วันที่ 23 มกราคม 2556 ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการจัดพิมพ์บทความนิตยสารที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรม...เดชานุภาพ 2 ฉบับ เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมสองกระทง จำคุก 10 ปี บวกกับโทษจำคุก 1 ปี ในคดีหมิ่นประมาทที่รอลงอาญาไว้ รวมเป็นจำคุกทั้งสิ้น 11 ปี
คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการมีอยู่ของบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งส่งผลต่อสภาพทางการเมืองของประเทศไทยในปัจจุบัน ดังนี้
1.คำพิพากษานี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการนำมาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม เพราะมาตรานี้เปิดช่องให้ใครก็ตามยกมากล่าวหาผู้อื่นได้ และการใช้กฎหมายดังกล่าวที่ผ่านมาก็เคยมีความพยายามในการตีความจนเลยเถิดเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาอยู่ในข่ายความผิดด้วย ยกตัวอย่างกรณี การตีความให้การวิพากษ์วิจารณ์สมเด็จพระเทพฯ เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112 ทั้งๆที่สมเด็จพระเทพฯไม่ได้อยู่ในความคุ้มครองของบทบัญญัติดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันมีผู้ที่ต้องรับโทษเพราะถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพยังมีอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งๆที่ต้องคดีเพราะการตีความอย่างเลยเถิด
2.คำพิพากษานี้เป็นการขยายผลให้กระทบไปถึงสื่อมวลชนที่มีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้คนเหล่านั้นต้องรับผิดแม้ไม่ได้พูดหรือเขียนสิ่งที่เป็นการหมิ่นด้วยตัวเอง หากว่าสื่อมวลชนจะต้องรับผิดเสมือนว่าได้พูดหรือเขียนเองเช่นนี้แล้ว สื่อก็จะไม่กล้าทำหน้าที่แสดงข้อเท็จจริงต่อสังคม ปล่อยให้ผู้คนในสังคมตกอยู่ในห้วงแห่งอวิชชาและมายาคติซ้ำแล้วซ้ำเล่า
3.คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติต่อผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างอย่างโหดร้าย ทั้งๆ ที่ในสังคมประชาธิปไตยการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาควรเป็นเรื่องน่าสรรเสริญ แต่ในสังคมประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างประเทศไทยผู้คนเหล่านั้นกลับถูกมองเป็นอาชญากร ต้องรับโทษสูงสุดถึง 15 ปี แม้ว่าการแสดงความเห็นนั้นจะเป็นการหมิ่นประมาทจริง ก็ไม่ควรจะต้องรับโทษทัณฑ์ถึงเพียงนี้
หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ความขัดแย้งทางการเมืองก็จะไม่มีวันคลี่คลาย ซ้ำยังจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากปัญหาของสถาบันกษัตริย์จะถูกปิดบังไว้ไม่ให้นำมาแก้ไขอย่างจริงจัง ในขณะที่ข้อมูลต่างๆ จะกลายเป็นข่าวลือที่พิสูจน์ไม่ได้แต่แพร่หลายไปทั่ว สุดท้ายผู้ที่จะได้รับความเสียหายก็คือสถาบันกษัตริย์ที่มาตรา 112 คอยปกป้องอยู่นั่นเอง
ในการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพยังปรากฏปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน มนุษย์แม้จะตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาหรือนักโทษ พวกเขาก็ยังเป็นมนุษย์ สมควรได้รับสิทธิต่างๆ อย่างเหมาะสมเฉกเช่นมนุษย์คนอื่นๆ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญของไทยประกาศตนว่าเล็งเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชน แต่ทว่าสายตาของกระบวนการยุติธรรมไทยกลับมองข้ามสิทธิของผู้ต้องหาและนักโทษ เห็นพวกเขาเป็นคนเลวที่ไม่คู่ควรกับสิทธิใดๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำพิพากษา อย่างเช่นสิทธิในการขอประกันตัว