ด้วยภาระหนี้ที่มีอยู่ร่วม 1 แสนล้านบาท ทำให้ "ประภัสร์ จงสงวน" ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ไม่สามารถบริหารแบบ "ถึงก็ชั่ง-ไม่ถึงก็ชั่ง" ได้อีกต่อไป
นำไปสู่แผนบริหารรัฐวิสาหกิจการรถไฟฯ ในปี 2556 หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนของผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.คนใหม่ ที่จะต้องเร่งสะสางคือการหารายได้ก้อนโตเพื่อมาล้างหนี้ที่มีอยู่ ควบคู่ไปกับสร้างผลงานนำพาองค์กรก้าวหน้าต่อไป รองรับการพัฒนาใหม่ ๆ ที่กำลังจะถั่งโถมเข้ามาในอนาคต
อย่างน้อยที่สุด "ทุนประเดิม" ที่มีก็คือที่ดินกระจายอยู่ทั่วประเทศมหาศาล จำนวน 234,976.95 ไร่ แนวทางเพิ่มรายได้ที่เร็วที่สุดทางหนึ่งก็คือจะต้องคัดที่ดินทำเลไพรมแอเรียแปลงเด็ด ๆ ที่สามารถสร้างมูลค่าจากรายได้ค่าเช่าในระยะยาวออกมาเปิดประมูลพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์
กลางปีประมูล 3 แปลงเด็ด
"ผู้ว่าการประภัสร์" บอกกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ภายในกลางปี 2556 นี้ ร.ฟ.ท.จะนำที่ดินแปลงใหญ่ อย่างน้อย 3 แปลงมาประกาศเชิญชวนหาเอกชนมาลงทุนพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ในระยะยาว 30 ปี เพื่อนำรายได้มาชำระหนี้และเป็นค่าใช้จ่ายภายในองค์กร
โดยที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าว มีมูลค่าที่ดินรวมประมาณ 84,599 ล้านบาท มูลค่าโครงการประมาณ 442,517 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.ที่ดินย่านมักกะสัน พื้นที่ 512 ไร่ มูลค่าที่ดิน 55,816 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 296,680 ล้านบาท
2.ที่ดินย่านพหลโยธิน บริเวณ กม.11 พื้นที่ 359 ไร่ มูลค่าที่ดิน 18,370 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 133,595 ล้านบาท และ 3.ที่ดินย่านสถานีแม่น้ำ พื้นที่ 277 ไร่ มูลค่าที่ดิน 10,413 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 12,242 ล้านบาท
"ที่ดินทั้ง 3 แปลงมีศักยภาพที่จะพัฒนาในรูปแบบชุมชนใหม่ มีทั้งที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรมและโรงพยาบาล ล่าสุด อยู่ระหว่างให้คณะอนุกรรมการด้านพัฒนาที่ดินพิจารณาเป็นรายแปลงเพื่อจะออกประกาศทีโออาร์หาเอกชนมาลงทุนต่อไป จะเปิดให้เอกชนมาลงทุนยกแปลงทั้ง 3 แห่งเพื่อให้มีรายได้มากขึ้น"
ปรับราคาที่ดินเช่า "ปตท."
ด้านผลตอบแทนด้านรายได้จากที่ดิน 3 แปลงนี้ "ผู้ว่าการประภัสร์" บอกว่า น่าจะทำให้ ร.ฟ.ท.มีรายได้จากการจัดค่าธรรมเนียมจัดประโยชน์ที่ดิน และรายได้ค่ารายปีตลอดอายุสัญญาเช่า 30 ปีได้มากขึ้นอย่างแน่นอน ประเมินคร่าว ๆ รายได้จะเพิ่มหลายเท่าตัว จากปัจจุบันที่ ร.ฟ.ท.มีรายได้จากค่าเช่าที่ดินเฉลี่ยเพียง 1,600 ล้านบาท/ปีเท่านั้น
ยังไม่นับรวมในปี 2556 นี้ "ร.ฟ.ท." คาดว่าจะมีรายได้จากพัฒนาที่ดินเพิ่มเข้ามาอีกไม่มากก็น้อย จากการต่อสัญญาเช่าให้กับที่ดินแปลงสวยติดถนนวิภาวดี-รังสิต พื้นที่ประมาณ 40 ไร่ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่บริษัท ปตท.ที่จะหมดสัญญาเช่าเดือนมีนาคม 2556
ปัจจุบันกำลังต่อรองราคาค่าเช่า ทาง "ร.ฟ.ท." เตรียมฉีกกฎเดิม ๆ ที่ให้ใช้พื้นที่ฟรีมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนเป็นคิดค่าเช่าอย่างน้อย ๆ ให้มีอัตราใกล้เคียงกับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวที่อยู่ฝั่งตรงข้าม และรายได้น่าจะต้องมากกว่าที่ดินแปลงด้านหลังที่ตั้งอาคารเอ็นเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ซึ่ง ร.ฟ.ท.ได้ผลตอบแทนตลอดอายุสัญญาเช่า 30 ปี ประมาณ 500 ล้านบาทเท่านั้น
"ยังหาข้อยุติไม่ได้ก่อนสัญญาสิ้นสุด และถ้าได้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ ร.ฟ.ท.จะยึดที่ดินคืนเพื่อหาเอกชนรายอื่นมาเช่าต่อไป" คำกล่าวขึงขังของ "ผู้ว่าการประภัสร์"
ที่มา:ประชาชาติธุรกิจ
...............................
