การเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใน สิ้นเดือนมิถุนายนปีนี้ ได้รับการคาดหวังจากหลายคน ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของวงการฟุตบอลไทย แต่จะเปลี่ยนได้หรือไม่ ตามไปอ่านบทวิเคราะห์เกมเลือกตั้งครั้งนี้กันนะครับ...
“นายวรวีร์ มะกุดี” นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน อยู่ในตำแหน่งนี้มากว่า 5 ปี และมีบทบาทสูงในฐานะเลขาธิการสมาคมฯ มาไม่น้อยกว่า 10 ปี ได้เดินมาถึงจุดที่ยากเกินเยียวยาในแง่ของภาพลักษณ์และความนิยมของประชาชนแฟนฟุตบอลไทย จนเรียกได้ว่า “ความนิยมถดถอยแบบถล่มทลาย”
เมื่อปลายปี 2555 คนแรกที่หาญกล้าประกาศท้าชิงตำแหน่งนายกสมาคมฯกับนายวรวีร์ ได้แก่ “พินิจ งามพริ้ง” ประธานชมรมเชียร์ไทยพาวเวอร์ แฟนบอลผู้คร่ำหวอด เปิดตัวด้วยชื่องาน “ชีวิตใหม่ฟุตบอลไทย” พร้อมทั้งแผนงาน “เดอะเท็นเยียร์แพลน” ฟื้นฟูฟุตบอลแห่งชาติ ระยะเวลา 10 ปี
พินิจคนนี้ เป็นผู้ที่เคย “ญาติดี” กับนายวรวีร์ในช่วงแรกๆ ของการดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ แต่แล้วในช่วงหลังๆ เขาได้วิพากษวิจารณ์การทำงานของนายวรวีร์อย่างหนักอยู่บ่อยๆ จนเมื่อครั้งทีมชาติไทยแพ้อินโดนีเซียตกรอบแรกอาเซียนคัพ เมื่อปี 2553 ก็ถึงกับรวบรวมแฟนบอลประท้วงขับไล่จน “บังยี” ถึงกับซวนเซเกือบเอาตัวไม่รอดไปเหมือนกัน
จะว่าไปแล้ว การเปิดตัวของพินิจสร้างความฮือฮาได้มากพอสมควร ด้วยความที่เป็นบุคคลที่สื่อมวลชนรุ่นใหม่และแฟนบอลไทยรู้จักดี ด้วยบทบาทโดดเด่นในการสร้างวัฒนธรรมกองเชียร์ทีมชาติไทย และนำมาซึ่งการแพร่กระจายของกองเชียร์ฟุตบอลสโมสรไทย ตลอดช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา แต่ทว่า หลายคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เขาผู้นี้ไม่ได้เป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลแม้แต่ทีมเดียว จะไปเอาคะแนนโหวตมาจากไหน หรือมีใครอยู่เบื้องหลัง
มีคนส่วนหนึ่งพุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กโต้ง” รองนายกฯ และ รมต.คลัง ที่ชื่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง เพราะนักข่าวส่วนใหญ่รู้ว่าสนิทกันพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องเชียร์ฟุตบอลนั้นเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย หลายครั้งที่คนเห็น “บิ๊กโต้ง” ถึงกับโยนหัวโขนทิ้ง แล้วไปยืนเชียร์คู่กับพินิจพร้อมทั้งพลพรรค “เชียร์ไทยพาวเวอร์”
อีกส่วนหนึ่งก็ว่า “เนวิน ชิดชอบ” อดีตนักการเมืองชื่อดัง ผู้ผันมาเป็นเจ้าของสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด น่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังพินิจ แต่ทั้งพินิจและเนวินก็พูดตรงกันว่า “ไม่เคยรู้จักกัน หรือพบกันเป็นการส่วนตัวมากก่อน”
