เวลาเพื่อนในก๊วนเปิดตัวแฟน เคยสงสัยกันมั้ยครับว่ามันไปจีบกันตอนไหน ไปชอบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ก็ทำตัวปกติกันทั้งคู่
ผมสงสัยในคำถามนี้มานานมาก แต่ก็ไม่เคยรู้คำตอบสักที แม้กระทั่งตอนที่ผมมีแฟนในสมัยวัยรุ่น ผมก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ นึกออกอีกทีก็คบกันแล้ว แต่สุดท้ายก็เลิกรากันไป
หลังจากโสดสนิทพร้อมๆกัยวัยที่เพิ่มขึ้น ผมตัดสินใจจะไม่คบจะไม่หวั่นไหวกับใครอีก เพราะทุกวันนี้มีความสุขกับชีวิตโสดมาก ไม่ต้องแคร์ใคร อยากทำอะไรก็ทำได้ตามชอบ ขอเพียงไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็พอ
ชีวิตแต่ละวันก็สุดแสนจะธรรมดา ตื่นเช้าไปทำงาน ตกเย็นเลิกงานกลับบ้าน นอนตีพุงพักผ่อนอยู่กับบ้านช่วงหยุดเสาร์อาทิตย์ เพื่อนที่ทำงานหรือเพื่อนสมัยเรียนก็มีครอบครัวมีแฟนกันหมดแล้ว เหลือครองโสดแต่เพียงผู้เดียว จนบางครั้งก็โดนแซวว่าเป็นเกย์รึเปล่า 555
กราฟชีวิตผมราบเรียบมาตลอด จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีน้องใหม่เข้ามาในแผนก เห็นแวบแรก ผมอุทานในใจ "นี่มันสเปกตรูเลยนี่หว่า" ผู้หญิงที่ดูเรียบๆ แบบที่ผมชอบ แถมมารู้ว่ายังโสดเหมือนผมด้วย แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่คิดอะไรไปมากกว่านั้น เพราะผมยังตั้งธงขอเป็นโสดต่อไป เป็น Priority อันดับหนึ่งก็ว่าได้ ฉะนั้นจึงไม่มีการคิดหรือทำอะไรเกินขอบเขตแน่นอน และผมเองก็ไม่อยากผูกสัมพันธ์กับคนที่ทำงานที่เดียวกันด้วย เพราะเห็นจบไม่สวยมาหลายรายแล้ว ผมคิดแบบนั้น
แต่ชีวิตผมก็หักเหอีกครั้ง มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนงานใหม่ ช่วงเดือนสุดท้ายของการเป็นมนุษย์เงินเดือน มีเหตุนู่นเหตุนี่ที่ทำให้ผมมีโอกาสได้คุยกับน้องเค้ามากขึ้น แรกๆก็ดีนะครับ สักพัก เอ้ย ผู้หญิงคนนี้ใช่ย่อยวุ้ย ไม่ใช่สเปกตรูล่ะ ก็ทำให้ผมสบายใจไปเปราะนึงว่าผมคงมั่นคงกับใจตัวเองได้ต่อไปแบบชิลๆ แต่แล้วมันก็มีเหตุให้คุยกันมากขึ้น จนผมแปลกใจ อะไรมันจะบังเอิญบ่อยนักฟระ จากที่มั่นใจว่าไม่ใช่สเปกเราแน่ๆ มันกลับเปลี่ยนไปครับ มันเข้ากันได้ดีเกินไปจนผมคาดไม่ถึง ไม่รู่ว่าที่เรียกกันว่าเคมีเข้ากัน มันเป็นแบบนี้รึเปล่า
หลังจากผมออกจากบริษัทแล้ว ไม่ได้เจอน้องเค้าแล้ว คิดว่าทุกอย่างคงจบลงแล้ว คงกลับมาคิดแบบเดิมได้อย่างสบายใจ แต่มันกลับไม่เป็นงั้นครับ ผมมีเหตุให้เข้าไปติดต่อกับที่บริษัทอีกครั้งสองครั้ง และมีโอกาสได้คุยกับน้องเค้าอีกครั้งในงานเลี้ยงปีใหม่ของแผนก ซึ่งที่แผนกยังเชิญผมไปร่วมงานอยู่
ในงานเลี้ยงผมได้คุยกับคนอื่นบ้างตามมารยาท แต่สักพักพอผู้หลักผู้ใหญ่กลับไปบ้างแล้ว กลายเป็นผมได้คุยกับน้องเค้าแทบจะเรียกได้ว่าคุยกันสองคนด้วยซ้ำ เพราะคนอื่นก็ม่วนอยู่กับการร้องคาราโอเกะบ้าง แดนซ์บ้าง ตามเรื่องตามราว จนบางช่วงคนอื่นก็แซวกลับมาว่าสองคนนี้มานั่งจีบกันป่าว หึหึ แน่นอนว่าไม่ใช่การจีบ เป็นการคุยกันธรรมดาเท่านั้น
