เหลียวมองปีเก่า วางเป้าปีใหม่
วันที่ 4 มกราคม 2556
โดย โสภาวดี เลิศมนัสชัย
นักลงทุนคงเบาใจไปได้ระดับหนึ่ง เพราะในที่สุดรัฐสภาและรัฐบาลสหรัฐฯ ก็สามารถบรรลุข้อตกลงในการปรับลดการขาดดุลการคลังลงได้
สวัสดีปีใหม่ค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน ณ จุดนี้ นักลงทุนคงเบาใจไปได้ระดับหนึ่ง เพราะในที่สุดรัฐสภาและรัฐบาลสหรัฐฯ ก็สามารถบรรลุข้อตกลงในการปรับลดการขาดดุลการคลังลงได้ ทำให้สหรัฐฯ รอดพ้นจากการตกหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) ได้อย่างเฉียดฉิว ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรต้องติดตาม แต่อย่างน้อยความคลุมเครือก็ลดลง การวางกลยุทธ์ลงทุนน่าจะทำได้ง่ายขึ้น สำหรับนักลงทุนที่กำลังวางเป้าหมายลงทุนปีนี้ ดิฉันขอถือโอกาสสรุปภาพรวมการลงทุนเมื่อปี 2555 และทิศทางการลงทุนในปี 2556 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจค่ะ
ปี 2555 ถือเป็นปีทองของสินทรัพย์การลงทุนที่มีความเสี่ยง (Risky Asset) ทั่วโลก หลังจากปีก่อนหน้าให้ผลตอบแทนติดลบเป็นส่วนใหญ่ ตลาดหุ้นเวเนซูเอล่าเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดอันดับหนึ่งติดต่อกัน 2 ปีซ้อนดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้น 300% ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากไม่นับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นเวเนซูเอล่าจะพบว่า ตราสารหนี้รัฐบาลประเทศกรีซและโปรตุเกส กลับแซงหน้าตลาดหุ้นทั่วโลกขึ้นไปเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนสูงสุดเป็นอันดับสองและสามด้วยผลตอบแทนที่ 100% และ 60% ตามลำดับ ส่วนตราสารหนี้รัฐบาลประเทศ PIIGS ก็ไม่น้อยหน้าให้ผลตอบแทนในระดับ 20% ต่อปี
ตลาดหุ้นในปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่นำโด่งด้านผลตอบแทนและตลาดหุ้นไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้น 40% ให้ผลตอบแทนสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลกจากการสำรวจของ Bloomberg และเป็นอันดับสองของเอเชียรองจากฟิลิปปินส์ นี่นับเป็นปีที่ 2 ในรอบ 5 ปีที่ตลาดหุ้นไทยติด Top 10 ตลาดหุ้นที่สร้างผลตอบแทนสูงสุด เมื่อมองในมิติ Global sector/Market Cap แล้ว หุ้นกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงตามวงจรเศรษฐกิจ (cyclical) ประเภทธนาคาร สินค้าปลีก (Consumer Discretionary) และสุขภาพ (Health Care) เป็นกลุ่มที่เพิ่มสูงสุด เช่นเดียวกับหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าขนาดใหญ่
ในส่วนของตลาดพันธบัตร ตราสารหนี้ประเภท High Yield Bond ให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 15.8% รองลงมาคือตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ 9.8% ส่วนตราสารหนี้ภาครัฐโดยเฉลี่ยให้ผลตอบแทนเพียง 4.5% เพราะตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วนเกินครึ่งของดัชนีตราสารหนี้ภาครัฐโลกให้ผลตอบแทนเพียง 2% แต่ไม่ถือว่าเลวร้ายเพราะอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ก็อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ส่วนตราสารหนี้ประเทศแถบยุโรปให้ผลตอบแทนสูงมากในระดับ 2 หลักไม่น้อยหน้าการลงทุนในหุ้นเลยทีเดียว แต่สิ่งที่มาพร้อมกับการลงทุนในตราสารหนี้ก็คือค่าเงิน ในปี 2555 ประเทศที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้นสูงสุด 10 อันดับแรกต่างเป็นประเทศกำลังพัฒนา ประเทศในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ก็ติดอันดับด้วยค่าเงินที่แข็งขึ้นมากกว่า 6-8% ส่วนของเงินบาทของไทยแข็งค่าเพียง 3.14% เท่านั้น
ที่ดิฉันหยิบยกตัวเลขผลตอบแทนปี 2555 ในตลาดต่างๆ ขึ้นมา เพื่อชี้ให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ต่างให้ผลตอบแทนที่สูงทั้งคู่โดยเฉพาะในตลาดหุ้นเกิดใหม่รวมทั้งไทย ในปี 2556 ตลาดเหล่านี้จะมีทิศทางเป็นอย่างไร นักลงทุนต่างชาติจะเทขายทำกำไรแล้วโยกเงินออกไปหมดหรือไม่ ในมุมมองของดิฉันเชื่อว่า คงมีแรงขายในบางประเทศที่ราคาหุ้นขึ้นมาจากปัจจัยการเมืองในประเทศ ส่วนตลาดหุ้นอื่นรวมถึงหุ้นไทยราคาหุ้นอาจไม่ปรับตัวขึ้นหวือหวาเช่นปีที่ผ่านมา เพราะราคาได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งไประดับหนึ่งแล้ว