เนวินนั้น เป็นที่ทราบดีว่า เคยช่วย “ส่งเสริม” ให้วรวีร์ชนะการเลือกตั้งเมื่อครั้งที่แล้ว ด้วยการ “หักเหลี่ยมโหด” รุ่นพี่สวนกุหลาบอย่าง “บิ๊กกร๊อง” วิรัช ชาญพานิชย์ ผู้ท้าชิงเมื่อ 2 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็โดนวรวีร์ “หัก” ในหลายกรณีรวมทั้งการไม่ยอมมอบถ้วยไทยพรีเมียร์ลีกให้กับบุรีรัมย์ที่สนามไอโมบาย แต่กลับไปมอบให้ในนัดถัดไปที่จังหวัดเชียงราย ถิ่นของพรรคเพื่อไทย ซึ่ง “พี่เน” เองก็เคย “หัก” มาเหมือนกัน
หลังจากนั้น เนวินก็กระโดดข้ามมาเป็นคนละฝั่งกับวรวีร์อย่างชัดเจน มีการทวงถามเรื่องเงินของบริษัทไทยพรีเมียร์ลีกและการเสียภาษีของสมาคมฟุตบอล รวมถึงการตรวจสอบจาก นายศุภชัย ใจสมุทร หนึ่งในกรรมาธิการ ปปช. ของสภาผู้แทนราษฎร ผู้เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทย แต่แล้วเรื่องก็เงียบๆ ไป หลังจากบังยีใช้ลูกตีมึนข้างๆ คูๆ แล้วไปขอร้องให้นายทหารใหญ่มานั่งเป็นที่ปรึกษาสมาคมฯ
การเลือกตั้งสมาคมฟุตบอลฯ ที่กำลังจะมีขึ้นนี้ เนวินประกาศผนึกกำลังกับกลุ่มสโมสรชลบุรี ซึ่งดูแลโดย “อรรณพ สิงโตทอง” และยืนยันว่าจะไม่เอานายกฯคนเดิมที่ชื่อ “บังยี” อย่างแน่นอน แต่โยนเผือกร้อนด้วยการบอกว่าจะส่งใครเป็นตัวแทนก็แล้วแต่ “เสี่ยณพ”
และยังไม่ทันจะมีการประกาศชื่อผู้ท้าชิงจากค่ายบุรีรัมย์และชลบุรี (ซึ่งแต่เดิมแว่วว่าจะเป็น บิ๊กป๋อม อดิศักดิ์ เบญจศิริวรรณ และ บิ๊กแน๊ต ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์) ก็มีการออกมาชิงประกาศอย่างไม่เป็นทางการโดย “บิ๊กกร๊อง” เสียก่อน ว่า “พร้อมจะลงสู้อีกครั้งหากสโมสรสมาชิกเดินมาหา”
เมื่อมีการโยนหินถามทางเช่นนี้ เนวินผู้ซึ่งเคย “หัก” กับบิ๊กกร๊องมาแล้วเมื่อการเลือกตั้งคราวที่แล้ว ก็เกิดอาการเกรงใจและไม่มีทางเลือก จำเป็นที่จะต้อง “ถ่ายโทษ” ให้กับบิ๊กกร๊อง ด้วยการสนับสนุนให้ลงท้าชิงกับบังยีในคราวนี้อีกครั้งหนึ่ง รออยู่แต่ว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่เท่านั้นเอง และทางฝ่ายชลบุรี ก็ไม่น่าจะขัดอะไร เพราะถือคติ “ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ยี”
ทางฟากฝั่งวรวีร์นั้น เป็นที่รู้ดีอยู่ว่า นอกจากสื่อกีฬายักษ์ใหญ่ของไทยแล้ว ยังแอบอิงพรรคการเมืองใหญ่มาตลอด แล้วมาหยุดตรงที่พรรคเพื่อเธอ โดยอาศัยช่วง “นายใหญ่” ไปพำนักอยู่อังกฤษเลยไปเป็น “ดีลเมคเกอร์” ช่วยซื้อสโมสรดังที่นั่น จนทำให้สายสัมพันธ์ล้ำลึก นายวรวีร์จึงรอดพ้นวิบากกรรมมาได้ทุกครั้ง รวมทั้งวิบากกรรมนานาชาติที่เกือบโดยสอยโดยคณะกรรมการจริยธรรมของฟีฟ่า
