ขอบคุณทุกคนที่อ่านเรื่องนี้นะคะ
ขอบคุณ น้องนุ้ย ณวลี, คุณ คาราเมล มัคเคียโต, คุณนัน turtle_cheesecake, คุณ PuPaKae, คุณลิ ลายลิขิต, คุณแอนนี่ annie <harmonica>, คุณ ป้าทุยบ้านทุ่ง
ขอบคุณสำหรับทุกคะแนนโหวตด้วยค่ะ
บทก่อนๆ ค่ะ
บทที่ 1 - บทที่ 2
http://pantip.com/topic/35694173
บทที่ 3
http://pantip.com/topic/35729733
บทที่ 4
http://pantip.com/topic/35740933
บทที่ 5
http://pantip.com/topic/35748337
บทที่ 6
รัญญายึดแขนเขาไว้มั่นเพื่อใช้เป็นเครื่องพยุงตัว ทั้งๆ ที่ขาทั้งสองข้างหมดความรู้สึกไปแล้ว แต่ก็ฝืนจะก้าวเดินต่อไปยังม้านั่งตัวที่หมายตา
หากเขากลับรั้งไว้ ทำท่าจะรวบทั้งตัวเธอขึ้นมาไว้ในวงแขน
“ทำอะไรน่ะไมลส์” เธอร้องเสียงหลง
ตาจับอยู่เพียงแผงอกกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตขาวสะอาด ไม่กล้ามองไปทางไหนเลย รู้โดยไม่ต้องมีใครบอกว่าเธอและเขากำลังเป็นจุดสนใจของคนทั้งห้องโถงกว้างขวางนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมารดาและภรรยาเขา ทั้งคู่จะรู้สึกอย่างไร ไม่กล้าแม้แต่จะคิด
“รัญเดินไม่ไหวหรอก ผมรู้ ให้ผมอุ้มไปดีกว่า”
“โอ๊ย! ไม่ได้ ไม่ได้” คราวนี้เธอโวยวายลั่น ปัดมือใหญ่ๆ ข้างหนึ่งที่กำลังเลื่อนไปประคองแผ่นหลัง และอีกมือที่พยายามสอดเข้ารวบขาทั้งสองข้าง
พอรู้ตัวว่าดังเกินไปก็ลดเสียงลง
“อุ้มไปไหน ไม่ต้อง ไม่ต้องเลย” เสียงประท้วงเบาลงทุกที ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสองมือหลุดจากแขนเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ เวียนศีรษะขึ้นมาอีกเป็นริ้วๆ จนต้องหลับตาเสีย
มีเสียงเอะอะของผู้คน เธอพอจับใจความได้ว่าภายในอาคารศาลห้ามถ่ายรูป และมีเสียงไล่ใครคนหนึ่งให้ไปจากบริเวณนั้น รู้ถึงความโกลาหลที่ตัวเองก่อขึ้นก็ยิ่งไม่อยากลืมตาดู มีความรู้สึกว่าปลอดภัยกว่าที่จะหลบอยู่ระหว่างร่างใหญ่โตของเขากับผนังห้องตรงมุมนี้ และหลอกตัวเองว่าที่นี่ไม่มีใครอื่นอีกเลยนอกจากเขา…คนซึ่งเธอรู้อยู่ในส่วนลึกว่าไว้เนื้อเชื่อใจได้เสมอ
เพียงไม่นานก็รู้สึกเหมือนทั้งตัวเบาหวิวเมื่อไม่ต้องรับน้ำหนักอะไรอีก มีเสียงคนเดินไปมาอยู่ใกล้ๆ และเธอก็ปรือตาขึ้นดู จึงได้รู้ว่าเขาพาเข้ามาในห้องซึ่งดูผ่านๆ เหมือนห้องทำงาน มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งชี้ไปที่โซฟาหนังตัวยาวซึ่งวางอยู่ชิดผนัง และเขาก็วางเธอลงที่นั่น
