หรือว่า ผมจะไม่เข้าใจประชาธิปไตยจริงๆ

กระทู้สนทนา
มีคนบอกว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง
มีคนบอกว่าประเทศยังยากจนอยู่ จึงไม่เป็นประชาธิปไตย
มีคนบอกว่าเรายังมีคนด้อยคุณภาพอยู่มาก จึงยังไม่พร้อมจะเป็นประชาธิปไตย
มีคนบอกว่าจะเอาผลการเลือกตั้งมาอ้างเป็นเสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ถูก
มีคนบอกว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องฟังเสียงส่วนน้อย
และก็มีคนเลยเถิดถึงกับบอกว่า เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาเป็นเผด็จการรัฐสภาเลยทีเดียว

ผมก็เลยเกิดความสงสัยว่า ที่ผมเข้าใจมาตลอดเรื่องประชาธิปไตยเป็นการให้อำนาจแก่ประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชนจึงคงจะยังไม่ถูกต้องนัก เพราะผมยังหลงเข้าใจว่า

สิทธิการเลือกตั้งนั้นคือการมอบอำนาจให้กับประชาชน
ตัวแทนที่ได้รับเลือกจากประชาชนคืออำนาจที่มอบให้โดยประชาชน
และการกระทำใดๆของตัวแทนของประชาชน จึงเป็นการกระทำเพื่อประชาชน โดยผ่านทางนโยบายที่ได้แถลง

แต่เมื่อมอบอำนาจให้ไปแล้ว ประชาชนก็ต้องคอยสอดส่อง ตรวจสอบถึงการทำงานของผู้แทนของเรา ไม่ว่าจะเป็นความโปร่งใส ความคุ้มค่าและความเอาใจใส่ของตัวแทนของเรา เมื่อมีอะไรผิดปกติ ก็สามารถล่ารายชื่อ หรือทำตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อถอดถอนหรือลงโทษตามกระบวนการ หรือถ้ากฎหมายเอื้อมไม่ถึง ก็ยังสามารถที่จะเปลี่ยนผู้แทนได้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ดังนั้นที่บอกว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้งแม้จะถูกต้อง แต่จะเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ผมเข้าใจอย่างนี้ถูกหรือเปล่าครับ

ประเทศยังยากจนอยู่ จึงไม่เป็นประชาธิปไตย นั่นแสดงว่า การที่ประเทศยังยากจนอยู่ทุกวันนี้ เพราะเราไม่เคยเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นถ้าจะเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประเทศพ้นจากความยากจน จึงลองมีประชาธิปไตยบ้าง ผมเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ

เรายังด้อยคุณภาพ จึงไม่พร้อมจะมีประชาธิปไตย บ่งบอกให้รู้ว่า ก่อนที่จะมีประชาธิปไตยเรายังด้อยคุณภาพอยู่ใช่ไหมครับ ดังนั้นถ้าจะเปลี่ยนแปลงให้มีคุณภาพ ควรจะรีบมีประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ผมเข้าใจถูกไหมครับ

ถ้าเราจะอ้างเสียงส่วนใหญ่ที่มาจากผลการเลือกตั้งไม่ถูก แล้วเราจะอ้างจากผลอะไรดีครับ หรือต่างคนต่างอ้างตามใจชอบ เมื่อเราตั้งเป็นกติกา ให้ใช้เสียงส่วนใหญ่เป็นมติ โดยใช้เม็ดเงินมากมายตามขั้นตอน เพื่อให้รู้ถึงมติเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แล้วไม่ให้อ้างเสียงส่วนใหญ่ หรือจะอ้างเสียงส่วนน้อยเป็นหลัก นี่เป็นเรื่องที่สร้างความงุนงงสงสัยอย่างที่สุดเลยครับ

มีคนบอกว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องฟังเสียงส่วนน้อยบ้าง ก็ฟังอยู่ แต่ไม่ใช่ต้องทำตามเสียงส่วนน้อยมิใช่หรือครับ แนะนำได้ ท้วงติงได้ แต่ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ต้องทำตามเสียงส่วนน้อยอยู่ร่ำไป ไม่อย่างนั้นคงวุ่นวายพิลึกนะครับ

รัฐธรรมนูญปี 50 จะไม่ได้รับการยอมรับ
พรรคไม่ยอมให้ถูกยุบ
นายกฯไม่ยอมให้ถูกถอดถอน
ส.ส.ไม่ยอมรับใบแดง
ท้ายสุดจะไม่มีใครยอมรับคำตัดสิน เพราะทั้งหมดทั้งปวงล้วนมาจากมติเสียงส่วนใหญ่ทั้งสิ้น แต่โชคดีที่คนส่วนใหญ่ของประเทศยังรู้จักเคารพกติกา ยอมรับคำตัดสิน แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม เราจึงสามารถอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ไงครับ