ที่ผ่านมาผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมักไม่ได้รับการประกันตัวด้วยเชื่อว่ามีสันดานชั่วร้าย จ้องล้มล้างสถาบัน และคิดหลบหนี ในขณะที่ผู้ต้องหาในคดีที่ความผิดร้ายแรงกว่าหรือมีศักยภาพในการหลบหนีสูงกว่าบางคนกลับได้รับการประกันตัว แสดงให้เห็นถึงดุลพินิจที่น่ากังขา นอกจากนี้การล่ามโซ่ตรวนผู้ต้องหาก็ถือเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนเช่นกัน โดยถือเป็นการจำกัดสิทธิในการเคลื่อนไหวที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนีได้ ต้องป้องกันเอาไว้ก่อน ทั้งๆ ที่สามารถจัดหาวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพและให้ความเป็นมนุษย์มากกว่านี้ เป็นต้น
ดังนี้ สืบเนื่องจากความไม่เป็นธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม ทางกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตยจึงขอแสดงจุดยืนถึงความอยุติธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องออกเป็นข้อเรียกร้องต่อสังคมดังต่อไปนี้
1. เรียกร้องให้รัฐบาลมีการพิจารณาต่อประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ขึ้นมาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นทางออกใดๆ ทั้งแก้ไขหรือยกเลิก และขอให้ภาครัฐได้คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างจริงจัง ผ่านการยกระดับและคุ้มครองประชาชนจากการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรมจากคู่ตรงข้ามทางการเมือง
2.เรียกร้องให้รัฐบาลได้มีการพิจารณา นโยบายในการบรรจุผู้ต้องหา จำเลย หรือนักโทษ ในคดีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในฐานะคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเฉกเช่นเดียวกับคดีทางการเมืองอื่นๆด้วย หากจะมีการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในอนาคต ทั้งนี้เพราะ สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ถือเป็นหนึ่งในสถาบันการเมืองแห่งหนึ่งของประเทศ ผู้ที่ต้องคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีทางการเมืองด้วยเช่นเดียวกัน
3.เรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่รัฐ รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการแก้ไขปรับปรุง นโยบาย กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีความรวดเร็ว เป็นธรรม และคำนึงถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่ผู้ต้องหา จำเลย หรือนักโทษทุกคนพึงได้รับตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น การตรวนนักโทษด้วยโซ่ตรวนของกรมราชทันฑ์ที่สมควรมีการปรับปรุงระบบควบคุมนักโทษด้วยวิธีที่มีเหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน รวมไปถึง สิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆที่พวกเขาสมควรได้รับ เช่น สิทธิประกันตัว
4.เรียกร้องให้ผู้ที่มีส่วนในการวางหลักเกณฑ์การใช้ดุลยพินิจของศาล รวมไปถึงกระบวนการพิจารณาคดีและการพิพากษาของศาล ได้วางหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของศาลให้เคร่งครัดขึ้น หากการใช้ดุลพินิจนั้นกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ดุลพินิจในการให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดีและชั้นสอบสวน เป็นต้น