หลังจากงานเลี้ยงเลิก แยกย้ายกันกลับบ้าน ผมเชคมือถือ ปรากฏว่ามีข้อความทิ้งไว้ ไม่ใช่จากใคร แต่เป็นน้องคนนี้นี่เอง น้องเค้าถามมาตั้งแต่ช่วงบ่ายๆเย็นๆ ว่าผมจะมางานเลี้ยงรึเปล่า รู้อะไรมั้ยครับ พอเห็นข้อความนี้ผมได้แต่อมยิ้ม อธิบายความรู้สึกไม่ถูก สงสัยผมคงคิดถึงน้องเค้าเข้าให้แล้ว มันรู้สึกดีจริงๆครับ อยากเก็บความรู้สึกนี้ไปอีกนานๆ คงจะดีไม่น้อย ผมไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไงต่อ ซึ่งหลังจากนี้อาจไม่ได้เจอ ไม่ได้คุยกับน้องเค้าอีกเลยก็ได้ หรือถ้าโชคชะตาฟ้าลิขิต คงทำให้ผมได้มีโอกาสได้เจอน้องเค้าอีกครั้ง
นี่คือเรื่องราวของผมที่เกิดขึ้น และพอนึกไปถึงคำถามต้นกระทู้ ที่เคยถามตัวเองว่าเพื่อนในก๊วนมันไปจีบกันตอนไหน ไปชอบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมได้คำตอบแล้วแหละ มันไม่สำคัญเลยว่าจะเกิดขึ้นตอนไหนเมื่อไหร่ มันจะเกิดก็เกิดขึ้นเองนั่นแหละ
สมัยเรียน ผมเคยเรียนกับอาจารย์ท่านหนึ่งในวิชาเชิงปรัชญา ท่านได้เปิดหนังรักให้ดูเรื่องนึง เมื่อดูจบให้นักศึกษาในคลาสเข้าไปสอบปากเปล่าทีละคน ผมก็พยายามตอบในมุมมองของผม ยกเหตุผลมาสารพัดเพื่ออ้างอิงสิ่งที่เกิดขึ้น ผลปรากฏว่าอาจารย์ให้ D ผมมา แต่พอเพื่อนอีกคนออกมาได้ B จากอาจารย์ (อาจารย์ท่านนี้แทบไม่เคยให้ A ใคร การได้ B ถือว่าสุดๆแล้ว) ผมถามไปว่าตอบว่าอะไรไป เธอตอบว่า "สำหรับเรื่องบางเรื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลมาอธิบาย"
ทู้อาจจะเวิ่นเว้อไปบ้างก็ขออภัยนะครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าที่แท็กไปจะถูกต้องมั้ย แต่พยายามแท็กให้ตรงที่สุดแล้ว
ไม่มีสิ่งไหนต้านอยู่หรอก.....ความรัก
ผมสงสัยในคำถามนี้มานานมาก แต่ก็ไม่เคยรู้คำตอบสักที แม้กระทั่งตอนที่ผมมีแฟนในสมัยวัยรุ่น ผมก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ นึกออกอีกทีก็คบกันแล้ว แต่สุดท้ายก็เลิกรากันไป
หลังจากโสดสนิทพร้อมๆกัยวัยที่เพิ่มขึ้น ผมตัดสินใจจะไม่คบจะไม่หวั่นไหวกับใครอีก เพราะทุกวันนี้มีความสุขกับชีวิตโสดมาก ไม่ต้องแคร์ใคร อยากทำอะไรก็ทำได้ตามชอบ ขอเพียงไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็พอ
ชีวิตแต่ละวันก็สุดแสนจะธรรมดา ตื่นเช้าไปทำงาน ตกเย็นเลิกงานกลับบ้าน นอนตีพุงพักผ่อนอยู่กับบ้านช่วงหยุดเสาร์อาทิตย์ เพื่อนที่ทำงานหรือเพื่อนสมัยเรียนก็มีครอบครัวมีแฟนกันหมดแล้ว เหลือครองโสดแต่เพียงผู้เดียว จนบางครั้งก็โดนแซวว่าเป็นเกย์รึเปล่า 555
กราฟชีวิตผมราบเรียบมาตลอด จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีน้องใหม่เข้ามาในแผนก เห็นแวบแรก ผมอุทานในใจ "นี่มันสเปกตรูเลยนี่หว่า" ผู้หญิงที่ดูเรียบๆ แบบที่ผมชอบ แถมมารู้ว่ายังโสดเหมือนผมด้วย แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่คิดอะไรไปมากกว่านั้น เพราะผมยังตั้งธงขอเป็นโสดต่อไป เป็น Priority อันดับหนึ่งก็ว่าได้ ฉะนั้นจึงไม่มีการคิดหรือทำอะไรเกินขอบเขตแน่นอน และผมเองก็ไม่อยากผูกสัมพันธ์กับคนที่ทำงานที่เดียวกันด้วย เพราะเห็นจบไม่สวยมาหลายรายแล้ว ผมคิดแบบนั้น
