• กระทรวงการคลังจีนรายงานตัวเลขรายได้ทางการคลังปี 2555 เพิ่มขึ้น 12.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะ 11.7 ล้านล้านหยวน หรือ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2555 ซึ่งถือเป็นอัตราการขยายตัวที่ชะลอลงจากระดับ 24.8% ในปี 2554
• สภาล่างสหรัฐฯเตรียมลงมติขยายเวลากฎหมายเพิ่มเพดานหนี้ถึง 19 พ.ค.นี้
ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน กล่าวว่า สภาเตรียมลงมติเห็นชอบขยายระยะเวลาของกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐออกไปอีก 4 เดือนจนถึงวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวไม่ได้ระบุจำนวนเงินไว้ แต่ให้รัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินตามความจำเป็นเพื่อชำระหนี้ในช่วงระยะเวลาที่ยืดขยายออกไป
การขยายระยะเวลาครั้งนี้ เป็นกลยุทธ์หนึ่งของส.ส.รีพับลิกันเพื่อเลี่ยงความขัดแย้งเรื่องกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้และเปลี่ยนข้อเรียกร้องของตนเป็นเสนอเส้นตายการเงินแบบอื่นที่จะไม่ทำให้ประเทศสุ่มเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ โดยเส้นตายดังกล่าวรวมไปถึง การตัดภาระค่าใช้จ่ายอัตโนมัติในวันที่ 1 มี.ค.และการสิ้นสุดของกองทุนเพื่อหน่วยงานและแผนนโยบายภาครัฐในวันที่ 27 มี.ค.
แผนดังกล่าว ซึ่งได้รับการเห็นชอบจากส.ส.รีพับลิกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มุ่งที่จะดึงวุฒิสภาซึ่งพรรคเดโมแครตคุมเสียงข้างมาก ให้มาร่วมลดเงินเฟ้อโดยเรียกร้องให้ผ่านการลงมติงบประมาณภายในวันที่ 15 เมษายนนี้
ภายใต้ตัวบทกฎหมายที่เสนอไป ถ้าหากสภาล่างหรือสภาสูงไม่สามารถลงมติทันเส้นตายงบประมาณในวันที่ 15 เมษายนนี้ เงินเดือนของส.ส.ก็อาจถูกระงับภายใต้มาตรการดังกล่าวจนกว่าที่ประชุมจะผ่านกฎหมายงบประมาณสำเร็จ แต่ถ้าไม่มีกฎหมายใดผ่าน พวกเขาก็จะต้องรอรับเงินเดือนในวันที่ 15 มกราคมปีหน้า
• ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ในการประชุมวันนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะจัดการกับภาวะเงินฝืดที่เป็นเหตุให้เศรษฐกิจภายในประเทศเผชิญกับภาวะชงักงันมานานหลายปี ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับคำเรียกร้องของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ
• รัฐบาลสิงคโปร์รุกคืบมาตรการเพิ่มจำนวนประชากร และลดการพึ่งพาชาวต่างชาติ ประกาศแผนโครงการเพิ่มแรงจูงใจประชากรให้มีบุตรเพิ่ม
พ่อแม่ชาวสิงคโปร์ที่ให้กำเนิดบุตร ตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค.2555 รัฐบาลจะให้เงินสด 6,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 147,000 บาท) ต่อบุตรเกิดใหม่ 1 คน หรือเพิ่มขึ้นจากมาตรการก่อนหน้านี้ 50% และสิทธินี้จะใช้สำหรับบุตร 2 คนแรกเท่านั้น
ส่วนแผนกระตุ้นใหม่ หากพ่อแม่ ซึ่งอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ มีลูกคนที่ 3 และคนที่ 4 รัฐบาลจะจ่ายเงินสดให้ 8,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อบุตร 1 คน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระในการเลี้ยงดูเด็กที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ยังให้สามีลาหยุดเพื่อดูแลภรรยายหลังคลอดบุตรได้เป็นเวลา 1 สัปดาห์ และสามารถลาต่อได้อีก1 สัปดาห์ โดยหักออกจากวันลาคลอดของภรรยาที่ได้สิทธิลา 16 สัปดาห์ และจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2556 เป็นต้นไป
ปัจจุบันสิงคโปร์ ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศ มีประชากรประมาณ 5.3 ล้านคน เป็นพลเมืองสิงคโปร์ราว 3.3 ล้านคน ส่วนที่เหลือเป็นชาวต่างชาติ
ขณะที่จากสถิติ พบว่า ปี 2554 อัตราการเกิดของสิงคโปร์อยู่ที่ 1.20 คนต่อผู้หญิง 1 คน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 2.1 คน
ทั้งนี้ สำนักงานประชากรและความสามารถพิเศษของสิงคโปร์ คาดว่า ภายในปี 2573สิงคโปร์จะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็นสัดส่วนราว 20%ของประชากรทั้งประเทศ
• รัฐมนตรีกระทรวงกิจการเศรษฐกิจอินเดีย เปิดเผยว่า ภาษีนำเข้าทองคำและทองคำขาว จะเพิ่มจาก 4% เป็น 6% และมีผลบังคับใช้ในทันที และจะมีการทบทวนอัตราภาษีดังกล่าวอีกครั้งเมื่อการนำเข้าลดลง
การขึ้นภาษีอาจทำให้ความต้องการทองคำในอินเดียลดลง โดยการนำเข้าทองคำ ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดียพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย.
