พระพุทธศาสนาในญี่ปุ่น ตอนที่ 3 : การตั้งมั่นของพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่น



ความเดิมจากตอนที่ผ่านมา
↓↓↓↓↓↓↓
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

การต่อสู้ฟาดฟันกัน “ทางการเมือง” ระหว่างนักการเมืองทั้ง 2 ฝ่ายในสมัยนั้น
โดยฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายที่สนับสนุน “พระพุทธศาสนา” คือ โซงะโนะอินาเมะ 蘇我稲目
และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายที่สนับสนุน “ชินโต”คือ
โมโนโนะเบะโนะโอโคะชิ 物部尾輿 และ นะกะโทมิโนะคามะโกะ 中臣鎌子 นั้น
ยังคงดำเนินมาเรื่อยๆ แม้ในรุ่นลูกรุ่นหลาน
จนกระทั่งการต่อสู้ทางการเมืองของทั้ง 2 ฝ่ายได้ดำเนินมาถึงยุครัชสมัยของพระเจ้าจักรพรรรดินีซุอิโกะ 推古天皇



ในการต่อสู้ครั้งสำคัญซึ่งเป็นการตัดสินชะตาชีวิตของทั้ง 2 ฝ่ายนั้น
ฝ่าย"โซงะ" 蘇我 ที่สนับสนุน “พระพุทธศาสนา” เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะไป
ทำให้อำนาจทางการบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมดตกมาอยู่ที่ฝ่าย "โซงะ" นี้ทั้งหมด

และบุคคลผู้ที่มีบทบาทในชัยชนะครั้งนี้ท่านผู้นี้ คือ
“เจ้าชายอุมะยาโดะโนะโอจิ” 厩戸皇子 (ค.ศ. 574-622)
ชื่อนี้ไม่คุ้นใช่ไหมครับแต่...ถ้าบอกว่า “เจ้าชายโชโตกุ” 聖徳太子 นี่...คงถึงบางอ้อกันหมดเลย (แง่มๆ)



“เจ้าชายโชโตกุ” นี้เองเป็นผู้ที่พระเจ้าจักรพรรรดินีซุอิโกะนี้ได้สถาปนาขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
นอกจากนี้ เจ้าชายโชโตกุยังมีความสำคัญต่อ “ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในญี่ปุ่น”
ด้วยเหตุที่พระองค์ได้ทำให้พระพุทธศาสนาตั้งมั่นในประเทศญี่ปุ่นได้
ตั้งแต่ใน “สมัยอะสุกะ” 飛鳥時代 (ค.ศ. 592-710) เป็นต้นมา

เจ้าชายโชโตกุนี้เองที่ได้รับสมญานามว่าเป็น “พระเจ้าอโศกแห่งญี่ปุ่น” เพราะเป็นผู้ที่มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา
อาทิเช่น...
การยอยกพระพุทธศาสนาในธรรมนูญปกครองประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
โดยมีใจความสำคัญที่ปรากฏใน “มาตราที่ 2” ของ “ธรรมนูญ 17 มาตรา” ว่า...

..................................................................................................
“จงมีความศรัทธาและเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัย
พระรัตนตรัยอันประกอบด้วย พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์”
「篤敬三寶三寶者佛法僧也」
(『十七条憲法』の第二条)
..................................................................................................

การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การสร้างวัดวาอาราม อาทิ
“วัดชิเทนโนจิ” 四天王寺 (ปัจจุบันตั้งอยู่ จ.โอซาก้า)
ซึ่งเป็นวัดพุทธเต็มรูปแบบแห่งแรกในพระพุทธศาสนาของประเทศญี่ปุ่น



และนอกจากนี้…
เจ้าชายโชโตกุยังมีความแตกฉานในคัมภีร์พระพุทธศาสนา
ซึ่งจะเห็นได้จากการที่พระองค์ได้รจนาคัมภีร์อรรถธิบาย “ซันเงียวงิโฉะ”「三経義疏」
ซึ่งอธิบายขยายความ 3 คัมภีร์สำคัญ คือ
“สัทธรรมปุณฑรีกสูตร”『法華経』“วิมลกีรตินิรเทศสูตร”『維摩経』
และ “ศรีมาลาสูตร”『勝鬘経』
(ฉบับแปลภาษาจีนโบราณ ซึ่งถูกแปลมาจากต้นฉบับภาษาสันสกฤต)



จึงอาจกล่าวได้ว่า “เป็นการตั้งมั่นของพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่น” ก็ว่าได้

แม้ในสมัยต่อมา คือ “สมัยนารา” 奈良時代 (ค.ศ. 710-794)
พระพุทธศาสนายังคงเจริญรุ่งเรืองต่อจาก “สมัยอะสุกะ”
ซึ่งในสมัยนั้นมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์ถังของจีน
โดยรับเอาวัฒนธรรมในด้านต่างๆ มาสู่ญี่ปุ่น รวมถึงพระพุทธศาสนาด้วย