รัญญาตกใจแทบสิ้นสติเมื่อใครอีกคนตามเข้ามาด้วย หล่อนมาหยุดยืนเคียงข้างเขาพลางก้มลงถาม
“เป็นอะไรมากหรือเปล่าไมลส์” สีหน้าและน้ำเสียงแสดงความห่วงใยโดยไม่เสแสร้ง
“โรคประจำตัวรัญเขาน่ะ” สามีหล่อนเป็นคนตอบ ตายังคงจับจ้องอยู่เพียงใบหน้าเธอ ขณะโน้มตัวลงลูบไล้เรือนผมเธออย่างอ่อนโยน
รัญญาอยากขาดใจตายเสียเดี๋ยวนั้น ทั้งอดสูใจ ทั้งอับอาย คราวนี้เธอพ่ายหมดรูปเลยทีเดียว
สบตาทนายแบสซึ่งเพิ่งตามเข้ามาอีกคนอย่างจะขอความช่วยเหลือ พอเห็นฝ่ายนั้นมีสีหน้าหนักใจไม่แพ้กันและไม่พูดอะไรสักคำ ก็รู้ว่าคงหวังอะไรไม่ได้
“ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ ยาอยู่ในกระเป๋า” เสียงทักท้วงของเธอคงเบาเต็มทีเพราะเห็นเขาต้องก้มลงอีกจนใกล้
“ว่าไงนะรัญ”
รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ บริเวณหน้าผาก เธอยิ่งใจหาย ภรรยาเขาก็อยู่ตรงนี้ หล่อนจะรู้สึกอย่างไร อยากดันตัวเขาให้ออกห่าง แต่แขนทั้งสองข้างยังคงชาจนหมดความรู้สึก ในเวลานี้เพียงแค่จะขยับก็ยังทำไม่ได้
“ยาอยู่ในกระเป๋าค่ะ”
กระเป๋าสะพายของเธออยู่ในมือเขาแล้ว ใช้เวลาค้นไม่นานก็ได้ขวดพลาสติกเล็กๆ สีน้ำตาล ฝาสีขาวออกมาอ่านสลากที่ปิดอยู่
“นี่ใช่ไหม”
เจ้าหน้าที่สาวผู้เป็นเจ้าของห้องทำงานกุลีกุจอหาน้ำใส่กรวยกระดาษมาให้ และเขาก็ลงนั่งข้างๆ ประคับประคองเธอให้ขึ้นนั่งพิงอก
รัญญาจำต้องยอมตามแต่โดยดี พยายามรับยาเม็ดนั้นมาเสีย หากก็ทำไม่ได้ เขาจึงป้อนให้ก่อนจรดขอบแก้วที่ริมฝีปาก
มีเสียงฝีเท้าเหมือนคนวิ่งเข้ามาในห้อง ผู้ชายในเครื่องแบบสองคนหิ้วกระเป๋าใส่อุปกรณ์ช่วยชีวิตตามหลังกันมา
“ไปกันใหญ่เลย”
รัญญาบ่นพึม อยากร้องเฮ้อออกมาดังๆ เป็นภาษาไทย จะได้ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง ไม่เข้าใจว่าแค่ป่วยนิดหน่อยทำไมถึงต้องโกลาหลอลหม่านกันเสียขนาดนี้ ทำไมต้องมีใครตามเจ้าหน้าที่แผนกฉุกเฉินมาด้วย
ใจหนึ่งก็โมโหตัวเองที่ประมาท ควรทานยาเสียตั้งแต่เริ่มมีอาการผิดปกติแล้ว แต่เพราะชะล่าใจเกินไป ทั้งกลัวว่าคนในศาลจะเห็น นั่นเท่ากับไปเสริมข้อร้องเรียนของฝ่ายเขาในกรณีที่ว่าเธอเป็นโรคเรื้อรังซึ่งอาจมีผลต่อการเป็นผู้ดูแลหลาน คิดด้วยว่าอาการเริ่มแรกแบบนี้ไม่น่าจะหนักหนาอะไร คงทนไปได้จนเสร็จเรื่องราวในศาล
...แต่ที่ไหนได้...