ทั้งนี้ ธนาคารกลางอินเดีย เปิดเผยว่า ประมาณ 80% ของยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศมาจากการนำเข้าทองคำ
• นายแพทย์บุญ กล่าวว่า แผนขยายธุรกิจในจีนครั้งนี้นับเป็นการเข้าลงทุนครั้งแรกจากที่ผ่านมาเข้าไปร่วมลงทุนกับโรงพยาบาลรัฐเป็นหลัก โดยได้ "ร่วมทุน" กับนักธุรกิจจีน จัดตั้ง 3 บริษัทใหม่ ได้แก่ บริษัท ไชน่า-ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ฮอสพิทอล อินเวสเมนท์ แมนเนจเมนท์ กรุ๊ป บริษัท ดับบลิวเจ อินเตอร์เนชั่นแนล เมดิคัล เซ็นเตอร์ จำกัด และ บริษัท ดับบลิวเจ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลธ์แคร์ แมนเนจเมนท์ จำกัด
จากก่อนหน้านี้ ได้จัดตั้งบริษัทในฮ่องกง 3 บริษัท คือ ไทร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บิสซิเนส อินเวสเมนส์ จำกัด ดูแลด้านการลงทุน ตนเองถือหุ้นใหญ่ 51% นักธุรกิจฮ่องกง 49% บริษัท ดับบลิวเจ อินเตอร์เนชั่นแนล ฮอสพิทอล แมนเนจเมนท์ จำกัด ดูแลด้านการบริหาร แะล บริษัท ไทร์ ฮอสพิทอล อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ ดูแลงานด้านไอที
ภายใน 2 ปีมีเป้าหมายสร้างโรงพยาบาล 4 แห่งในเมือง "หนานจิง" และ "ฉางโจ" ตั้งอยู่ในมณฑลเจียงซู ทางทิศตะวันออกของประเทศจีนติดกับเซี่ยงไฮ้ เป็นมณฑลใหญ่มีประชากร 100 ล้านคน ที่สำคัญคนท้องถิ่นมีกำลังซื้อสูง โดยจะลงทุนโรงพยาบาลขนาด 500-1,000 เตียง รวมมูลค่าลงทุน 7 หมื่นล้านบาท
เริ่มจากปี 2556 นี้ ใช้เงินลงทุน 2 หมื่นล้านบาท สร้างโรงพยาบาลแห่งแรก ในหนานจิง ขนาด 1,000 เตียง เป็นโรงพยาบาลระดับอินเตอร์เนชั่นแนล รองรับชาวต่างชาติ และ "คนรวย" ของจีน คาดแล้วเสร็จใน 2 ปีข้างหน้า
"เดิมรัฐบาลจีน มีนโยบายควบคุมการลงทุนของธุรกิจโรงพยาบาล มีความเข้มงวดและมีกฎเกณฑ์มาก ทำให้การเข้าลงทุนที่ผ่านมาเป็นลักษณะของการร่วมลงทุนและร่วมบริหารแผนกคนไข้ต่างประเทศ ในโรงพยาบาลของรัฐที่เมืองปักกิ่ง เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งหลังจากรัฐบาลจีนประกาศแผนปฏิรูปสาธารณสุข ระยะ 5 ปี เปิดทางให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนด้านโรงพยาบาล ทำให้เรากล้าตัดสินใจทุ่มลงทุนเต็มที่ในจีน" นายแพทย์บุญ กล่าว