พระพุทธศาสนาที่เข้ามาในสมัยนั้น มีอยู่ด้วย 6 นิกาย เป็นสายของ “มหายาน” 3 นิกาย
และ “หินยาน” 3 นิกาย
(อ่ะอ่ะ อย่าเพิ่งจั่วผมนะครับว่า...ทำไมเรียก “หินยาน” ที่เป็นคำดูถูกดูแคลน...
แต่ผมมีเหตุผลที่เรียกแบบนี้ครับ เพราะเป็นคำที่ระบุความเป็นพระพุทธศาสนา
ในยุคที่แยกออกเป็น 18-20 นิกายได้ชัดที่สุด)
ประกอบด้วย

นิกาย “ซันรอนชู” 三論宗
(มหายาน : มีรากฐานมาจากคัมภีร์ของนิกาย “มาธยมิกะ” ของท่านนาคารชุน)
นิกาย “โจจิทสึชู” 成実宗
(หินยาน : มีรากฐานมาจากคัมภีร์อภิธรรมของนิกาย “เสาตรานติกะ” (?))
นิกาย “หดโซชู” 法相宗
(มหายาน : มีรากฐานมาจากคัมภีร์ของนิกาย “โยคาจาร”)
นิกาย “คุฉะชู” 倶舎宗
(หินยาน : มีรากฐานมาจากคัมภีร์อภิธรรมของนิกาย “สรวาสติวาท”)
นิกาย “ริชชู” 律宗
(หินยาน : มีรากฐานมาจากคัมภีร์พระวินัยปิฎกของนิกายต่างๆ)
นิกาย “เขะกงชู” 華厳宗
(มหายาน : มีรากฐานมาจากคัมภีร์ “มหาไวปุลยพุทธอวตังสกสูตร”)

และมีชื่อเรียกเฉพาะว่า...
“นันโตะลกขุชู” 南都六宗
(พระพุทธศาสนา 6 นิกายแห่งเมืองหลวงทางใต้)

นอกจากนี้ “พระเจ้าจักรพรรดิโชมุ” 聖武天皇  (ค.ศ. 701-756) พระองค์ยังได้สละราชสมบัติออกผนวชเพื่อศึกษาพระพุทธศาสนา



และเป็นผู้ที่สร้าง “วัดโตไดจิ” 東大寺 และ “หลวงพ่อโตแห่งนารา” 奈良大仏
จนปรากฏเป็นมรดกของชาติและมรดกของโลกสืบมาถึงปัจจุบัน...



จากประวัติศาสตร์ของการฟาดฟันกัน “ทางการเมือง” ระหว่างนักการเมืองทั้ง 2 ฝ่าย
โดยฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายที่สนับสนุนพระพุทธศาสนาและอีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายที่สนับสนุนชินโต
มีจุดที่น่าสังเกตคือ…
ในยามที่ฝ่ายสนับสนุนชินโตได้รับชัยชนะ จะมีการทำลายพระพุทธศาสนา ทั้งพระพุทธรูปและคัมภีร์
แต่ในทางกลับกัน เมื่อฝ่ายสนับสนุนพระพุทธศาสนาได้รับชัยชนะ กลับไม่พบว่ามีทำลายศาลเจ้าชินโตแต่อย่างใด
นอกจากไม่ทำลายแล้ว ยังมีการสร้างเจ้าศาลเจ้าเพิ่มเติมอีกด้วย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า…
แม้จะมีการสร้าง “วัดพุทธ” ให้เกิดขึ้นก็ตาม แต่การให้ความสำคัญของ “ศาลเจ้าชินโต” ก็ไม่ได้ลดลง
กลับมีการผสมผสาน “พระพุทธศาสนา” เข้ากับ “ชินโต” ที่มีชื่อเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “ชินบุทสึชูโก”  神仏習合
ซึ่งเรานะเห็นได้ว่าใน “วัดพุทธ” จะมี “ศาลเจ้าชินโต” เล็กๆ อยู่
หรือใน “ศาลเจ้าชินโต” ก็จะมี “เจดีย์” “พระพุทธรูป” หรือ “รูปปั้นพระโพธิสัตว์” อยู่
พระภิกษุในพระพุทธศาสนานอกจากดูแลวัดแล้วอาจจะต้องดูแลศาลเจ้าด้วย
หรือผู้ประกอบพิธีกรรมของชินโตก็ต้องดูแลวัดไปด้วยก็เป็นเรื่องที่พบเห็นกันอยู่โดยทั่วไปในสมัยนั้น

และด้วยเหตุนี้เองทำให้ผู้ที่เข้าใจคลาดเคลื่อนว่า “พระพุทธศาสนา” กับ “ชินโต” นั้นเหมือนกัน
หรือ “ชินโต” เป็นนิกายๆ หนึ่งในพระพุทธศาสนาของประเทศญี่ปุ่น



แต่...ความตั้งมั่นของพระพุทธศาสนาจะคงอยู่ได้ยาวนานหรือไม่ ?
อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นมีนิกายเกิดขึ้นมากมายถึง 13 นิกายหลัก 56 นิกายย่อย
และมีสภาพดังที่ปรากฏยังปัจจุบัน ?



โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
つづく


ติดตามตอนต่อไปได้ที่...

http://pantip.com/topic/34888476
พระพุทธศาสนาในญี่ปุ่น ตอนที่ 4 : ปริศนาวัดโตไดจิ หลวงพ่อโตแห่งนารา

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่