ส่วนเรื่องเสียงส่วนใหญ่เป็นเผด็จการรัฐสภา นั่นเป็นคำพูดของคนสิ้นไม้ไร้ตอกอย่างแท้จริง เป็นการบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเสียงส่วนน้อยต่างหากครับ เพราะเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา ย่อมหมายถึง เสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องการให้ตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ตามที่เสนอไว้ไงครับ

ดูอย่าง กทม.สิครับ ทั้งผู้ว่าฯ ทั้ง สก. ทั้ง สข.แทบจะเป็นคนของพรรคๆเดียว แต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่ใน กทม.ให้ฉันทามติในการบริหาร ทุกฝ่ายก็ยอมรับโดยดี ไม่มีใครกล่าวหาเรื่องของเผด็จการสภาฯทั้งสิ้น บริหาร กทม.จะโปร่งใสหรือไม่ ก็ได้แต่ตำหนิ ติเตียน แล้วรอกฎหมายดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนภาคประชาชนก็ได้แต่รอให้มีการเลือกตั้งใหม่ แล้วให้ประชาชนใช้อำนาจในการตัดสินใจอีกครั้ง ถ้าอยากได้คนเก่า คนเก่าก็เอาไป ก็แค่นั้นจริงๆสำหรับการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

ไม่ใช่สนามใหญ่ ประชาชนไม่ให้เป็นเสียงข้างมาก ก็เลยกลายเป็น เผด็จการรัฐสภา
แต่สนามเล็ก ประชาชนเลือกเข้ามาหมด ก็กลายเป็น คนส่วนใหญ่ให้ความไว้วางใจ
แล้วคนสนับสนุนก็พลอยเห็นดีเห็นงามไปเสียทุกอย่าง ประเทศจะเดินหน้าได้อย่างไร ว่าไหม

ส่วนบางคนร่ำร้องป่าวประกาศว่า คนส่วนใหญ่จะอ้างความชอบธรรมจนเลยเถิดไปกว่ากฎหมาย เขาเรียกว่า “กฎหมู่” ยิ่งเป็นคำพูดที่ฟังแล้วผมหัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้เลยทีเดียว

ก็เจ้ากฎหมายนี่มันตราขึ้นจากคนส่วนใหญ่ไม่ใช่หรือครับ รัฐธรรมนูญต้องเป็นของประชาชนไม่ใช่หรือครับ ดังนั้นการเอารถถังออกมาฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม นี่แหละครับคือกฎหมู่
ดังนั้นการที่เสียงส่วนน้อยไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ นี่แหละครับคือความพยายามจะใช้กฎหมู่
ดังนั้นความพยายามที่จะล้มรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ นี่แหละครับคือกฎหมู่
ดังนั้นความพยายามที่จะไม่ให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่แถลงไว้กับสภา นี่แหละคือกฎหมู่

โชคดีที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ “กฎหมู่” ประเทศไทยจึงยังไม่ต้องถูกแช่แข็งไงครับ
โชคดีที่คนส่วนใหญ่ “ไม่หูเบา” ประเทศจึงยังยืนอยู่ได้ถึงทุกวันนี้ไงครับ
และโชคดีที่คนส่วนใหญ่ได้เห็น “ธาตุแท้”ของเหล่าบรรดาคนดีทั้งหลาย จึงพากันออกมาใช้สิทธิ เพื่อตบหน้าสั่งสอนบรรดาผู้ดีจอมปลอมเสียหลายฉาดไงล่ะครับ

สุดท้ายที่อยากฝาก แม้จะไม่เข้าใจประชาธิปไตยดีพอก็ตาม นั่นคือ มาตรา 309 จำเป็นต้องแก้อย่างเร็วที่สุดครับ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ
คตส.สอบสวนเอง สั่งฟ้องเอง เป็นพยานเองโดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
ส่วนดีเอสไอกำลังถูกฟ้องจากคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพ ทั้งๆที่ปฏิบัติตามหน้าที่
นี่คือความไม่เท่าเทียมที่เห็นได้อย่างเด่นชัดที่สุด
นี่คือความสองมาตรฐานที่เห็นได้อย่างเด่นชัดที่สุด
แล้วจะบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร จริงไหมครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่