สำหรับตราสารหนี้ปี 2556 ต้องจับตาใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวชี้นำว่า ทิศทางของ Risky Asset ด้วยเศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆ ฟื้นตัว ความเสี่ยงสุดขั้วทั้ง Euro Break up และ Fiscal Cliff ก็ลดน้อยลง ในขณะที่สภาพคล่องในระบบการเงินก็อยู่ในระดับสูงมาก เราจึงน่าจะเริ่มเห็นนักลงทุนสถาบันและกองทุนบำนาญเปลี่ยนจาก seek for safety เป็น seek for yield มากขึ้น หมายความว่าอาจจะเห็นการโยกเงินแบบ Global Asset Allocation จากตราสารหนี้กลุ่มที่มีความมั่นคงสูง เช่น G4 มาสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าทั้งตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่และหุ้น ซึ่งไม่มีใครสามารถตอบได้ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นเร็วในปีนี้ หรือเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไปอีก 2-3 ปี แต่ผลต่อตลาดหุ้นและตราสารหนี้น่าจะมีนัยสำคัญ ดังนั้น ปี 2556 นี้ ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นปีที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับ Global Asset Rotation โดยเฉพาะการลงทุนในตราสารที่มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนการลงทุนได้อย่างรวดเร็ว
สุดท้ายนี้ก่อนวางแผนลงทุน ขอให้ระลึกเสมอว่า “การลงทุนมีความเสี่ยงที่มาควบคู่กับผลตอบแทนเสมอ” ผู้ลงทุนจึงต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเลือกสินทรัพย์ลงทุน เพราะสถานการณ์ทุกอย่างสามารถพลิกผันได้ตลอดเวลา ขอให้โชคดีสำหรับการลงทุนในปีงูเล็กค่ะ
http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/sopawadee/20130104/484380/เหลียวมองปีเก่า-วางเป้าปีใหม่.html
บทความ คุณโสภาวดี "เหลียวมองปีเก่า วางเป้าปีใหม่"
วันที่ 4 มกราคม 2556
โดย โสภาวดี เลิศมนัสชัย
นักลงทุนคงเบาใจไปได้ระดับหนึ่ง เพราะในที่สุดรัฐสภาและรัฐบาลสหรัฐฯ ก็สามารถบรรลุข้อตกลงในการปรับลดการขาดดุลการคลังลงได้
สวัสดีปีใหม่ค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน ณ จุดนี้ นักลงทุนคงเบาใจไปได้ระดับหนึ่ง เพราะในที่สุดรัฐสภาและรัฐบาลสหรัฐฯ ก็สามารถบรรลุข้อตกลงในการปรับลดการขาดดุลการคลังลงได้ ทำให้สหรัฐฯ รอดพ้นจากการตกหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) ได้อย่างเฉียดฉิว ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรต้องติดตาม แต่อย่างน้อยความคลุมเครือก็ลดลง การวางกลยุทธ์ลงทุนน่าจะทำได้ง่ายขึ้น สำหรับนักลงทุนที่กำลังวางเป้าหมายลงทุนปีนี้ ดิฉันขอถือโอกาสสรุปภาพรวมการลงทุนเมื่อปี 2555 และทิศทางการลงทุนในปี 2556 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจค่ะ
ปี 2555 ถือเป็นปีทองของสินทรัพย์การลงทุนที่มีความเสี่ยง (Risky Asset) ทั่วโลก หลังจากปีก่อนหน้าให้ผลตอบแทนติดลบเป็นส่วนใหญ่ ตลาดหุ้นเวเนซูเอล่าเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดอันดับหนึ่งติดต่อกัน 2 ปีซ้อนดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้น 300% ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากไม่นับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นเวเนซูเอล่าจะพบว่า ตราสารหนี้รัฐบาลประเทศกรีซและโปรตุเกส กลับแซงหน้าตลาดหุ้นทั่วโลกขึ้นไปเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนสูงสุดเป็นอันดับสองและสามด้วยผลตอบแทนที่ 100% และ 60% ตามลำดับ ส่วนตราสารหนี้รัฐบาลประเทศ PIIGS ก็ไม่น้อยหน้าให้ผลตอบแทนในระดับ 20% ต่อปี