หากศึกสงครามครั้งนี้ เป็นภาพของการชนช้างที่ใครๆ อยากดูอย่าง “เนวิน VS วรวีร์” แล้วล่ะก็ เป็นที่เชื่อขนมกินได้เลยว่า สรรพกำลังมหาศาลจะถูกทุ่มเทลงมาจากพรรคใหญ่เพื่อช่วยบังยี เหตุผลนั้น ไม่ใช่ความชื่นชอบในตัวบังยี แต่เป็นเพราะคู่ต่อสู้ของบังยีคือ “พี่เน” ต่างหาก
เป็นที่รู้กันอยู่ว่าสโมสรที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ทั้งมุ้งของ บุรีรัมย์ ชลบุรี วีวี และวีเจ นั้น จำนวนไม่น้อยที่เป็นหน่วยงานราชการสังกัดกระทรวงทบวงกรม จะเกิดอะไรขึ้นหากสโมสรที่สวามิภักดิ์กับบุรีรัมย์และชลบุรีถูกเรียกคืนกลับไปสวามิภักดิ์กับ “ส่วนกลาง” … กลุ่มที่ต้องการปฏิวัติฟุตบอลไทยก็จะสามัคคีกันพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้น วิธีการที่เหมาะสมคือทำอย่างไรให้ “ส่วนกลาง” ส่งกำลังเสริมมาช่วยบังยีให้น้อยที่สุด หรือหากจะส่งมาทางฝ่ายที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงบ้าง ก็จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ การลดบทบาทและภาพของเนวิน ในการช่วงชิงกับวรวีร์ แล้วให้ฝ่ายชลบุรีเป็นผู้ออกหน้าโดยชูภาพของคนหน้าใหม่ๆ ที่มีแผลน้อยที่สุด นั่นแหละคือหนทางชนะจึงจะพอมีอยู่บ้าง
เพราะบางครั้ง “การจะเอาชนะช้าง อาจจำเป็นต้องใช้มด”
http://www.thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=279128.msg5724685;topicseen#new
วิเคราะห์เลือกตั้งสมาคมบอล: "ช้างชนช้าง สุดท้ายช้างจะตาย"
“นายวรวีร์ มะกุดี” นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน อยู่ในตำแหน่งนี้มากว่า 5 ปี และมีบทบาทสูงในฐานะเลขาธิการสมาคมฯ มาไม่น้อยกว่า 10 ปี ได้เดินมาถึงจุดที่ยากเกินเยียวยาในแง่ของภาพลักษณ์และความนิยมของประชาชนแฟนฟุตบอลไทย จนเรียกได้ว่า “ความนิยมถดถอยแบบถล่มทลาย”
เมื่อปลายปี 2555 คนแรกที่หาญกล้าประกาศท้าชิงตำแหน่งนายกสมาคมฯกับนายวรวีร์ ได้แก่ “พินิจ งามพริ้ง” ประธานชมรมเชียร์ไทยพาวเวอร์ แฟนบอลผู้คร่ำหวอด เปิดตัวด้วยชื่องาน “ชีวิตใหม่ฟุตบอลไทย” พร้อมทั้งแผนงาน “เดอะเท็นเยียร์แพลน” ฟื้นฟูฟุตบอลแห่งชาติ ระยะเวลา 10 ปี
พินิจคนนี้ เป็นผู้ที่เคย “ญาติดี” กับนายวรวีร์ในช่วงแรกๆ ของการดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ แต่แล้วในช่วงหลังๆ เขาได้วิพากษวิจารณ์การทำงานของนายวรวีร์อย่างหนักอยู่บ่อยๆ จนเมื่อครั้งทีมชาติไทยแพ้อินโดนีเซียตกรอบแรกอาเซียนคัพ เมื่อปี 2553 ก็ถึงกับรวบรวมแฟนบอลประท้วงขับไล่จน “บังยี” ถึงกับซวนเซเกือบเอาตัวไม่รอดไปเหมือนกัน
