การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เริ่มเปิดศึกอย่างเป็นทางการแล้ว ความสนใจของสังคม
อยู่ที่การต่อสู้ระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ หรือรัฐบาลกับฝ่ายค้าน
คือ พรรคเพื่อไทย ที่มี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ อดีตเลขาธิการสำนักงาน
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และอดีตรอง
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์
บริพัตร หรือ "คุณชายหมู" อดีตผู้ว่าฯกทม. ลงป้องกันแชมป์อีกสมัย
ทั้ง 2 พรรคเปิดนโยบายหาเสียงกันบ้างแล้ว และคาดว่าจะทยอยโชว์นโยบาย
และไม้เด็ด เพื่อเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนอีกเป็นระยะๆ ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง
ลองมาฟังทรรศนะ ความเห็นของผู้ผ่านเส้นทางสายนี้มาแล้ว
ผู้สมัครชิงผู้ว่าฯ ควรหาเสียงกับคน กทม.อย่างไร ถึงจะได้ประโยชน์ และได้
คะแนนเสียง "พิจิตต รัตตกุล" อดีตผู้ว่าฯกทม. วันที่ 3 มิถุนายน 2539-22
กรกฎาคม 2543 ครั้งนั้นลงสมัครอิสระ ออกตัวก่อนว่า ไม่กล้าให้คำแนะนำ
ผู้สมัครทั้ง 2 พรรคใหญ่แต่อย่างใด แต่พูดถึงนโยบายหาเสียงของตัวเอง
หากจะลงสมัครรับเลือกตั้ง
"ถ้าผมลงสมัครรับเลือกตั้ง จะเสนอนโยบายที่ไม่ใช่เฉพาะที่ประชาชนอยากได้ยิน
หรือชอบเอาใจประชาชนอย่างเดียว แต่จะเสนอความเข้มงวดกับประชาชนมากกว่า
โดยเฉพาะการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน จะมีทั้งกติกาและบทลงโทษสำหรับผู้ที่
ล่วงล้ำพื้นที่สาธารณะที่ต้องใช้ร่วมกัน ทั้งลำคลอง บาทวิถี แม้ว่านโยบายที่เข้มงวด
เช่นนี้ อาจทำให้ประชาชนบางส่วนหรือหลายส่วนไม่ชอบใจ แต่มีความจำเป็น
แม้จะต้องเสียคะแนนนิยมไปบ้าง"
"พิจิตต" ยังอยากจะเห็นความตั้งใจของผู้สมัครที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเมืองหลวง
โดยระบุว่า ไม่อยากเห็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เป็นเรื่องของการเมืองที่ชวน
ทะเลาะกัน หรือเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ทางการเมืองของผู้ใด เพราะการบริหาร
งานของ กทม.ไม่ใช่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาทั้งขยะ
น้ำเสีย น้ำท่วม ไม่มีประเด็นไหนที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
"อยากให้ผู้ที่ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.แสดงให้เห็นถึงวิธีการทำงานที่มุ่งมั่น สัมผัสกับ
ปัญหาที่แท้จริงของคน กทม. แสดงให้เห็นว่า ผู้ว่าฯกทม.ที่จะเข้ามาบริหารงาน
บ้านเมืองใกล้ชิดกับปัญหาของ กทม.อย่างไร เพราะไม่ใช่ตำแหน่งที่ลอยหน้าลอยตา
ใหญ่โต มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง ต้องเป็นคนใกล้ชิดกับปัญหา"
ส่วน "อภิรักษ์ โกษะโยธิน" อดีตผู้ว่าฯกทม. 2 สมัย
วันที่ 29 สิงหาคม 2547-28 ตุลาคม2551 และ
วันที่ 5 ตุลาคม 2551-19 พฤศจิกายน 2551 ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรค
พรรคประชาธิปัตย์ และประธานยุทธศาสตร์ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.
ของพรรคประชาธิปัตย์
"อภิรักษ์" ชี้ว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้เป็นการแข่งขันที่เข้มข้น เพราะเป็นการ
แข่งขันกันระหว่างพรรคเพื่อไทยที่เป็นรัฐบาลกับผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็น
ฝ่ายค้าน และผู้สมัครอิสระอีกหลายคน
แม้จะต่อสู้กับผู้สมัครจากพรรครัฐบาล แต่ "อภิรักษ์" ยังมองว่า พรรคประชาธิปัตย์
มีความได้เปรียบ เพราะ "สุขุมพันธุ์ บริพัตร" เป็นผู้ว่าฯกทม.มาแล้ว 4 ปี มี
ประสบการณ์การทำงานอย่างต่อเนื่อง รู้ปัญหา และสามารถทำงานได้ทันที
ความได้เปรียบอีกอย่างหนึ่ง ที่ "อภิรักษ์" มองว่า ได้เปรียบพรรคเพื่อไทยคือ
พรรคประชาธิปัตย์ มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 46 คน จากทั้งหมด
61 คน ส่วนอีก 15 คน เป็น ส.ก.สังกัดพรรคเพื่อไทยและอิสระ นอกจากนี้
พรรคประชาธิปัตย์ยังมี ส.ส.กทม. อีก 23 คน จากทั้งหมด 33 คน
สำหรับปัญหาของ กทม. "อภิรักษ์" ชี้ว่า แค่พรรคการเมืองและข้าราชการ กทม.