ร.ฟ.ท.เปิดหน้าดินย่าน "พหลโยธิน-มักกะสัน-แม่น้ำ" ดึงเอกชนลงทุน 4 แสนล้าน ล้างหนี้สะสมองค์กร
ด้วยภาระหนี้ที่มีอยู่ร่วม 1 แสนล้านบาท ทำให้ "ประภัสร์ จงสงวน" ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ไม่สามารถบริหารแบบ "ถึงก็ชั่ง-ไม่ถึงก็ชั่ง" ได้อีกต่อไป
นำไปสู่แผนบริหารรัฐวิสาหกิจการรถไฟฯ ในปี 2556 หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนของผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.คนใหม่ ที่จะต้องเร่งสะสางคือการหารายได้ก้อนโตเพื่อมาล้างหนี้ที่มีอยู่ ควบคู่ไปกับสร้างผลงานนำพาองค์กรก้าวหน้าต่อไป รองรับการพัฒนาใหม่ ๆ ที่กำลังจะถั่งโถมเข้ามาในอนาคต
อย่างน้อยที่สุด "ทุนประเดิม" ที่มีก็คือที่ดินกระจายอยู่ทั่วประเทศมหาศาล จำนวน 234,976.95 ไร่ แนวทางเพิ่มรายได้ที่เร็วที่สุดทางหนึ่งก็คือจะต้องคัดที่ดินทำเลไพรมแอเรียแปลงเด็ด ๆ ที่สามารถสร้างมูลค่าจากรายได้ค่าเช่าในระยะยาวออกมาเปิดประมูลพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์
กลางปีประมูล 3 แปลงเด็ด
"ผู้ว่าการประภัสร์" บอกกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ภายในกลางปี 2556 นี้ ร.ฟ.ท.จะนำที่ดินแปลงใหญ่ อย่างน้อย 3 แปลงมาประกาศเชิญชวนหาเอกชนมาลงทุนพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ในระยะยาว 30 ปี เพื่อนำรายได้มาชำระหนี้และเป็นค่าใช้จ่ายภายในองค์กร
โดยที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าว มีมูลค่าที่ดินรวมประมาณ 84,599 ล้านบาท มูลค่าโครงการประมาณ 442,517 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.ที่ดินย่านมักกะสัน พื้นที่ 512 ไร่ มูลค่าที่ดิน 55,816 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 296,680 ล้านบาท
2.ที่ดินย่านพหลโยธิน บริเวณ กม.11 พื้นที่ 359 ไร่ มูลค่าที่ดิน 18,370 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 133,595 ล้านบาท และ 3.ที่ดินย่านสถานีแม่น้ำ พื้นที่ 277 ไร่ มูลค่าที่ดิน 10,413 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 12,242 ล้านบาท
"ที่ดินทั้ง 3 แปลงมีศักยภาพที่จะพัฒนาในรูปแบบชุมชนใหม่ มีทั้งที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรมและโรงพยาบาล ล่าสุด อยู่ระหว่างให้คณะอนุกรรมการด้านพัฒนาที่ดินพิจารณาเป็นรายแปลงเพื่อจะออกประกาศทีโออาร์หาเอกชนมาลงทุนต่อไป จะเปิดให้เอกชนมาลงทุนยกแปลงทั้ง 3 แห่งเพื่อให้มีรายได้มากขึ้น"
ปรับราคาที่ดินเช่า "ปตท."
ด้านผลตอบแทนด้านรายได้จากที่ดิน 3 แปลงนี้ "ผู้ว่าการประภัสร์" บอกว่า น่าจะทำให้ ร.ฟ.ท.มีรายได้จากการจัดค่าธรรมเนียมจัดประโยชน์ที่ดิน และรายได้ค่ารายปีตลอดอายุสัญญาเช่า 30 ปีได้มากขึ้นอย่างแน่นอน ประเมินคร่าว ๆ รายได้จะเพิ่มหลายเท่าตัว จากปัจจุบันที่ ร.ฟ.ท.มีรายได้จากค่าเช่าที่ดินเฉลี่ยเพียง 1,600 ล้านบาท/ปีเท่านั้น
ยังไม่นับรวมในปี 2556 นี้ "ร.ฟ.ท." คาดว่าจะมีรายได้จากพัฒนาที่ดินเพิ่มเข้ามาอีกไม่มากก็น้อย จากการต่อสัญญาเช่าให้กับที่ดินแปลงสวยติดถนนวิภาวดี-รังสิต พื้นที่ประมาณ 40 ไร่ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่บริษัท ปตท.ที่จะหมดสัญญาเช่าเดือนมีนาคม 2556
ปัจจุบันกำลังต่อรองราคาค่าเช่า ทาง "ร.ฟ.ท." เตรียมฉีกกฎเดิม ๆ ที่ให้ใช้พื้นที่ฟรีมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนเป็นคิดค่าเช่าอย่างน้อย ๆ ให้มีอัตราใกล้เคียงกับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวที่อยู่ฝั่งตรงข้าม และรายได้น่าจะต้องมากกว่าที่ดินแปลงด้านหลังที่ตั้งอาคารเอ็นเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ซึ่ง ร.ฟ.ท.ได้ผลตอบแทนตลอดอายุสัญญาเช่า 30 ปี ประมาณ 500 ล้านบาทเท่านั้น
"ยังหาข้อยุติไม่ได้ก่อนสัญญาสิ้นสุด และถ้าได้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ ร.ฟ.ท.จะยึดที่ดินคืนเพื่อหาเอกชนรายอื่นมาเช่าต่อไป" คำกล่าวขึงขังของ "ผู้ว่าการประภัสร์"
ที่มา:ประชาชาติธุรกิจ
...............................