“สถานที่ราชการต้องเป็นอย่างนี้แหละรัญ” เขากระซิบบอกเมื่อขยับลุกแล้วประคองให้เธอกลับลงนอนตามเดิม
ที่จริงเรื่องนั้นเธอเองก็รู้ มหาวิทยาลัยของรัฐซึ่งเธอทำงานมีนโยบายนี้เช่นกัน ใครมาบาดเจ็บหรือป่วยในสถานที่ราชการแห่งใดถือว่าเป็นความรับผิดชอบของที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงไรก็ต้องดูแลให้เต็มที่เพื่อกันไม่ให้ถูกฟ้องร้อง
“ไม่เป็นไรแล้วล่ะค่ะ” เธอบอกเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินคนที่ดูมีอายุมากกว่าอีกคนเมื่อเขาถามอาการ “ทานยาไปแล้ว สักพักก็จะดีขึ้นเอง”
“เกิดจากโรคประจำตัวหรือเปล่า” ฝ่ายนั้นลงนั่งบนเก้าอี้ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลคนเดิมยกมาให้
“เอ็มเอสครับ” คนซึ่งยังไม่ยอมไปไหนง่ายๆ ยังคงยืนอยู่เหนือศีรษะเธอบอก แถมยังอธิบายอาการเจ็บป่วยของเธอได้อย่างละเอียดราวเกิดกับตัวเองก็ไม่ปาน
“พอมีอาการขึ้นมา ทั้งแขนทั้งขาจะหมดแรง เห็นเคยบ่นว่าเจ็บด้วย บางครั้งก็ปวดหัว ตาพร่า บางครั้งก็เหนื่อย” รู้แม้แต่เธอใช้ยาอะไรเพื่อบรรเทาอาการ “รัญญาทานยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์มานานแล้วครับ”
ณ สุดปลายรัก (บทที่ 6)
ขอบคุณ น้องนุ้ย ณวลี, คุณ คาราเมล มัคเคียโต, คุณนัน turtle_cheesecake, คุณ PuPaKae, คุณลิ ลายลิขิต, คุณแอนนี่ annie <harmonica>, คุณ ป้าทุยบ้านทุ่ง
ขอบคุณสำหรับทุกคะแนนโหวตด้วยค่ะ
บทก่อนๆ ค่ะ
บทที่ 1 - บทที่ 2 http://pantip.com/topic/35694173
บทที่ 3 http://pantip.com/topic/35729733
บทที่ 4 http://pantip.com/topic/35740933
บทที่ 5 http://pantip.com/topic/35748337
รัญญายึดแขนเขาไว้มั่นเพื่อใช้เป็นเครื่องพยุงตัว ทั้งๆ ที่ขาทั้งสองข้างหมดความรู้สึกไปแล้ว แต่ก็ฝืนจะก้าวเดินต่อไปยังม้านั่งตัวที่หมายตา
หากเขากลับรั้งไว้ ทำท่าจะรวบทั้งตัวเธอขึ้นมาไว้ในวงแขน
“ทำอะไรน่ะไมลส์” เธอร้องเสียงหลง
ตาจับอยู่เพียงแผงอกกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตขาวสะอาด ไม่กล้ามองไปทางไหนเลย รู้โดยไม่ต้องมีใครบอกว่าเธอและเขากำลังเป็นจุดสนใจของคนทั้งห้องโถงกว้างขวางนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมารดาและภรรยาเขา ทั้งคู่จะรู้สึกอย่างไร ไม่กล้าแม้แต่จะคิด
“รัญเดินไม่ไหวหรอก ผมรู้ ให้ผมอุ้มไปดีกว่า”
