เอกเขนกดูหนัง:'เหนือเมฆ 2'

กระทู้สนทนา
เอกเขนกดูหนัง:'เหนือเมฆ 2'
"เหนือเมฆ 2" : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

          ไม่ว่าช่อง 3 จะอ้างเหตุผลกลใดในการแบนละคร “เหนือเมฆ 2” จากมุมมองของคนทำสื่อทีวีมานานหลายปี คำกล่าวอ้างดังกล่าวไม่อาจเชื่อถือได้แม้แต่น้อย ในฐานะสื่อกระแสหลักที่สร้างเม็ดเงินมหาศาลร่วมพันล้านบาทในแต่ละปี ช่อง 3 คงไม่มีทางทำอะไรที่เปลืองเนื้อเปลืองตัวหรือถูกล่อเป้า ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในกระแสสังคมจมหูแบบนี้แน่ๆ นอกเสียจากว่า ศึกครั้งนี้ ช่องสาม ยอมแลกกับผลประโยชน์มหาศาลแบบสมน้ำสมเนื้อ กับชื่อเสียงและเกียรติยศที่สูญเสียไป...

          เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่คนทำสื่อมืออาชีพอย่างช่องสาม จะตัดสินใจเรื่องสำคัญด้วยวิธีกำปั้นทุบดิน หรือหักด้ามพร้าด้วยเข่า โดยเฉพาะการแบนละครหลังข่าว งดออกอากาศกันง่ายๆแค่ชี้แจงผ่านตัวหนังสือวิ่งหน้าจอ หรือทางเฟสบุ๊คก่อนละครออกอากาศไม่กี่ชั่วโมง ทั้งๆที่ “เหนือเมฆ 2” จะจบอยู่รอมร่อแค่อีก 2-3ตอนหนำซ้ำเรทติ้งความนิยมก็ไม่ได้มากมาย เผลอๆต่ำกว่าละครหลังข่าวที่ออกอากาศในช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ หากจะบอกว่าเพื่อสร้างกระแสโปรโมทละครก็คงไม่ใช่เพราะทางช่องก็ออกมาประกาศแล้วว่า จะไม่มีการนำตอนที่เหลือของละครเรื่องนี้ออกเผยแพร่ผ่านช่องทางใดใดแม้แต่น้อย

          เป็นไปได้อย่างไร ที่คนทำหนัง ทำละครมืออาชีพ อย่างคุณนนทรีย์ นิมิบุตร จะไม่สามารถตัดต่อละครเจ้าปัญหาเรื่องนี้ในจบลงอย่างสวยงาม ภายในตอนหรือสองตอน เป็นไปได้หรือที่คุณฉัตรชัย เปล่งพานิช นักแสดงและผู้จัด จะไม่รู้ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้าและสามารถจัดการได้อย่างลงตัวสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (ทั้งช่องสาม และผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง)

          อย่าอ้างนะว่า ช่องสามไม่เคยแพร่งพรายเลยว่า เนื้อหาของละครเหนือเมฆ 2 จงใจก่นด่านักการเมืองเลวๆหรือมีการสร้างตัวละครพาดพิงบุคคลที่มีอิทธิพลทางการเมือง เพราะช่องสามเองมิใช่หรือที่อนุมัติให้บริษัทเมตตามหานิยม จัดสร้างละครเรื่องนี้ภายหลังจากมีการเสนอพล็อตเรื่องและนักแสดงนำตลอดจนทีมงานจนผ่านการพิจารณา พร้อมอนุมัติทุนสร้างให้ตามที่ต้องการ

          แต่แล้วจู่ๆช่องสามตัดสินใจแบน “เหนือเมฆ 2” โดยไม่มีเหตุผลอันควร และไม่มีคำชี้แจงใดใดตามมา แม้จะถูกตั้งคำถามจากสังคมมากมาย แต่ท่าทีของการแสดงความไม่ใส่ใจ หรืออาการปิดปากเงียบ พร้อมสำทับให้คนในองค์กรอย่าได้แพร่งพรายในสิ่งที่เกิดขึ้นให้สังคมได้รับรู้...เป็นไปได้หรือที่สื่อ ‘มืออาชีพ’ ขนาดนี้จะบ้องตื้น คิดตัดสินอะไรง่ายๆ เหมือนเด็กเพิ่งเริ่มทำธุรกิจแบบนี้

          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเป็นแค่คำสั่งของผู้มีอิทธิพลทางการเมือง หรือผู้มีบารมีจากแดนไกล แต่น่าจะมาจากการต่อรองผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือหวังผลในการสร้างฐานอำนาจทางการเมืองของคนทำสื่อฯกับนักธุรกิจการเมืองบางคน เพียงแต่ผลลัพธ์ในการต่อรองครั้งนี้อาจไม่เป็นที่พอใจ จนมีการตอกกลับด้วยการปั่นกระแสให้ป่วนเมืองกันเล่นๆ...ถึงแม้สมมติฐานนี้เป็นแค่เรื่องยกเมฆหรือเรื่องเหลวไหล แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งไปกว่าคือ เหตุใดสื่อกระแสหลักถึงได้นำเสนอข่าวนี้อย่างผิวเผิน จับจรด ไม่นับช่องสาม ที่ไม่มีการเสนอข่าวนี้แม้แต่น้อย ทว่าช่อง 5, 7, 9, สทท.11 หรือกระทั่งทีวีสาธารณะอย่าง ThaiPBS กลับไม่มีการนำเสนอข่าวเรื่องนี้อย่างเกาะติดและจริงจัง ทั้งๆที่มีศักยภาพและความสามารถในการเข้าถึงแหล่งข่าวอย่างใกล้ชิด มีเพียงสื่อทางเลือกอย่างทีวีดาวเทียมบางช่องที่เกาะติดเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

          น่าแปลกที่ว่าก่อนหน้าละครจะถูกแบน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งนักแสดงและ คนขียนบท ต่างออกมาคร่ำครวญ ด่าทอกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่พอเอาเข้าจริงคนเหล่านี้กลับปิดปากเงียบ หลบลี้หนีหน้า ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ใดใด ทั้งๆที่ละครเรื่องนี้ เปรียบได้ก็เหมือนน้ำดีแอ่งน้อยๆในวงการละครโทรทัศน์ไทย คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องน่าจะภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์และลุกขึ้นมาเรียกร้องต่อสู้เพื่อความชอบธรรมในสิ่งที่เกิดขึ้น และน่าอดสูยิ่ง

          กว่าคือไม่เพียงแค่เสรีภาพของคนทำสื่อถูกริดรอน หากแต่ตัวผลงานยังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ถูกลากดึงไปเกี่ยวข้องกับขั้วอำนาจทางการเมือง วงการละครไทยตกเป็นเหยื่อถูกปู้ยี้ปู้ยำยิ่งกว่าครั้งไหนๆในประวัติศาสตร์ หวังว่าความอัปยศครั้งนี้ สังคมไทยน่าจะได้บทเรียนอะไรบ้าง
.......................................
(หมายเหตุ "เหนือเมฆ 2" : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่