแมวเราป่วยแล้วต้องไปพบคุณหมอ (แต่ไม่ใช่คุณหมอ)
หายใจเหมือนเค้าหายใจไม่ออก ด้วยความตกใจเราพยายามโทรหาคลีนิค , โรงพยาบาลสัตว์ ภายในจังหวัดที่เราอาศัยอยู่ตอนนี้ ซึ่งช่วง
เวลาดังกล่าวดึกพอสมควรสำหรับ ตจว เราเลยโทรปรึกษาสัตว์แพทย์ซึ่งเป็น ซึ่งเป็นรักษาการ ผอ กองสาธารณสุข ที่ทำงานของเราเล่า
อาการน้องแมวให้ฟัง พี่เขาบอกว่าไปกินยาหรือโดนสัตว์อะไรกัดน้องแมวหรือเปล่าเราก็บอกไม่มีนะ แต่อาบน้ำให้ช่วงบ่าย (เราอาบน้ำตลอด
เว้นช่วงหน้าหนาวไปเป็นเดือน) พี่เค้าก็ถามว่าจมูกเปียกหรือแห้ง เราบอกว่า เปียกนะ เค้าบอกว่ายังไหวอยู่ รอพรุ่งนี้เช้าพาไปหาหมอก็ได้
แต่เราเองที่จิตตก เปิดเน็ตหาร้าน จนเจอดีเข้าจนได้ เปิดไปเจอคลีนิคแห่งหนึ่งเปิดดูเวลาทำการแล้วก็น่าจะยังติดต่อได้ ซึ่งคลีนิคนี้เปิด
อยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก และมีสาขา ในจังหวัดที่เราอยู่ และรู้จักคนในครอบครัวของคุณหมอ ซึ่งมีอัธยาศัยดีเคยเล่าเรื่องคลีนิครักษาสัตว์
การให้บริการที่ดีให้ฟัง เราเลยตัดสินใจโทรไป ปรากฏว่าพอรับสาย เราก็ถามว่าทีจังหวัด...........มีคุณหมออยู่ไหมค่ะ แล้วก็เล่าเรื่อง
อาการน้องแมวให้ฟัง คนรับสายก็บอกว่ามันดึกแล้วจะขอติดต่อคุณหมอก่อน แล้วค่าใช้จ่ายนอกเวลาทำการก็จะมากกว่าปกติ เราก็ยอมรับ
แล้วก็ต่อด้วยว่า ถ้าติดต่อให้แล้วไม่ไปประมาณว่าคุณจะนิสัยแย่มาก ............เรา พูดไม่ออก ไป ๓ นาที จากนั้นขอเบอร์ติดต่อกลับเรา
ประมาณ 10 กว่านาที มีพี่ที่ทำงานเราโทรมาถามข่าว เราเลยโทรกลับไปเองเพราะอยากรู้ว่าจะเปิดร้านหรือไม่เปิด คนรับสายบอกว่าให้รอ
แล้วมาบอกว่าคุณหมอเปิดร้านแล้ว .......เราคงจะปากไว้ไปเหมือนกัน เราก็เลยบอกว่า เห็นว่าจะโทรบอกไม่เห็นโทรมา เท่านั้นแหละ
เสียงเปลี่ยน .........เราไม่อยากสนทนาแล้ว บอกว่าจะออกไปหาหมอแล้วนะค่ะ จบการสนทนา ...........ขอตัดมาช่วงน้องแมวถึงมือคุณหมอ
แปลกใจมากค่ะ ไม่มีการตรวจอะไรเลย (นอกจากวัดไข้นิดหน่อย) นอกจากถามเรา สรุปว่าน้องแมวเป็นปอดชื้น โอเคค่ะชื้นก็ชื้น ให้น้ำเกลือนิดน้อย ฉีดยา ๑ เข็ม แล้วก็หายไปจัดยา โดยไม่มีการชั่งน้ำหนักแมวเราเลย หมดค่ารักษาคืนนั้นไป ๒๕๐๐ บาท ได้ยามาแบบนี้ค่ะ ๑. ลดการติดเชื้อ กินครั้งละ ๓ cc ๒. กระตุ้นภูมิ ๓ cc ๓. บำรุงร่างกาย ๓ cc ๔. ลดน้ำมูล ๒ cc ๕. ลดปวด ๒cc ๖. ยาเม็ดขับน้ำ กินครั้งละ ๑ เม็ด ๗. ลดอับเสบ ครั้งละ ๑ เม็ด ยาทั้งหมด ๗ รายการ กินวันละ ๒ ครั้ง เช้าเย็น วัน ๆ แมวเรากินยาไม่ต่ำกว่า ๓๐ cc ผลที่ได้รับก็คือ เดินไม่เป็นแมวเลย ไม่ร้องไม่กินอาหาร ให้อาหารเปียกก็เลีย ๆ นอนซมทั้งวัน ไม่ลุกเดิน จนเราแปลกใจเวลาป้อนยา มันดูแย่ ๆ เลยไปปรึกษาเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ทำงานทราบภายหลังจากญาติคุณหมอว่า คืนนั้น คนที่ฉีดยา จ่ายยา ไม่ใช่คุณหมอเลย จะเป็นลม เป็น