ธุรกิจโรงพยาบาลในจีน เติบโตสูงกว่า 30% ทุกปี ที่สำคัญมีโรงพยาบาลระดับอินเตอร์เนชั่นแนลน้อย ปัจจุบันจีนใช้เม็ดเงินด้านสาธารณสุขเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนแค่ 2% ของจีดีพีเท่านั้น ขณะที่อเมริกาใช้เงินด้านสาธารณสุข 3 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 17% ของจีดีพี ดังนั้นภายใน 5 ปีข้างหน้าสาธารณสุขของจีนจะใหญ่มาก บริษัทยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในปักกิ่งและหนานจิง เป็นฐานผลิตบุคลากรด้านสาธารณสุข มุ่งผลิตแพทย์และพยาบาล รองรับแผนการขยายธุรกิจ
"จีนเป็นตลาดมีดีมานด์มหาศาล กลุ่มคนจีนที่ร่ำรวย 3% เท่ากับ 39 ล้านคนแล้ว แต่โรงพยาบาลที่มีคุณภาพยังมีอยู่น้อย ฉะนั้นตลาดกว้างใหญ่มาก ทำให้เรากล้าลงทุน ยิ่งเวลานโยบายปฏิรูปสาธารณสุขของจีนชัดเจนทำให้เรามั่นใจมากกับประสบการณ์กว่า 10 ปีในจีน ถือว่าเป็นปีลงทุนครั้งใหญ่ของเรา"
นอกจากลงทุนโรงพยาบาล 4 แห่งในมณฑลเฉียงซูแล้ว ยังได้ร่วมลงทุนกับรัฐบาลจีน เข้าไปบริหารโรงพยาบาลที่คุนหมิง และไห่หนาน จำนวน 200 เตียง จากทั้งหมด 1,000 เตียง ทั้ง 2 แห่ง จะลงทุนราว 200-300 ล้านบาท
นายแพทย์บุญ กล่าวต่อว่า กลุ่มประเทศอาเซียนเป็นตลาดที่น่าสนใจ โดยนำร่องด้วยการ "รับบริหาร" โรงพยาบาลในเวียดนาม หลังจากนี้มีแผนเข้าลงทุนต่อในพม่า คาดใช้ระยะเวลาอีก 1 ปี เพราะต้องการให้กฎหมายต่างๆ มีความชัดเจนมากกว่านี้
ข่าวต่างประเทศประจำวัน
• สภาล่างสหรัฐฯเตรียมลงมติขยายเวลากฎหมายเพิ่มเพดานหนี้ถึง 19 พ.ค.นี้
ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน กล่าวว่า สภาเตรียมลงมติเห็นชอบขยายระยะเวลาของกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐออกไปอีก 4 เดือนจนถึงวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวไม่ได้ระบุจำนวนเงินไว้ แต่ให้รัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินตามความจำเป็นเพื่อชำระหนี้ในช่วงระยะเวลาที่ยืดขยายออกไป
การขยายระยะเวลาครั้งนี้ เป็นกลยุทธ์หนึ่งของส.ส.รีพับลิกันเพื่อเลี่ยงความขัดแย้งเรื่องกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้และเปลี่ยนข้อเรียกร้องของตนเป็นเสนอเส้นตายการเงินแบบอื่นที่จะไม่ทำให้ประเทศสุ่มเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ โดยเส้นตายดังกล่าวรวมไปถึง การตัดภาระค่าใช้จ่ายอัตโนมัติในวันที่ 1 มี.ค.และการสิ้นสุดของกองทุนเพื่อหน่วยงานและแผนนโยบายภาครัฐในวันที่ 27 มี.ค.