สุดท้ายนี้ ไม่ใช่แค่การเรียกร้องต่อภาคการเมืองหรือภาคตุลาการเท่านั้น เพราะความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นต่างเกิดจากความขาดจิตสำนึกร่วมต่อความเป็นธรรมที่เพียงพอของคนในสังคมด้วย เปรียบดังคำของนักเขียนชื่อดังที่กล่าวว่า "คนเราจะตระหนักได้ถึงสิทธิ เสรีภาพ ของตนเองและผู้อื่นที่ควรจะเป็นได้ ต้องรู้สึกถึงความหนักของโซ่ตรวนที่ล่ามเขาไว้อยู่ก่อน" ประกอบกับนักต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชชาวอินเดียท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า "คนอังกฤษเพียงหยิบมือปกครองคนอินเดียเป็นร้อยล้านคนได้ ด้วยเหตุเดียวคือ ประชาชนอินเดียยอมให้ถูกปกครองโดยคนอังกฤษ" ด้วยเหตุนี้ นอกเหนือจากข้อเรียกร้องที่เราจะมีต่อรัฐแล้ว เรายังจะขอเรียกร้องต่อประชาชนด้วยดังนี้
เราหรือมนุษย์ผู้มีจิตสำนึก มโนธรรมย่อมมีหน้าที่โดยตรงที่จะแสดงความคัดค้านและร่วมต่อต้านกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม กฎหมายแม้จะถูกอ้างว่าเป็นสิ่งที่ดำรงมานานหลายปี คนจำนวนมากเห็นชอบ เห็นควรนำมาบังคับใช้ในสังคม แต่กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกดขี่มโนธรรมของคนในสังคม แย่งชิงความเป็นมนุษย์ ไปโดยแทนที่ ความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ เอาความรู้สึกถึงความเป็นธรรมที่ทุกคนมีอยู่ไป แล้วใส่แทนที่ด้วยความเป็นพลเมือง นำระเบียบวินัย กฎหมาย การลงโทษ และความเชื่อฟังต่อรัฐ เข้ามาแทน
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย เล็งเห็นความสำคัญของมโนธรรมส่วนบุคคลอย่างยิ่งเพราะมันไม่ถูกต้องยิ่งนักที่เราจะเคารพต่อกฎหมายยิ่งกว่ามโนธรรม จิตสำนึก และความเป็นธรรม
จึงขอเรียกร้องให้ทุกท่านเข้าร่วมการต่อต้านกฎหมายที่ท่านเห็นว่าไม่เป็นธรรมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมเคลื่อนไหวไปกับขบวนการเรียกร้องทางการเมือง หรือแม้กระทั่งสิ่งเล็กน้อย เช่น การเลิกมองฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเป็นสิ่งอื่นที่มิใช่มนุษย์ ไม่ได้เป็นพลเมืองของประเทศไทย และยอมรับพวกเขาในฐานะมนุษย์ พลเมืองของประเทศไทยในฐานะที่เท่าเทียมกับท่าน แม้จะเป็นแนวคิดทางการเมืองที่ท่านไม่เห็นด้วยก็ตาม
เพราะประเทศไทยไม่ได้ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
แถลงการณ์กลุ่มธรรมศาสตร์เพื่อประชาธิปไตย (LLTD)ต่อกรณ๊คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข
คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการมีอยู่ของบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งส่งผลต่อสภาพทางการเมืองของประเทศไทยในปัจจุบัน ดังนี้
1.คำพิพากษานี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการนำมาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม เพราะมาตรานี้เปิดช่องให้ใครก็ตามยกมากล่าวหาผู้อื่นได้ และการใช้กฎหมายดังกล่าวที่ผ่านมาก็เคยมีความพยายามในการตีความจนเลยเถิดเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาอยู่ในข่ายความผิดด้วย ยกตัวอย่างกรณี การตีความให้การวิพากษ์วิจารณ์สมเด็จพระเทพฯ เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112 ทั้งๆที่สมเด็จพระเทพฯไม่ได้อยู่ในความคุ้มครองของบทบัญญัติดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันมีผู้ที่ต้องรับโทษเพราะถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพยังมีอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งๆที่ต้องคดีเพราะการตีความอย่างเลยเถิด
2.คำพิพากษานี้เป็นการขยายผลให้กระทบไปถึงสื่อมวลชนที่มีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้คนเหล่านั้นต้องรับผิดแม้ไม่ได้พูดหรือเขียนสิ่งที่เป็นการหมิ่นด้วยตัวเอง หากว่าสื่อมวลชนจะต้องรับผิดเสมือนว่าได้พูดหรือเขียนเองเช่นนี้แล้ว สื่อก็จะไม่กล้าทำหน้าที่แสดงข้อเท็จจริงต่อสังคม ปล่อยให้ผู้คนในสังคมตกอยู่ในห้วงแห่งอวิชชาและมายาคติซ้ำแล้วซ้ำเล่า
