จากกรณีที่ศาลอาญายกฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ในกรณีนำคำปราศรัยของนางสาว ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือ ดา ตอปิโด มาพูดบนเวทีปราศรัย ซึ่่งศาลตัดสินว่า นายสนธิ ไม่มีเจตนา
ผมขอให้ท่านสมาชิกในพันทิปลองวิเคราะห์ จาก คำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปนี้ ซึ่งยังคงเป็นบรรทัดฐานอยู่ในปัจจุบัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 380/2503 จำเลยได้ยินอาของโจทก์เล่าให้ฟังว่าโจทก์กับ อ. ซึ่งเป็นญาติรักใคร่กันในทางชู้สาวนอนกอดจูบกันและได้เสียกัน ต่อมามี นาง ส. มาถามจำเลย จำเลยก็เล่าข้อความตามที่ได้ยินมาให้นาง ส. ฟัง เช่นนี้ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวเป็นข้อความหมิ่นประมาทโจทก์อย่างเห็นได้ชัด แม้จำเลยจะตอบออกไปโดยถูกถามก็ดี จำเลยควรต้องสำนึกในการกระทำและเล็งเห็นผลการกระทำของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยจงใจกล่าวข้อความยืนยันข้อเท็จจริงโดยเจตนาใส่ความต่อโจทก์ (ฎีกาที่ 79/2537 วินิจฉัยในทำนองเดียวกัน)
ลักษณะของคดีระหว่างคำพิพากษาศาลฎีกากับกรณีนายสนธิ นั้นมีลักษณะเหมือนกัน กล่าวคือ เป็นการนำคำพูดของบุคคลอื่นอันมีลักษณะเป็นการใส่ความมีพูดต่อบุคคลที่สาม จะต่างกันก็เพียงว่า เป็นคนละมาตรา แต่ทั้งสองมาตรา ก็เป็นเรื่องการดูหมิ่นเช่นเดียวกัน และแตกต่างตรงที่ว่าคำพิพากษาศาลฎีกานั้นเป็นกรณีที่มีคนมาถาม แต่กรณีนายสนธิไม่มีใครมาถามแต่สมัครใจขึ้นปราศรัยเองเลย
ในความคิดของผม โดยปกติแล้วศาลจะใช้บรรทัดฐานในการพิพากษาในคดีลักษณะเดียวกัน ไปในทิศทางเดียวกัน และหากจะมีการตัดสินเปลี่ยนแปลงหรือที่เรียกกันว่า ฎีกากลับหลัก ก็มักจะเป็นการกลับโดยศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ แล้วอย่างนี้ในกรณีนี้กลับหลักหรือเปล่าครับ หรือว่า มีกรณีนี้นายสนธิ เพียงกรณีเดียวที่ใช้กรณีนี้ แล้วกับบุคคลอื่น ค่อยกลับไปใช้หลักการเดิมตามคำพิพากษาฎีกา
ปล.เนื้อหาข้างต้นเป็นความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า ผิดถูกอย่างไรข้าพเจ้าขออภัยต่อสมาชิกพันทิปทุกท่านและขอน้อมรับทุกความเห็นของสมาชิกทุกท่านครับ ขอบคุณครับ
ต่างกันยังไงครับในเรื่องนี้ (กรณีศาลยกฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลหมิ่นเบื้องสูง)
ผมขอให้ท่านสมาชิกในพันทิปลองวิเคราะห์ จาก คำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปนี้ ซึ่งยังคงเป็นบรรทัดฐานอยู่ในปัจจุบัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 380/2503 จำเลยได้ยินอาของโจทก์เล่าให้ฟังว่าโจทก์กับ อ. ซึ่งเป็นญาติรักใคร่กันในทางชู้สาวนอนกอดจูบกันและได้เสียกัน ต่อมามี นาง ส. มาถามจำเลย จำเลยก็เล่าข้อความตามที่ได้ยินมาให้นาง ส. ฟัง เช่นนี้ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวเป็นข้อความหมิ่นประมาทโจทก์อย่างเห็นได้ชัด แม้จำเลยจะตอบออกไปโดยถูกถามก็ดี จำเลยควรต้องสำนึกในการกระทำและเล็งเห็นผลการกระทำของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยจงใจกล่าวข้อความยืนยันข้อเท็จจริงโดยเจตนาใส่ความต่อโจทก์ (ฎีกาที่ 79/2537 วินิจฉัยในทำนองเดียวกัน)
ลักษณะของคดีระหว่างคำพิพากษาศาลฎีกากับกรณีนายสนธิ นั้นมีลักษณะเหมือนกัน กล่าวคือ เป็นการนำคำพูดของบุคคลอื่นอันมีลักษณะเป็นการใส่ความมีพูดต่อบุคคลที่สาม จะต่างกันก็เพียงว่า เป็นคนละมาตรา แต่ทั้งสองมาตรา ก็เป็นเรื่องการดูหมิ่นเช่นเดียวกัน และแตกต่างตรงที่ว่าคำพิพากษาศาลฎีกานั้นเป็นกรณีที่มีคนมาถาม แต่กรณีนายสนธิไม่มีใครมาถามแต่สมัครใจขึ้นปราศรัยเองเลย
ในความคิดของผม โดยปกติแล้วศาลจะใช้บรรทัดฐานในการพิพากษาในคดีลักษณะเดียวกัน ไปในทิศทางเดียวกัน และหากจะมีการตัดสินเปลี่ยนแปลงหรือที่เรียกกันว่า ฎีกากลับหลัก ก็มักจะเป็นการกลับโดยศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ แล้วอย่างนี้ในกรณีนี้กลับหลักหรือเปล่าครับ หรือว่า มีกรณีนี้นายสนธิ เพียงกรณีเดียวที่ใช้กรณีนี้ แล้วกับบุคคลอื่น ค่อยกลับไปใช้หลักการเดิมตามคำพิพากษาฎีกา
ปล.เนื้อหาข้างต้นเป็นความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า ผิดถูกอย่างไรข้าพเจ้าขออภัยต่อสมาชิกพันทิปทุกท่านและขอน้อมรับทุกความเห็นของสมาชิกทุกท่านครับ ขอบคุณครับ