แผนดังกล่าว ซึ่งได้รับการเห็นชอบจากส.ส.รีพับลิกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มุ่งที่จะดึงวุฒิสภาซึ่งพรรคเดโมแครตคุมเสียงข้างมาก ให้มาร่วมลดเงินเฟ้อโดยเรียกร้องให้ผ่านการลงมติงบประมาณภายในวันที่ 15 เมษายนนี้
ภายใต้ตัวบทกฎหมายที่เสนอไป ถ้าหากสภาล่างหรือสภาสูงไม่สามารถลงมติทันเส้นตายงบประมาณในวันที่ 15 เมษายนนี้ เงินเดือนของส.ส.ก็อาจถูกระงับภายใต้มาตรการดังกล่าวจนกว่าที่ประชุมจะผ่านกฎหมายงบประมาณสำเร็จ แต่ถ้าไม่มีกฎหมายใดผ่าน พวกเขาก็จะต้องรอรับเงินเดือนในวันที่ 15 มกราคมปีหน้า
• ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ในการประชุมวันนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะจัดการกับภาวะเงินฝืดที่เป็นเหตุให้เศรษฐกิจภายในประเทศเผชิญกับภาวะชงักงันมานานหลายปี ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับคำเรียกร้องของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ
• รัฐบาลสิงคโปร์รุกคืบมาตรการเพิ่มจำนวนประชากร และลดการพึ่งพาชาวต่างชาติ ประกาศแผนโครงการเพิ่มแรงจูงใจประชากรให้มีบุตรเพิ่ม
พ่อแม่ชาวสิงคโปร์ที่ให้กำเนิดบุตร ตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค.2555 รัฐบาลจะให้เงินสด 6,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 147,000 บาท) ต่อบุตรเกิดใหม่ 1 คน หรือเพิ่มขึ้นจากมาตรการก่อนหน้านี้ 50% และสิทธินี้จะใช้สำหรับบุตร 2 คนแรกเท่านั้น
ส่วนแผนกระตุ้นใหม่ หากพ่อแม่ ซึ่งอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ มีลูกคนที่ 3 และคนที่ 4 รัฐบาลจะจ่ายเงินสดให้ 8,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อบุตร 1 คน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระในการเลี้ยงดูเด็กที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ยังให้สามีลาหยุดเพื่อดูแลภรรยายหลังคลอดบุตรได้เป็นเวลา 1 สัปดาห์ และสามารถลาต่อได้อีก1 สัปดาห์ โดยหักออกจากวันลาคลอดของภรรยาที่ได้สิทธิลา 16 สัปดาห์ และจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2556 เป็นต้นไป
ปัจจุบันสิงคโปร์ ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศ มีประชากรประมาณ 5.3 ล้านคน เป็นพลเมืองสิงคโปร์ราว 3.3 ล้านคน ส่วนที่เหลือเป็นชาวต่างชาติ
ขณะที่จากสถิติ พบว่า ปี 2554 อัตราการเกิดของสิงคโปร์อยู่ที่ 1.20 คนต่อผู้หญิง 1 คน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 2.1 คน
ทั้งนี้ สำนักงานประชากรและความสามารถพิเศษของสิงคโปร์ คาดว่า ภายในปี 2573สิงคโปร์จะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็นสัดส่วนราว 20%ของประชากรทั้งประเทศ
• รัฐมนตรีกระทรวงกิจการเศรษฐกิจอินเดีย เปิดเผยว่า ภาษีนำเข้าทองคำและทองคำขาว จะเพิ่มจาก 4% เป็น 6% และมีผลบังคับใช้ในทันที และจะมีการทบทวนอัตราภาษีดังกล่าวอีกครั้งเมื่อการนำเข้าลดลง
การขึ้นภาษีอาจทำให้ความต้องการทองคำในอินเดียลดลง โดยการนำเข้าทองคำ ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดียพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย.
ทั้งนี้ ธนาคารกลางอินเดีย เปิดเผยว่า ประมาณ 80% ของยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศมาจากการนำเข้าทองคำ