3.คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติต่อผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างอย่างโหดร้าย ทั้งๆ ที่ในสังคมประชาธิปไตยการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาควรเป็นเรื่องน่าสรรเสริญ แต่ในสังคมประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างประเทศไทยผู้คนเหล่านั้นกลับถูกมองเป็นอาชญากร ต้องรับโทษสูงสุดถึง 15 ปี แม้ว่าการแสดงความเห็นนั้นจะเป็นการหมิ่นประมาทจริง ก็ไม่ควรจะต้องรับโทษทัณฑ์ถึงเพียงนี้
หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ความขัดแย้งทางการเมืองก็จะไม่มีวันคลี่คลาย ซ้ำยังจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากปัญหาของสถาบันกษัตริย์จะถูกปิดบังไว้ไม่ให้นำมาแก้ไขอย่างจริงจัง ในขณะที่ข้อมูลต่างๆ จะกลายเป็นข่าวลือที่พิสูจน์ไม่ได้แต่แพร่หลายไปทั่ว สุดท้ายผู้ที่จะได้รับความเสียหายก็คือสถาบันกษัตริย์ที่มาตรา 112 คอยปกป้องอยู่นั่นเอง
ในการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพยังปรากฏปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน มนุษย์แม้จะตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาหรือนักโทษ พวกเขาก็ยังเป็นมนุษย์ สมควรได้รับสิทธิต่างๆ อย่างเหมาะสมเฉกเช่นมนุษย์คนอื่นๆ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญของไทยประกาศตนว่าเล็งเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชน แต่ทว่าสายตาของกระบวนการยุติธรรมไทยกลับมองข้ามสิทธิของผู้ต้องหาและนักโทษ เห็นพวกเขาเป็นคนเลวที่ไม่คู่ควรกับสิทธิใดๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำพิพากษา อย่างเช่นสิทธิในการขอประกันตัว ที่ผ่านมาผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมักไม่ได้รับการประกันตัวด้วยเชื่อว่ามีสันดานชั่วร้าย จ้องล้มล้างสถาบัน และคิดหลบหนี ในขณะที่ผู้ต้องหาในคดีที่ความผิดร้ายแรงกว่าหรือมีศักยภาพในการหลบหนีสูงกว่าบางคนกลับได้รับการประกันตัว แสดงให้เห็นถึงดุลพินิจที่น่ากังขา นอกจากนี้การล่ามโซ่ตรวนผู้ต้องหาก็ถือเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนเช่นกัน โดยถือเป็นการจำกัดสิทธิในการเคลื่อนไหวที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนีได้ ต้องป้องกันเอาไว้ก่อน ทั้งๆ ที่สามารถจัดหาวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพและให้ความเป็นมนุษย์มากกว่านี้ เป็นต้น
ดังนี้ สืบเนื่องจากความไม่เป็นธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม ทางกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตยจึงขอแสดงจุดยืนถึงความอยุติธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องออกเป็นข้อเรียกร้องต่อสังคมดังต่อไปนี้
1. เรียกร้องให้รัฐบาลมีการพิจารณาต่อประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ขึ้นมาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นทางออกใดๆ ทั้งแก้ไขหรือยกเลิก และขอให้ภาครัฐได้คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างจริงจัง ผ่านการยกระดับและคุ้มครองประชาชนจากการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรมจากคู่ตรงข้ามทางการเมือง
2.เรียกร้องให้รัฐบาลได้มีการพิจารณา นโยบายในการบรรจุผู้ต้องหา จำเลย หรือนักโทษ ในคดีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในฐานะคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเฉกเช่นเดียวกับคดีทางการเมืองอื่นๆด้วย หากจะมีการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในอนาคต ทั้งนี้เพราะ สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ถือเป็นหนึ่งในสถาบันการเมืองแห่งหนึ่งของประเทศ ผู้ที่ต้องคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีทางการเมืองด้วยเช่นเดียวกัน