จะว่าไปแล้ว การเปิดตัวของพินิจสร้างความฮือฮาได้มากพอสมควร ด้วยความที่เป็นบุคคลที่สื่อมวลชนรุ่นใหม่และแฟนบอลไทยรู้จักดี ด้วยบทบาทโดดเด่นในการสร้างวัฒนธรรมกองเชียร์ทีมชาติไทย และนำมาซึ่งการแพร่กระจายของกองเชียร์ฟุตบอลสโมสรไทย ตลอดช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา แต่ทว่า หลายคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เขาผู้นี้ไม่ได้เป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลแม้แต่ทีมเดียว จะไปเอาคะแนนโหวตมาจากไหน หรือมีใครอยู่เบื้องหลัง
มีคนส่วนหนึ่งพุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กโต้ง” รองนายกฯ และ รมต.คลัง ที่ชื่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง เพราะนักข่าวส่วนใหญ่รู้ว่าสนิทกันพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องเชียร์ฟุตบอลนั้นเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย หลายครั้งที่คนเห็น “บิ๊กโต้ง” ถึงกับโยนหัวโขนทิ้ง แล้วไปยืนเชียร์คู่กับพินิจพร้อมทั้งพลพรรค “เชียร์ไทยพาวเวอร์”
อีกส่วนหนึ่งก็ว่า “เนวิน ชิดชอบ” อดีตนักการเมืองชื่อดัง ผู้ผันมาเป็นเจ้าของสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด น่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังพินิจ แต่ทั้งพินิจและเนวินก็พูดตรงกันว่า “ไม่เคยรู้จักกัน หรือพบกันเป็นการส่วนตัวมากก่อน”
เนวินนั้น เป็นที่ทราบดีว่า เคยช่วย “ส่งเสริม” ให้วรวีร์ชนะการเลือกตั้งเมื่อครั้งที่แล้ว ด้วยการ “หักเหลี่ยมโหด” รุ่นพี่สวนกุหลาบอย่าง “บิ๊กกร๊อง” วิรัช ชาญพานิชย์ ผู้ท้าชิงเมื่อ 2 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็โดนวรวีร์ “หัก” ในหลายกรณีรวมทั้งการไม่ยอมมอบถ้วยไทยพรีเมียร์ลีกให้กับบุรีรัมย์ที่สนามไอโมบาย แต่กลับไปมอบให้ในนัดถัดไปที่จังหวัดเชียงราย ถิ่นของพรรคเพื่อไทย ซึ่ง “พี่เน” เองก็เคย “หัก” มาเหมือนกัน
หลังจากนั้น เนวินก็กระโดดข้ามมาเป็นคนละฝั่งกับวรวีร์อย่างชัดเจน มีการทวงถามเรื่องเงินของบริษัทไทยพรีเมียร์ลีกและการเสียภาษีของสมาคมฟุตบอล รวมถึงการตรวจสอบจาก นายศุภชัย ใจสมุทร หนึ่งในกรรมาธิการ ปปช. ของสภาผู้แทนราษฎร ผู้เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทย แต่แล้วเรื่องก็เงียบๆ ไป หลังจากบังยีใช้ลูกตีมึนข้างๆ คูๆ แล้วไปขอร้องให้นายทหารใหญ่มานั่งเป็นที่ปรึกษาสมาคมฯ
การเลือกตั้งสมาคมฟุตบอลฯ ที่กำลังจะมีขึ้นนี้ เนวินประกาศผนึกกำลังกับกลุ่มสโมสรชลบุรี ซึ่งดูแลโดย “อรรณพ สิงโตทอง” และยืนยันว่าจะไม่เอานายกฯคนเดิมที่ชื่อ “บังยี” อย่างแน่นอน แต่โยนเผือกร้อนด้วยการบอกว่าจะส่งใครเป็นตัวแทนก็แล้วแต่ “เสี่ยณพ”
