============== หาเรื่องมาคุยโม้ยามบ่าย ================

กระทู้สนทนา
สายน้ำกับพิธีกรรม

มนุษย์กับสายน้ำ ไม่อาจแยกจากกันได้ในทุกกรณี เพราะถ้าขาดน้ำเมื่อใด ก็เท่ากับขาดชีวิตเมื่อนั้น  
สายน้ำ นอกจากใช้เพื่อยังชีพ  หล่อเลี้ยงชีวิต สายน้ำยังเกี่ยวพันกับพิธีกรรมต่างๆ
ตามความเชื่อถือของมนุษย์ในแต่ละภูมิภาค แต่ละสังคม
ความเชื่อ ฝังรากหยั่งลึกอยู่ความเป็นลัทธิ  ประเพณี ที่สืบสานต่อกันมาเป็นสายโยง จากรุ่น สู่รุ่น อย่างเหนียวแน่น
แม้จะมีการผิดเพี้ยนไปบ้าง  ก็ต้องยกประโยชน์ให้กับคำว่า....พัฒนา....
ส่วนใครจะพัฒนาแบบไหน  อย่างไร ก็สุดแล้วแต่สังคมนั้นๆ จะกำหนดขึ้นมา

ไทยเรารับศาสนาพุทธมาจากอินเดีย พิธีกรรมบางอย่างในศาสนาพุทธ จึงคละเคล้ากับศาสนาพราหมณ์  
อันเป็นศาสนาดั้งเดิมของอินเดียไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

น้ำ...ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ในพิธีกรรมของพราหมณ์โบราณกาล และเป็นมหกรรมใหญ่ที่ผู้คนนับล้านๆคน
หลั่งไหลกันมาชุมนุม อย่างเช่นในพิธีกรรมที่เรียกว่า “กุมภเมลา”

กุมภะ = หม้อน้ำ
เมลา = การชุมนุม

การชุมนุมหม้อน้ำ ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างถือหม้อมาตักน้ำในแม่น้ำ  แต่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นจนเรียกพิธีกรรมนี้ว่า “มหากุมภเมลา”  
เหตุที่เป็นมหากุมภเมลา เนื่องมาจากกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว....นานกาเลเชียวแหละ...

ย้อนวันเดือนปีไปจนไม่รู้วันรู้ปี  

หลังจากที่อสูร กับ เทวดาหยุดพักรบ แล้วชวนกันกวนเกษียรสมุทร เพื่อให้เป็นน้ำอมฤต มีฤทธิเดชเป็นอมตะ  
หลังจากเสร็จพิธีกรรม เทวดาเจ้าเล่ห์ ได้น้ำอมฤตเต็มหม้อ ก็เหาะพาหม้อหนีอสูรไปดื้อๆ ไม่แบ่งปัน  
ระหว่างทาง น้ำอมฤตก็กระฉอกเรี่ยราด มาสองสามหยดลงสู่แม่น้ำเบื้องล่าง...กุ้งหอยปูปลาต่างเริงร่า กับน้ำอมฤตนี้

เมื่อชาวบ้านรู้ข่าว...(ไม่รู้ว่ารู้กันได้ยังไงเหมือนกัน) ต่างก็มาชำระร่างกาย อาบ กิน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตน
แล้วบอกต่อ ลูก หลาน เหลน โหลนสืบเนื่องกันมาจนถึงทุกวันนี้
จนกลายเป็นพิธีกรรมใหญ่โต ในแต่ละปีจะมีผู้คนมาชุมนุมกัน ณ จุดนี้ ปีละหลายสิบล้านคน



ไม่ว่าผู้คนจะอยู่ในสารทิศใด จะหลั่งไหลกันมาชุมนุมในพิธีกรรมนี้ ในวันเพ็ญเดือน 3
(ปีนี้เริ่มตั้งแต่ 9 มกราคม ถึง 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา)
สถานที่แห่งนี้ (อัลลาฮาบัด) ซึ่งเป็นจุดนัดพบระหว่างแม่น้ำ 3 สาย คือ คงคา ยมุนา สรภู
หรือเรียกอีกอย่างว่า "สรัสวดี"  สถานที่บรรจบนี้คือสถานที่ซึ่งรู้จักกันดีในนามของ จุฬาตรีคูณ  
อันเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง มีพิธีกรรมบวงสรวงบูชาแด่องค์ศิวะเทพ มีชื่อเรียกว่า "ศิวะราตรี"