3.เรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่รัฐ รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการแก้ไขปรับปรุง นโยบาย กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีความรวดเร็ว เป็นธรรม และคำนึงถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่ผู้ต้องหา จำเลย หรือนักโทษทุกคนพึงได้รับตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น การตรวนนักโทษด้วยโซ่ตรวนของกรมราชทันฑ์ที่สมควรมีการปรับปรุงระบบควบคุมนักโทษด้วยวิธีที่มีเหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน รวมไปถึง สิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆที่พวกเขาสมควรได้รับ เช่น สิทธิประกันตัว
4.เรียกร้องให้ผู้ที่มีส่วนในการวางหลักเกณฑ์การใช้ดุลยพินิจของศาล รวมไปถึงกระบวนการพิจารณาคดีและการพิพากษาของศาล ได้วางหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของศาลให้เคร่งครัดขึ้น หากการใช้ดุลพินิจนั้นกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ดุลพินิจในการให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดีและชั้นสอบสวน เป็นต้น
สุดท้ายนี้ ไม่ใช่แค่การเรียกร้องต่อภาคการเมืองหรือภาคตุลาการเท่านั้น เพราะความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นต่างเกิดจากความขาดจิตสำนึกร่วมต่อความเป็นธรรมที่เพียงพอของคนในสังคมด้วย เปรียบดังคำของนักเขียนชื่อดังที่กล่าวว่า "คนเราจะตระหนักได้ถึงสิทธิ เสรีภาพ ของตนเองและผู้อื่นที่ควรจะเป็นได้ ต้องรู้สึกถึงความหนักของโซ่ตรวนที่ล่ามเขาไว้อยู่ก่อน" ประกอบกับนักต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชชาวอินเดียท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า "คนอังกฤษเพียงหยิบมือปกครองคนอินเดียเป็นร้อยล้านคนได้ ด้วยเหตุเดียวคือ ประชาชนอินเดียยอมให้ถูกปกครองโดยคนอังกฤษ" ด้วยเหตุนี้ นอกเหนือจากข้อเรียกร้องที่เราจะมีต่อรัฐแล้ว เรายังจะขอเรียกร้องต่อประชาชนด้วยดังนี้
เราหรือมนุษย์ผู้มีจิตสำนึก มโนธรรมย่อมมีหน้าที่โดยตรงที่จะแสดงความคัดค้านและร่วมต่อต้านกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม กฎหมายแม้จะถูกอ้างว่าเป็นสิ่งที่ดำรงมานานหลายปี คนจำนวนมากเห็นชอบ เห็นควรนำมาบังคับใช้ในสังคม แต่กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกดขี่มโนธรรมของคนในสังคม แย่งชิงความเป็นมนุษย์ ไปโดยแทนที่ ความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ เอาความรู้สึกถึงความเป็นธรรมที่ทุกคนมีอยู่ไป แล้วใส่แทนที่ด้วยความเป็นพลเมือง นำระเบียบวินัย กฎหมาย การลงโทษ และความเชื่อฟังต่อรัฐ เข้ามาแทน
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย เล็งเห็นความสำคัญของมโนธรรมส่วนบุคคลอย่างยิ่งเพราะมันไม่ถูกต้องยิ่งนักที่เราจะเคารพต่อกฎหมายยิ่งกว่ามโนธรรม จิตสำนึก และความเป็นธรรม
จึงขอเรียกร้องให้ทุกท่านเข้าร่วมการต่อต้านกฎหมายที่ท่านเห็นว่าไม่เป็นธรรมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมเคลื่อนไหวไปกับขบวนการเรียกร้องทางการเมือง หรือแม้กระทั่งสิ่งเล็กน้อย เช่น การเลิกมองฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเป็นสิ่งอื่นที่มิใช่มนุษย์ ไม่ได้เป็นพลเมืองของประเทศไทย และยอมรับพวกเขาในฐานะมนุษย์ พลเมืองของประเทศไทยในฐานะที่เท่าเทียมกับท่าน แม้จะเป็นแนวคิดทางการเมืองที่ท่านไม่เห็นด้วยก็ตาม
เพราะประเทศไทยไม่ได้ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์