“โอ๊ย! ไม่ได้ ไม่ได้” คราวนี้เธอโวยวายลั่น ปัดมือใหญ่ๆ ข้างหนึ่งที่กำลังเลื่อนไปประคองแผ่นหลัง และอีกมือที่พยายามสอดเข้ารวบขาทั้งสองข้าง
พอรู้ตัวว่าดังเกินไปก็ลดเสียงลง
“อุ้มไปไหน ไม่ต้อง ไม่ต้องเลย” เสียงประท้วงเบาลงทุกที ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสองมือหลุดจากแขนเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ เวียนศีรษะขึ้นมาอีกเป็นริ้วๆ จนต้องหลับตาเสีย
มีเสียงเอะอะของผู้คน เธอพอจับใจความได้ว่าภายในอาคารศาลห้ามถ่ายรูป และมีเสียงไล่ใครคนหนึ่งให้ไปจากบริเวณนั้น รู้ถึงความโกลาหลที่ตัวเองก่อขึ้นก็ยิ่งไม่อยากลืมตาดู มีความรู้สึกว่าปลอดภัยกว่าที่จะหลบอยู่ระหว่างร่างใหญ่โตของเขากับผนังห้องตรงมุมนี้ และหลอกตัวเองว่าที่นี่ไม่มีใครอื่นอีกเลยนอกจากเขา…คนซึ่งเธอรู้อยู่ในส่วนลึกว่าไว้เนื้อเชื่อใจได้เสมอ
เพียงไม่นานก็รู้สึกเหมือนทั้งตัวเบาหวิวเมื่อไม่ต้องรับน้ำหนักอะไรอีก มีเสียงคนเดินไปมาอยู่ใกล้ๆ และเธอก็ปรือตาขึ้นดู จึงได้รู้ว่าเขาพาเข้ามาในห้องซึ่งดูผ่านๆ เหมือนห้องทำงาน มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งชี้ไปที่โซฟาหนังตัวยาวซึ่งวางอยู่ชิดผนัง และเขาก็วางเธอลงที่นั่น
รัญญาตกใจแทบสิ้นสติเมื่อใครอีกคนตามเข้ามาด้วย หล่อนมาหยุดยืนเคียงข้างเขาพลางก้มลงถาม
“เป็นอะไรมากหรือเปล่าไมลส์” สีหน้าและน้ำเสียงแสดงความห่วงใยโดยไม่เสแสร้ง
“โรคประจำตัวรัญเขาน่ะ” สามีหล่อนเป็นคนตอบ ตายังคงจับจ้องอยู่เพียงใบหน้าเธอ ขณะโน้มตัวลงลูบไล้เรือนผมเธออย่างอ่อนโยน
รัญญาอยากขาดใจตายเสียเดี๋ยวนั้น ทั้งอดสูใจ ทั้งอับอาย คราวนี้เธอพ่ายหมดรูปเลยทีเดียว
สบตาทนายแบสซึ่งเพิ่งตามเข้ามาอีกคนอย่างจะขอความช่วยเหลือ พอเห็นฝ่ายนั้นมีสีหน้าหนักใจไม่แพ้กันและไม่พูดอะไรสักคำ ก็รู้ว่าคงหวังอะไรไม่ได้
“ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ ยาอยู่ในกระเป๋า” เสียงทักท้วงของเธอคงเบาเต็มทีเพราะเห็นเขาต้องก้มลงอีกจนใกล้
“ว่าไงนะรัญ”
รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ บริเวณหน้าผาก เธอยิ่งใจหาย ภรรยาเขาก็อยู่ตรงนี้ หล่อนจะรู้สึกอย่างไร อยากดันตัวเขาให้ออกห่าง แต่แขนทั้งสองข้างยังคงชาจนหมดความรู้สึก ในเวลานี้เพียงแค่จะขยับก็ยังทำไม่ได้
“ยาอยู่ในกระเป๋าค่ะ”