พี่สาวคุณหมอเท่านั้น เราเลยพาน้องแมวไปที่ทำงาน เพื่อน ๆ รีบบอกให้เราลางานครึ่งวันพาแมวไปหาหมอตัวจริง(อีกร้าน)เถอะ แย่แล้ว น้องแมว ปรากฎว่า จากการตรวจวัดฟังเสียงของหมอตัวจริง บอกว่า ปอดไม่ชื้นนะค่ะ แต่เป็นหลอดลมอับเสบ ทำไมยาเยอะขนาดนี้ แล้วคุณหมอตัวจริงก็ตัดยาที่ไม่จำเป็นออกไปให้ เมื่อคืนจริงมีการพูดคุยกันกับคุณหมอ(ร้านที่พิษณุโลกที่โทรไปครั้งแรก) ทราบภายหลัง
ว่าคนรับโทรศัพท์คืนนั้น คือหมอที่มีศักดิ์และสิทธิ์ในการรักษาถูกต้องตามกฎหมาย แต่เนียนเรียกพี่สาวว่าหมอ คุณหมอบอกว่าพี่สาว
เป็นผู้ช่วยมีประสบการณ์ ผู้ช่วยหมอใคร ๆ ก็เรียกหมอทั้งนั้น มึนค่ะ เราไปหาหมอนะค่ะไม่ใช่พาไปหาผู้ช่วยหมอ หมอบอกเราเดือดร้อน
เลยช่วย แต่เราจ่าย ๒๕๐๐ บาท นี่ถ้าแมวเราตายไปจะทำไง คุณหมอก้บอกว่าจะรับผิดชอบ แล้วทำไมเราต้องรอให้แมวเราตายด้วย
เหมือนโดนหลอกยังไงไม่รู้ พูดเนียนเลยเรียกคุณหมอทุกคำ ฉีดยาอะไร ให้ยาอะไรยังไง บอกเราตั้งแต่แรกยังรู้สึกดีว่าหมอไม่อยู่ที่
จังหวัดนี้ มีแต่พี่สาวเป็นผู้ช่วยแต่มีความชำนาญการ เราจะได้ไม่เหมือนถูกหลอก ถุงใส่ยามีชื่อคลีนิค รับผ่าตัด x-ray ศัยกรรม อัตราซาวด์
โดยแพทย์ผู้มีความชำนาญการ บริการทั้งในและนอกสถานที่ ..........................แต่ตัวคุณหมออยู่อีกจังหวัดหนึ่งเนี้ยนะ หลังจากเหตุการณ์
ดังกล่าว คุณหมอก็แสดงความรับผิดชอบแต่บอกว่าเราเดือดร้อนอยากช่วยค่ะ รับเงินไป ๒๕๐๐ เราไม่ต่อเลยเพราะเข้าใจว่าดึก บอกว่าจะ
รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่แฟนเราบอกว่าไม่ต้องมารักษาอะไรกันแล้วไม่ไวใจอีก และขอรับเงินคืนเพราะต้องพาแมวไปรักษา
ที่อื่นต่อ ๒ วันที่ผ่านมาเราขับรถไปกลับรักษาน้องแมว ๑๐๐ กว่าโล แล้ว คุณหมอคืนค่ารักษาให้ค่ะ ๒๕๐๐ บาท ขอขอบพระคุณด้วยค่ะ
ที่ยังเห็นใจว่ารักษาแล้วแมวแย่ไม่หายต้องไปหาคลีนิคอื่นที่เป็นหมอจริง ๆ ดูแล และเสียค่าเดินทางค่ายาอื่น ๆ อีก ใจจริง ๆ ก็ไม่อยากรับ
เงินคืนแต่เมื่อเช้าติดต่อแฟนไม่ได้ คุณหมอโอนให้เลยทันที เราไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีก เพราะทุกชีวิตไม่ใช่
ว่าจะต้องเป็นคน เป็นสัตว์มันก็มีคุณค่า มีความทัดเทียมที่จะได้รับการรักษาจากสัตว์แพทย์ที่ได้ร่ำเรียนมาจริง ๆ จากการวินิจฉัยตรวจอาการ
ไม่ใช่สั่งการทางโทรศัพท์พร้อมกับคาดเดาเอาเองแบบนี้ ธุรกิจรายได้มันก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่ชีวิต ๆ หนึ่งถึงเค้าจะไม่ใช่มนุษย์ แต่เค้าก็
ฝากชีวิตไว้กับคนที่ได้ชื่อว่า " หมอ" ที่ควรจะรักษาชีวิต ดูแลสุขภาพของเค้ามิใช่หรือ เป็นเพื่อน ๆ จะเงียบไปกับเรื่องนี้ เพราะได้รับ
การรับผิดชอบแล้ว หรือ จะเรียกร้องให้มีการดูแลคลีนิคให้มีความชัดเจนในเรื่องของแพทย์ผู้ทำการรักษาจริง ๆ (เนื่องจากการเปิดคลีนิค
หรือโรงพยาบาลสัตว์อยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานของรัฐ) ขอความคิดเห็นหน่อยนะค่ะ