ยังไม่พอที่จะเปลี่ยนแปลง กทม.ได้ ขณะที่ยุคสมัยนี้ ประชาชนมีความตื่นตัวสูง
อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหา
"พรรคประชาธิปัตย์จึงรณรงค์ด้วยการใช้แนวทางของความรัก กทม. ให้ประชาชน
มีส่วนร่วมในการพัฒนา เพื่อทำให้ กทม.เป็นมหานครแห่งความสุข และก้าวเข้า
สู่มหานครแห่งอาเซียนต่อไปในอนาคต" อดีตผู้ว่าฯกทม.สรุป
มหานครที่คนทั่วโลกรู้จักดีอย่างกรุงเทพฯ จะสะอาดสดใส น่าอยู่ ปลอดภัย
สะดวกสบาย ทั้งสำหรับผู้มาเยือนและผู้อยู่อาศัยได้แค่ไหน
ต้องรอฟังนโยบายในการหาเสียง และติดตามผลการปฏิบัติภายหลังการเลือกตั้ง
การประเมินผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา ของผู้ว่าฯกทม.ที่เพิ่งหมดวาระก็เป็นเรื่องจำเป็น
อีกเช่นกัน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1358402421&grpid=&catid=01&subcatid=0100
ไม่ได้ "อวยปู" น้า และนี่คือข้อคิดจากสื่อสีแดง แถมบูชาป.ช.ป.อีกตะหากด้วย
"เกรียน" ไหม Mr._L ไม่มาดูกันหน่อยเหรอ ...อ้อ ดิฉันแปะอย่างเดียว
ถ้าจะ "เกรียน" ก็ "มติชน" นะ
คุณร้อนหนาว แบบนี้ เป็น "มติชิน" หรือ เปล่า เชิญหน่อย
ทรรศนะจาก′ผู้ผ่านทาง′ How To--ชนะใจคนกรุง ... มติชนออนไลน์ ...กระทู้สุดท้าย ของวันนี้
อยู่ที่การต่อสู้ระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ หรือรัฐบาลกับฝ่ายค้าน
คือ พรรคเพื่อไทย ที่มี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ อดีตเลขาธิการสำนักงาน
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และอดีตรอง
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์
บริพัตร หรือ "คุณชายหมู" อดีตผู้ว่าฯกทม. ลงป้องกันแชมป์อีกสมัย
ทั้ง 2 พรรคเปิดนโยบายหาเสียงกันบ้างแล้ว และคาดว่าจะทยอยโชว์นโยบาย
และไม้เด็ด เพื่อเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนอีกเป็นระยะๆ ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง
ลองมาฟังทรรศนะ ความเห็นของผู้ผ่านเส้นทางสายนี้มาแล้ว
ผู้สมัครชิงผู้ว่าฯ ควรหาเสียงกับคน กทม.อย่างไร ถึงจะได้ประโยชน์ และได้
คะแนนเสียง "พิจิตต รัตตกุล" อดีตผู้ว่าฯกทม. วันที่ 3 มิถุนายน 2539-22
กรกฎาคม 2543 ครั้งนั้นลงสมัครอิสระ ออกตัวก่อนว่า ไม่กล้าให้คำแนะนำ
ผู้สมัครทั้ง 2 พรรคใหญ่แต่อย่างใด แต่พูดถึงนโยบายหาเสียงของตัวเอง
หากจะลงสมัครรับเลือกตั้ง
"ถ้าผมลงสมัครรับเลือกตั้ง จะเสนอนโยบายที่ไม่ใช่เฉพาะที่ประชาชนอยากได้ยิน
หรือชอบเอาใจประชาชนอย่างเดียว แต่จะเสนอความเข้มงวดกับประชาชนมากกว่า
โดยเฉพาะการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน จะมีทั้งกติกาและบทลงโทษสำหรับผู้ที่
ล่วงล้ำพื้นที่สาธารณะที่ต้องใช้ร่วมกัน ทั้งลำคลอง บาทวิถี แม้ว่านโยบายที่เข้มงวด
เช่นนี้ อาจทำให้ประชาชนบางส่วนหรือหลายส่วนไม่ชอบใจ แต่มีความจำเป็น
แม้จะต้องเสียคะแนนนิยมไปบ้าง"
"พิจิตต" ยังอยากจะเห็นความตั้งใจของผู้สมัครที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเมืองหลวง
โดยระบุว่า ไม่อยากเห็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เป็นเรื่องของการเมืองที่ชวน