และยังไม่ทันจะมีการประกาศชื่อผู้ท้าชิงจากค่ายบุรีรัมย์และชลบุรี (ซึ่งแต่เดิมแว่วว่าจะเป็น บิ๊กป๋อม อดิศักดิ์ เบญจศิริวรรณ และ บิ๊กแน๊ต ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์) ก็มีการออกมาชิงประกาศอย่างไม่เป็นทางการโดย “บิ๊กกร๊อง” เสียก่อน ว่า “พร้อมจะลงสู้อีกครั้งหากสโมสรสมาชิกเดินมาหา”
เมื่อมีการโยนหินถามทางเช่นนี้ เนวินผู้ซึ่งเคย “หัก” กับบิ๊กกร๊องมาแล้วเมื่อการเลือกตั้งคราวที่แล้ว ก็เกิดอาการเกรงใจและไม่มีทางเลือก จำเป็นที่จะต้อง “ถ่ายโทษ” ให้กับบิ๊กกร๊อง ด้วยการสนับสนุนให้ลงท้าชิงกับบังยีในคราวนี้อีกครั้งหนึ่ง รออยู่แต่ว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่เท่านั้นเอง และทางฝ่ายชลบุรี ก็ไม่น่าจะขัดอะไร เพราะถือคติ “ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ยี”
ทางฟากฝั่งวรวีร์นั้น เป็นที่รู้ดีอยู่ว่า นอกจากสื่อกีฬายักษ์ใหญ่ของไทยแล้ว ยังแอบอิงพรรคการเมืองใหญ่มาตลอด แล้วมาหยุดตรงที่พรรคเพื่อเธอ โดยอาศัยช่วง “นายใหญ่” ไปพำนักอยู่อังกฤษเลยไปเป็น “ดีลเมคเกอร์” ช่วยซื้อสโมสรดังที่นั่น จนทำให้สายสัมพันธ์ล้ำลึก นายวรวีร์จึงรอดพ้นวิบากกรรมมาได้ทุกครั้ง รวมทั้งวิบากกรรมนานาชาติที่เกือบโดยสอยโดยคณะกรรมการจริยธรรมของฟีฟ่า
หากศึกสงครามครั้งนี้ เป็นภาพของการชนช้างที่ใครๆ อยากดูอย่าง “เนวิน VS วรวีร์” แล้วล่ะก็ เป็นที่เชื่อขนมกินได้เลยว่า สรรพกำลังมหาศาลจะถูกทุ่มเทลงมาจากพรรคใหญ่เพื่อช่วยบังยี เหตุผลนั้น ไม่ใช่ความชื่นชอบในตัวบังยี แต่เป็นเพราะคู่ต่อสู้ของบังยีคือ “พี่เน” ต่างหาก
เป็นที่รู้กันอยู่ว่าสโมสรที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ทั้งมุ้งของ บุรีรัมย์ ชลบุรี วีวี และวีเจ นั้น จำนวนไม่น้อยที่เป็นหน่วยงานราชการสังกัดกระทรวงทบวงกรม จะเกิดอะไรขึ้นหากสโมสรที่สวามิภักดิ์กับบุรีรัมย์และชลบุรีถูกเรียกคืนกลับไปสวามิภักดิ์กับ “ส่วนกลาง” … กลุ่มที่ต้องการปฏิวัติฟุตบอลไทยก็จะสามัคคีกันพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้น วิธีการที่เหมาะสมคือทำอย่างไรให้ “ส่วนกลาง” ส่งกำลังเสริมมาช่วยบังยีให้น้อยที่สุด หรือหากจะส่งมาทางฝ่ายที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงบ้าง ก็จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ การลดบทบาทและภาพของเนวิน ในการช่วงชิงกับวรวีร์ แล้วให้ฝ่ายชลบุรีเป็นผู้ออกหน้าโดยชูภาพของคนหน้าใหม่ๆ ที่มีแผลน้อยที่สุด นั่นแหละคือหนทางชนะจึงจะพอมีอยู่บ้าง
เพราะบางครั้ง “การจะเอาชนะช้าง อาจจำเป็นต้องใช้มด”
http://www.thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=279128.msg5724685;topicseen#new