ตลาดหุ้นในปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่นำโด่งด้านผลตอบแทนและตลาดหุ้นไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้น 40% ให้ผลตอบแทนสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลกจากการสำรวจของ Bloomberg และเป็นอันดับสองของเอเชียรองจากฟิลิปปินส์ นี่นับเป็นปีที่ 2 ในรอบ 5 ปีที่ตลาดหุ้นไทยติด Top 10 ตลาดหุ้นที่สร้างผลตอบแทนสูงสุด เมื่อมองในมิติ Global sector/Market Cap แล้ว หุ้นกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงตามวงจรเศรษฐกิจ (cyclical) ประเภทธนาคาร สินค้าปลีก (Consumer Discretionary) และสุขภาพ (Health Care) เป็นกลุ่มที่เพิ่มสูงสุด เช่นเดียวกับหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าขนาดใหญ่
ในส่วนของตลาดพันธบัตร ตราสารหนี้ประเภท High Yield Bond ให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 15.8% รองลงมาคือตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ 9.8% ส่วนตราสารหนี้ภาครัฐโดยเฉลี่ยให้ผลตอบแทนเพียง 4.5% เพราะตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วนเกินครึ่งของดัชนีตราสารหนี้ภาครัฐโลกให้ผลตอบแทนเพียง 2% แต่ไม่ถือว่าเลวร้ายเพราะอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ก็อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ส่วนตราสารหนี้ประเทศแถบยุโรปให้ผลตอบแทนสูงมากในระดับ 2 หลักไม่น้อยหน้าการลงทุนในหุ้นเลยทีเดียว แต่สิ่งที่มาพร้อมกับการลงทุนในตราสารหนี้ก็คือค่าเงิน ในปี 2555 ประเทศที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้นสูงสุด 10 อันดับแรกต่างเป็นประเทศกำลังพัฒนา ประเทศในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ก็ติดอันดับด้วยค่าเงินที่แข็งขึ้นมากกว่า 6-8% ส่วนของเงินบาทของไทยแข็งค่าเพียง 3.14% เท่านั้น
ที่ดิฉันหยิบยกตัวเลขผลตอบแทนปี 2555 ในตลาดต่างๆ ขึ้นมา เพื่อชี้ให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ต่างให้ผลตอบแทนที่สูงทั้งคู่โดยเฉพาะในตลาดหุ้นเกิดใหม่รวมทั้งไทย ในปี 2556 ตลาดเหล่านี้จะมีทิศทางเป็นอย่างไร นักลงทุนต่างชาติจะเทขายทำกำไรแล้วโยกเงินออกไปหมดหรือไม่ ในมุมมองของดิฉันเชื่อว่า คงมีแรงขายในบางประเทศที่ราคาหุ้นขึ้นมาจากปัจจัยการเมืองในประเทศ ส่วนตลาดหุ้นอื่นรวมถึงหุ้นไทยราคาหุ้นอาจไม่ปรับตัวขึ้นหวือหวาเช่นปีที่ผ่านมา เพราะราคาได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งไประดับหนึ่งแล้ว
สำหรับตราสารหนี้ปี 2556 ต้องจับตาใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวชี้นำว่า ทิศทางของ Risky Asset ด้วยเศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆ ฟื้นตัว ความเสี่ยงสุดขั้วทั้ง Euro Break up และ Fiscal Cliff ก็ลดน้อยลง ในขณะที่สภาพคล่องในระบบการเงินก็อยู่ในระดับสูงมาก เราจึงน่าจะเริ่มเห็นนักลงทุนสถาบันและกองทุนบำนาญเปลี่ยนจาก seek for safety เป็น seek for yield มากขึ้น หมายความว่าอาจจะเห็นการโยกเงินแบบ Global Asset Allocation จากตราสารหนี้กลุ่มที่มีความมั่นคงสูง เช่น G4 มาสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าทั้งตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่และหุ้น ซึ่งไม่มีใครสามารถตอบได้ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นเร็วในปีนี้ หรือเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไปอีก 2-3 ปี แต่ผลต่อตลาดหุ้นและตราสารหนี้น่าจะมีนัยสำคัญ ดังนั้น ปี 2556 นี้ ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นปีที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับ Global Asset Rotation โดยเฉพาะการลงทุนในตราสารที่มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนการลงทุนได้อย่างรวดเร็ว
สุดท้ายนี้ก่อนวางแผนลงทุน ขอให้ระลึกเสมอว่า “การลงทุนมีความเสี่ยงที่มาควบคู่กับผลตอบแทนเสมอ” ผู้ลงทุนจึงต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเลือกสินทรัพย์ลงทุน เพราะสถานการณ์ทุกอย่างสามารถพลิกผันได้ตลอดเวลา ขอให้โชคดีสำหรับการลงทุนในปีงูเล็กค่ะ
http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/sopawadee/20130104/484380/เหลียวมองปีเก่า-วางเป้าปีใหม่.html