ทะเลาะกัน หรือเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ทางการเมืองของผู้ใด เพราะการบริหาร
งานของ กทม.ไม่ใช่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาทั้งขยะ
น้ำเสีย น้ำท่วม ไม่มีประเด็นไหนที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
"อยากให้ผู้ที่ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.แสดงให้เห็นถึงวิธีการทำงานที่มุ่งมั่น สัมผัสกับ
ปัญหาที่แท้จริงของคน กทม. แสดงให้เห็นว่า ผู้ว่าฯกทม.ที่จะเข้ามาบริหารงาน
บ้านเมืองใกล้ชิดกับปัญหาของ กทม.อย่างไร เพราะไม่ใช่ตำแหน่งที่ลอยหน้าลอยตา
ใหญ่โต มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง ต้องเป็นคนใกล้ชิดกับปัญหา"
ส่วน "อภิรักษ์ โกษะโยธิน" อดีตผู้ว่าฯกทม. 2 สมัย
วันที่ 29 สิงหาคม 2547-28 ตุลาคม2551 และ
วันที่ 5 ตุลาคม 2551-19 พฤศจิกายน 2551 ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรค
พรรคประชาธิปัตย์ และประธานยุทธศาสตร์ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.
ของพรรคประชาธิปัตย์
"อภิรักษ์" ชี้ว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้เป็นการแข่งขันที่เข้มข้น เพราะเป็นการ
แข่งขันกันระหว่างพรรคเพื่อไทยที่เป็นรัฐบาลกับผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็น
ฝ่ายค้าน และผู้สมัครอิสระอีกหลายคน
แม้จะต่อสู้กับผู้สมัครจากพรรครัฐบาล แต่ "อภิรักษ์" ยังมองว่า พรรคประชาธิปัตย์
มีความได้เปรียบ เพราะ "สุขุมพันธุ์ บริพัตร" เป็นผู้ว่าฯกทม.มาแล้ว 4 ปี มี
ประสบการณ์การทำงานอย่างต่อเนื่อง รู้ปัญหา และสามารถทำงานได้ทันที
ความได้เปรียบอีกอย่างหนึ่ง ที่ "อภิรักษ์" มองว่า ได้เปรียบพรรคเพื่อไทยคือ
พรรคประชาธิปัตย์ มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 46 คน จากทั้งหมด
61 คน ส่วนอีก 15 คน เป็น ส.ก.สังกัดพรรคเพื่อไทยและอิสระ นอกจากนี้
พรรคประชาธิปัตย์ยังมี ส.ส.กทม. อีก 23 คน จากทั้งหมด 33 คน
สำหรับปัญหาของ กทม. "อภิรักษ์" ชี้ว่า แค่พรรคการเมืองและข้าราชการ กทม.
ยังไม่พอที่จะเปลี่ยนแปลง กทม.ได้ ขณะที่ยุคสมัยนี้ ประชาชนมีความตื่นตัวสูง
อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหา
"พรรคประชาธิปัตย์จึงรณรงค์ด้วยการใช้แนวทางของความรัก กทม. ให้ประชาชน
มีส่วนร่วมในการพัฒนา เพื่อทำให้ กทม.เป็นมหานครแห่งความสุข และก้าวเข้า
สู่มหานครแห่งอาเซียนต่อไปในอนาคต" อดีตผู้ว่าฯกทม.สรุป
มหานครที่คนทั่วโลกรู้จักดีอย่างกรุงเทพฯ จะสะอาดสดใส น่าอยู่ ปลอดภัย
สะดวกสบาย ทั้งสำหรับผู้มาเยือนและผู้อยู่อาศัยได้แค่ไหน
ต้องรอฟังนโยบายในการหาเสียง และติดตามผลการปฏิบัติภายหลังการเลือกตั้ง
การประเมินผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา ของผู้ว่าฯกทม.ที่เพิ่งหมดวาระก็เป็นเรื่องจำเป็น
อีกเช่นกัน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1358402421&grpid=&catid=01&subcatid=0100
ไม่ได้ "อวยปู" น้า และนี่คือข้อคิดจากสื่อสีแดง แถมบูชาป.ช.ป.อีกตะหากด้วย
"เกรียน" ไหม Mr._L ไม่มาดูกันหน่อยเหรอ ...อ้อ ดิฉันแปะอย่างเดียว
ถ้าจะ "เกรียน" ก็ "มติชน" นะ
คุณร้อนหนาว แบบนี้ เป็น "มติชิน" หรือ เปล่า เชิญหน่อย