แต่ชีวิตผมก็หักเหอีกครั้ง มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนงานใหม่ ช่วงเดือนสุดท้ายของการเป็นมนุษย์เงินเดือน มีเหตุนู่นเหตุนี่ที่ทำให้ผมมีโอกาสได้คุยกับน้องเค้ามากขึ้น แรกๆก็ดีนะครับ สักพัก เอ้ย ผู้หญิงคนนี้ใช่ย่อยวุ้ย ไม่ใช่สเปกตรูล่ะ ก็ทำให้ผมสบายใจไปเปราะนึงว่าผมคงมั่นคงกับใจตัวเองได้ต่อไปแบบชิลๆ แต่แล้วมันก็มีเหตุให้คุยกันมากขึ้น จนผมแปลกใจ อะไรมันจะบังเอิญบ่อยนักฟระ จากที่มั่นใจว่าไม่ใช่สเปกเราแน่ๆ มันกลับเปลี่ยนไปครับ มันเข้ากันได้ดีเกินไปจนผมคาดไม่ถึง ไม่รู่ว่าที่เรียกกันว่าเคมีเข้ากัน มันเป็นแบบนี้รึเปล่า
หลังจากผมออกจากบริษัทแล้ว ไม่ได้เจอน้องเค้าแล้ว คิดว่าทุกอย่างคงจบลงแล้ว คงกลับมาคิดแบบเดิมได้อย่างสบายใจ แต่มันกลับไม่เป็นงั้นครับ ผมมีเหตุให้เข้าไปติดต่อกับที่บริษัทอีกครั้งสองครั้ง และมีโอกาสได้คุยกับน้องเค้าอีกครั้งในงานเลี้ยงปีใหม่ของแผนก ซึ่งที่แผนกยังเชิญผมไปร่วมงานอยู่
ในงานเลี้ยงผมได้คุยกับคนอื่นบ้างตามมารยาท แต่สักพักพอผู้หลักผู้ใหญ่กลับไปบ้างแล้ว กลายเป็นผมได้คุยกับน้องเค้าแทบจะเรียกได้ว่าคุยกันสองคนด้วยซ้ำ เพราะคนอื่นก็ม่วนอยู่กับการร้องคาราโอเกะบ้าง แดนซ์บ้าง ตามเรื่องตามราว จนบางช่วงคนอื่นก็แซวกลับมาว่าสองคนนี้มานั่งจีบกันป่าว หึหึ แน่นอนว่าไม่ใช่การจีบ เป็นการคุยกันธรรมดาเท่านั้น
หลังจากงานเลี้ยงเลิก แยกย้ายกันกลับบ้าน ผมเชคมือถือ ปรากฏว่ามีข้อความทิ้งไว้ ไม่ใช่จากใคร แต่เป็นน้องคนนี้นี่เอง น้องเค้าถามมาตั้งแต่ช่วงบ่ายๆเย็นๆ ว่าผมจะมางานเลี้ยงรึเปล่า รู้อะไรมั้ยครับ พอเห็นข้อความนี้ผมได้แต่อมยิ้ม อธิบายความรู้สึกไม่ถูก สงสัยผมคงคิดถึงน้องเค้าเข้าให้แล้ว มันรู้สึกดีจริงๆครับ อยากเก็บความรู้สึกนี้ไปอีกนานๆ คงจะดีไม่น้อย ผมไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไงต่อ ซึ่งหลังจากนี้อาจไม่ได้เจอ ไม่ได้คุยกับน้องเค้าอีกเลยก็ได้ หรือถ้าโชคชะตาฟ้าลิขิต คงทำให้ผมได้มีโอกาสได้เจอน้องเค้าอีกครั้ง
นี่คือเรื่องราวของผมที่เกิดขึ้น และพอนึกไปถึงคำถามต้นกระทู้ ที่เคยถามตัวเองว่าเพื่อนในก๊วนมันไปจีบกันตอนไหน ไปชอบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมได้คำตอบแล้วแหละ มันไม่สำคัญเลยว่าจะเกิดขึ้นตอนไหนเมื่อไหร่ มันจะเกิดก็เกิดขึ้นเองนั่นแหละ
สมัยเรียน ผมเคยเรียนกับอาจารย์ท่านหนึ่งในวิชาเชิงปรัชญา ท่านได้เปิดหนังรักให้ดูเรื่องนึง เมื่อดูจบให้นักศึกษาในคลาสเข้าไปสอบปากเปล่าทีละคน ผมก็พยายามตอบในมุมมองของผม ยกเหตุผลมาสารพัดเพื่ออ้างอิงสิ่งที่เกิดขึ้น ผลปรากฏว่าอาจารย์ให้ D ผมมา แต่พอเพื่อนอีกคนออกมาได้ B จากอาจารย์ (อาจารย์ท่านนี้แทบไม่เคยให้ A ใคร การได้ B ถือว่าสุดๆแล้ว) ผมถามไปว่าตอบว่าอะไรไป เธอตอบว่า "สำหรับเรื่องบางเรื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลมาอธิบาย"
ทู้อาจจะเวิ่นเว้อไปบ้างก็ขออภัยนะครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าที่แท็กไปจะถูกต้องมั้ย แต่พยายามแท็กให้ตรงที่สุดแล้ว