กระเป๋าสะพายของเธออยู่ในมือเขาแล้ว ใช้เวลาค้นไม่นานก็ได้ขวดพลาสติกเล็กๆ สีน้ำตาล ฝาสีขาวออกมาอ่านสลากที่ปิดอยู่
“นี่ใช่ไหม”
เจ้าหน้าที่สาวผู้เป็นเจ้าของห้องทำงานกุลีกุจอหาน้ำใส่กรวยกระดาษมาให้ และเขาก็ลงนั่งข้างๆ ประคับประคองเธอให้ขึ้นนั่งพิงอก
รัญญาจำต้องยอมตามแต่โดยดี พยายามรับยาเม็ดนั้นมาเสีย หากก็ทำไม่ได้ เขาจึงป้อนให้ก่อนจรดขอบแก้วที่ริมฝีปาก
มีเสียงฝีเท้าเหมือนคนวิ่งเข้ามาในห้อง ผู้ชายในเครื่องแบบสองคนหิ้วกระเป๋าใส่อุปกรณ์ช่วยชีวิตตามหลังกันมา
“ไปกันใหญ่เลย”
รัญญาบ่นพึม อยากร้องเฮ้อออกมาดังๆ เป็นภาษาไทย จะได้ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง ไม่เข้าใจว่าแค่ป่วยนิดหน่อยทำไมถึงต้องโกลาหลอลหม่านกันเสียขนาดนี้ ทำไมต้องมีใครตามเจ้าหน้าที่แผนกฉุกเฉินมาด้วย
ใจหนึ่งก็โมโหตัวเองที่ประมาท ควรทานยาเสียตั้งแต่เริ่มมีอาการผิดปกติแล้ว แต่เพราะชะล่าใจเกินไป ทั้งกลัวว่าคนในศาลจะเห็น นั่นเท่ากับไปเสริมข้อร้องเรียนของฝ่ายเขาในกรณีที่ว่าเธอเป็นโรคเรื้อรังซึ่งอาจมีผลต่อการเป็นผู้ดูแลหลาน คิดด้วยว่าอาการเริ่มแรกแบบนี้ไม่น่าจะหนักหนาอะไร คงทนไปได้จนเสร็จเรื่องราวในศาล
...แต่ที่ไหนได้...
“สถานที่ราชการต้องเป็นอย่างนี้แหละรัญ” เขากระซิบบอกเมื่อขยับลุกแล้วประคองให้เธอกลับลงนอนตามเดิม
ที่จริงเรื่องนั้นเธอเองก็รู้ มหาวิทยาลัยของรัฐซึ่งเธอทำงานมีนโยบายนี้เช่นกัน ใครมาบาดเจ็บหรือป่วยในสถานที่ราชการแห่งใดถือว่าเป็นความรับผิดชอบของที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงไรก็ต้องดูแลให้เต็มที่เพื่อกันไม่ให้ถูกฟ้องร้อง
“ไม่เป็นไรแล้วล่ะค่ะ” เธอบอกเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินคนที่ดูมีอายุมากกว่าอีกคนเมื่อเขาถามอาการ “ทานยาไปแล้ว สักพักก็จะดีขึ้นเอง”
“เกิดจากโรคประจำตัวหรือเปล่า” ฝ่ายนั้นลงนั่งบนเก้าอี้ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลคนเดิมยกมาให้
“เอ็มเอสครับ” คนซึ่งยังไม่ยอมไปไหนง่ายๆ ยังคงยืนอยู่เหนือศีรษะเธอบอก แถมยังอธิบายอาการเจ็บป่วยของเธอได้อย่างละเอียดราวเกิดกับตัวเองก็ไม่ปาน
“พอมีอาการขึ้นมา ทั้งแขนทั้งขาจะหมดแรง เห็นเคยบ่นว่าเจ็บด้วย บางครั้งก็ปวดหัว ตาพร่า บางครั้งก็เหนื่อย” รู้แม้แต่เธอใช้ยาอะไรเพื่อบรรเทาอาการ “รัญญาทานยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์มานานแล้วครับ”