• นายแพทย์บุญ กล่าวว่า แผนขยายธุรกิจในจีนครั้งนี้นับเป็นการเข้าลงทุนครั้งแรกจากที่ผ่านมาเข้าไปร่วมลงทุนกับโรงพยาบาลรัฐเป็นหลัก โดยได้ "ร่วมทุน" กับนักธุรกิจจีน จัดตั้ง 3 บริษัทใหม่ ได้แก่ บริษัท ไชน่า-ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ฮอสพิทอล อินเวสเมนท์ แมนเนจเมนท์ กรุ๊ป บริษัท ดับบลิวเจ อินเตอร์เนชั่นแนล เมดิคัล เซ็นเตอร์ จำกัด และ บริษัท ดับบลิวเจ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลธ์แคร์ แมนเนจเมนท์ จำกัด
จากก่อนหน้านี้ ได้จัดตั้งบริษัทในฮ่องกง 3 บริษัท คือ ไทร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บิสซิเนส อินเวสเมนส์ จำกัด ดูแลด้านการลงทุน ตนเองถือหุ้นใหญ่ 51% นักธุรกิจฮ่องกง 49% บริษัท ดับบลิวเจ อินเตอร์เนชั่นแนล ฮอสพิทอล แมนเนจเมนท์ จำกัด ดูแลด้านการบริหาร แะล บริษัท ไทร์ ฮอสพิทอล อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ ดูแลงานด้านไอที
ภายใน 2 ปีมีเป้าหมายสร้างโรงพยาบาล 4 แห่งในเมือง "หนานจิง" และ "ฉางโจ" ตั้งอยู่ในมณฑลเจียงซู ทางทิศตะวันออกของประเทศจีนติดกับเซี่ยงไฮ้ เป็นมณฑลใหญ่มีประชากร 100 ล้านคน ที่สำคัญคนท้องถิ่นมีกำลังซื้อสูง โดยจะลงทุนโรงพยาบาลขนาด 500-1,000 เตียง รวมมูลค่าลงทุน 7 หมื่นล้านบาท
เริ่มจากปี 2556 นี้ ใช้เงินลงทุน 2 หมื่นล้านบาท สร้างโรงพยาบาลแห่งแรก ในหนานจิง ขนาด 1,000 เตียง เป็นโรงพยาบาลระดับอินเตอร์เนชั่นแนล รองรับชาวต่างชาติ และ "คนรวย" ของจีน คาดแล้วเสร็จใน 2 ปีข้างหน้า
"เดิมรัฐบาลจีน มีนโยบายควบคุมการลงทุนของธุรกิจโรงพยาบาล มีความเข้มงวดและมีกฎเกณฑ์มาก ทำให้การเข้าลงทุนที่ผ่านมาเป็นลักษณะของการร่วมลงทุนและร่วมบริหารแผนกคนไข้ต่างประเทศ ในโรงพยาบาลของรัฐที่เมืองปักกิ่ง เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งหลังจากรัฐบาลจีนประกาศแผนปฏิรูปสาธารณสุข ระยะ 5 ปี เปิดทางให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนด้านโรงพยาบาล ทำให้เรากล้าตัดสินใจทุ่มลงทุนเต็มที่ในจีน" นายแพทย์บุญ กล่าว
ธุรกิจโรงพยาบาลในจีน เติบโตสูงกว่า 30% ทุกปี ที่สำคัญมีโรงพยาบาลระดับอินเตอร์เนชั่นแนลน้อย ปัจจุบันจีนใช้เม็ดเงินด้านสาธารณสุขเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนแค่ 2% ของจีดีพีเท่านั้น ขณะที่อเมริกาใช้เงินด้านสาธารณสุข 3 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 17% ของจีดีพี ดังนั้นภายใน 5 ปีข้างหน้าสาธารณสุขของจีนจะใหญ่มาก บริษัทยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในปักกิ่งและหนานจิง เป็นฐานผลิตบุคลากรด้านสาธารณสุข มุ่งผลิตแพทย์และพยาบาล รองรับแผนการขยายธุรกิจ
"จีนเป็นตลาดมีดีมานด์มหาศาล กลุ่มคนจีนที่ร่ำรวย 3% เท่ากับ 39 ล้านคนแล้ว แต่โรงพยาบาลที่มีคุณภาพยังมีอยู่น้อย ฉะนั้นตลาดกว้างใหญ่มาก ทำให้เรากล้าลงทุน ยิ่งเวลานโยบายปฏิรูปสาธารณสุขของจีนชัดเจนทำให้เรามั่นใจมากกับประสบการณ์กว่า 10 ปีในจีน ถือว่าเป็นปีลงทุนครั้งใหญ่ของเรา"
นอกจากลงทุนโรงพยาบาล 4 แห่งในมณฑลเฉียงซูแล้ว ยังได้ร่วมลงทุนกับรัฐบาลจีน เข้าไปบริหารโรงพยาบาลที่คุนหมิง และไห่หนาน จำนวน 200 เตียง จากทั้งหมด 1,000 เตียง ทั้ง 2 แห่ง จะลงทุนราว 200-300 ล้านบาท
นายแพทย์บุญ กล่าวต่อว่า กลุ่มประเทศอาเซียนเป็นตลาดที่น่าสนใจ โดยนำร่องด้วยการ "รับบริหาร" โรงพยาบาลในเวียดนาม หลังจากนี้มีแผนเข้าลงทุนต่อในพม่า คาดใช้ระยะเวลาอีก 1 ปี เพราะต้องการให้กฎหมายต่างๆ มีความชัดเจนมากกว่านี้