แฮ่...โม้ยาวไปหน่อยยังไม่เข้าถึงความเกี่ยวเนื่องทางพุทธศาสนาเลย...
ที่โม้มาก็เพื่อให้เห็นว่า พิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องด้วยน้ำ เป็นพิธีกรรมของพราหมณ์ มาแต่โบราณ  
เรารู้จักคำว่า สิโนทก...ทักษิโณทก หรือการหลั่งน้ำสิโนทก ก็เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวร ประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นแก่พม่า
แล้วหยาดน้ำจากคนโฑลงสู่พื้นดิน  เป็นคำประกาศที่ยิ่งใหญ่ หนักแน่น แน่นอน ....

มาดูกันว่าทำไมถึงต้องหลั่งน้ำสิโนทก

ทักษิณา = การบุญ กุศล
อุทก     = น้ำ
ทักษิ + อุทก = ทักษิโณทก = น้ำแห่งบุญกุศล (คงประมาณนี้มั้ง)

ความหมายของการหลั่งน้ำชนิดนี้ หมายถึง การสร้างพยานยืนยันนั่นเอง  
เพราะสมัยก่อนๆไม่มีหนังสือสัญญาลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร มีพยานยืนยัน 2-3 คนเป็นอย่างน้อย
แถมยังต้องติดอากรแสตมป์อีกต่างหาก  ถ้าไม่ติดอากรฯ ถือเป็นโมฆะซะด้วยแน่ะ

การหลั่งน้ำจึงถือเป็นสิ่งสำคัญ ต่อการให้  ให้สิ่งของที่ไม่สามารถหยิบจับได้  ให้สิ่งของที่เป็น นามธรรม ประกาศยกให้  
ครั้นจะกล่าวลอยๆ  คนรับก็ไม่มั่นใจว่าให้จริงหรือเปล่า...

การหลั่งน้ำนี้ จึงอ้างเอาแม่พระธรณีเป็นสักขีพยาน ...แม่พระธรณีถือเป็นปูชนีย์ที่สำคัญอย่างหนึ่ง...ซึ่งก็เป็นเรื่องของพราหมณ์อีกนั่นแหละ
ทีนี้เรื่องของพุทธที่ติดพราหมณ์มา ตัวต้นเรื่องเริ่มมาจากพระเจ้าพิมพิสารนี่แหละ  

พระเจ้าพิมพิสารกษัตริย์แห่งแคว้นมคธ ผู้ทรงเลื่อมใสต่อพระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ยกที่ดินสวนเวฬุวัน ให้เป็นที่พำนักแด่พระบรมศาสดา  
หลังจากยกที่ดิน สร้างศาสนสมบัติ มีชื่อเรียกว่าวัดเวฬุวันแล้ว พระเจ้าพิมพิสารก็ฝันร้าย (ตามข่าวเค้าว่างั้น)
ฝันเห็นเปรต เห็นผีปีศาจร้องระงม จึงไปถามพระพุทธองค์ว่าเกิดจากสาเหตุใด  

พระพุทธองค์กล่าวว่า เป็นเพราะญาติโกโหติกาที่ล่วงลับไปแล้วมาขอส่วนบุญ
พระเจ้าพิมพิสารจึงนิมนต์พระพุทธองค์มาเจริญพุทธมนต์...ขณะที่พระพุทธองค์กล่าวสัมโมทนียกถา
พระเจ้าพิมพิสารจึงหลั่งน้ำสิโนทก กล่าวคำอุทิศบูญกุศลให้แก่บรรดาพระญาติที่ต้องทุกข์ให้พ้นทุกข์ เป็นสุขๆ ยิ่งๆ...

นี่แหละต้นแบบของการ  "กรวดน้ำ" ของพิธีสงฆ์  ในการบุญการกุศลในพระพุทธศาสนา

และก็  นี่แหละ...เรื่องของพราหมณ์-ฮินดู  ที่ปนอยู่พุทธศาสนา ชนิดแยกกันไม่ออกทีเดียวเชียวแหละ



เอวังนะโยม...เมื่อยแล้ว...!!

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่