"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
9 ข้อ จากคนที่ชอบคู่กรรมฉบับ 2013 (**1/2) :
1.ถ้าต้องฟันธงระหว่าง ชอบ กับ ไม่ชอบ ผมเอนเอียงค่อนมาทาง ชอบ มากกว่า
2. เพราะในฐานะไม่ใช่แฟนนิยายหรือแฟนณเดช มันเป็นเรื่องน่าเบื่อตั้งแต่รู้ข่าวแล้วว่า คู่กรรม นำกลับมาทำใหม่ เหมือนกับเอา โรมิโอ แอนด์ จูเลียต ที่สร้างจนช้ำมาไม่รู้กี่รอบ คนดูจำเรื่องราวได้ตั้งแต่ต้นยันจบ
แถมคู่กรรมยังช้ำยิ่งกว่า เพราะปัจจุบันยังมีละครฉายชนอยู่ แถมเวอร์ชั่นเก่าๆก็ผ่านไปไม่กี่ปี ดังนั้น ถ้าจะสร้างให้เดินตามเส้นทางเดิม แม้ว่ามันจะออกมายอดเยี่ยมในเชิงดราม่า บีบน้ำตาสำเร็จ แต่แค่คิด ความน่าเบื่อ ก็ยังนำหน้าอยู่ดีและไม่คิดจะตีตั๋วไปดู
3. แต่เมื่อเห็นการปรับลดวัย(ในแง่บุคลิก)ของ โกโบริ-อังศุมาลิ ให้มีความเป็นวัยรุ่นมากขึ้น ใส่โทนโหนะเนะ โมเอะ ยาราไนก้า งุงิ ฯลฯ แม้จะขัดหูขัดตาแฟนเก่าแก่ แต่สำหรับคนไม่ใช่แฟน มันคือปัจจัยที่ดูน่าสนใจ คล้ายกับรู้ว่า โรมิโอกับจูเลียต จะสร้างมาเป็นยุคเหตุการณ์ปัจจุบันเหมือนหนังของบาซ เลอห์มานน์
รวมถึง การเปลี่ยนมุมมองของเหตุการณ์ผ่านสายตาของโกโบริที่เป็นผู้เล่า ต่างจากเวอร์ชั่นเก่าๆที่เป็น อังศุมาลิน มันชวนให้อยากติดตามว่าหนังจะตีความใหม่ต่อไปยังไง
ซึ่งเมื่อเทียบ หนังที่ตีความใหม่ใกล้ๆกันอย่าง จัน ดารา ที่เปลี่ยนโหมดจาก ดาร์ค เป็น คอมิดี้ อาจจะสำเร็จในแง่ดูหนังเพื่อความบันเทิง คือ ดูแล้วสนุกมากขึ้นแต่จบแล้วจบเลย ล้มเหลวในแง่ของการรักษาคุณค่าสำคัญของต้นฉบับที่ว่าด้วยแรงขับของเซ็กส์ ที่ผลักให้ตัวละครแต่ละคนเข้าสู่ความมืดในใจและใช้มันเป็นเครื่องมือ ทำให้ จัน ดารา เวอร์ชั่นใหม่ดูจะกลายเป็น sex and zen เสียมากกว่า
ในขณะที่ คู่กรรมเวอร์ชั่นมุมมองใหม่ ยังคงรักษาแก่นที่ควรจะเป็นไว้ได้ เพียงแต่หลายอย่างทำให้ไปไม่ถึง
4. สิ่งที่หนังพยายามจะทำ คือ การทำให้ อังศุมาลิน เป็น เด็กสาววัยรุ่นที่ไม่ใช่คนพูดมาก แต่ก็มีความง้องแง้งอยู่ในตัว ซึ่ง ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อ ความรู้สึกรักเกิดขึ้นกับโกโบริ แต่สมองทำงานขัดแย้ง ด้วยชุดความคิดของ ‘ชาติ (ญี่ปุ่นคือศัตรู)’ และ ‘คำสัญญา (วนัส)’ จึงทำให้เธอเกิดสถานการณ์น้ำท่วมปาก ไม่สามารถพูดมาก คิดเงียบๆอยู่คนเดียว
ซึ่งมันคือ แก่นสำคัญของ คู่กรรม ไม่ว่าจะเวอร์ชั่นใด ที่เราจะเห็น ความขัดแย้งของ อารมณ์ กับ ความคิด ในแทบทุกตัวละคร
(โกโบริ ในหลายสถานการณ์ก็ต้องเลือกระหว่าง ชาติ ที่ต้องรัก กับ การช่วยเหลืออังศุมาลินเมื่อเธอร้องขอ และในเวอร์ชั่นนี้ยิ่งเน้นจุดนี้ชัดเจนขึ้น เมื่อเขาประกาศออกมาดังๆว่า เขาไม่ได้สนใจเรื่องของ ‘ชาติ’ ที่ขัดแย้ง แต่เขาต้องทำตามหน้าที่ / หมอ ในตอนท้ายที่ต้องเลือกระหว่าง เพื่อนทหารที่จำเป็นต้องใช้ยา กับ เพื่อนสนิทที่ผูกพัน)
5. ความท้าทายนอกจากการลดวัย คือ วิธีการเล่า ที่ผู้กำกับไม่ได้คุมโทนหนังในแนวดราม่าแบบละคร หรือ แบบเวอร์ชั่นก่อนๆ ไม่ต้องการให้ตัวละครมา พูดหรือบรรยาย ให้มาก แต่พยายามเล่าผ่านภาพ ซึ่ง หลายฉากที่ทำได้ดีมากๆเช่น
ฉากระเบิดสะพานพุทธ : เริ่มต้นจาก การพูดด้วยคำพูดมากมาย แต่สุดท้ายเมื่อคำพูดไม่มีความหมาย เมื่อความรู้สึกเปิดเปลือยออกมา จึงนำไปสู่ซีนตัวละครพูดแต่ไร้เสียงให้เราได้ยิน และ จบลงด้วยภาษากาย เมื่อภายใต้ฝุ่นควันจางหาย เราเห็นโกโบริใช้ร่างกายปกป้องอันตรายคนที่เขารัก บอกให้รู้ว่าทั้งสองรู้สึกต่อกันอย่างไร
หรือ
ฉากปล้ำ : ที่หลายคนชื่นชม ซึ่ง ในอดีต ภาวะ’เมาแล้วปล้ำ สุดท้ายก็รักกัน’ คือจุดอ่อนของหนังและละครไทยซึ่งสอดแทรกการกดขี่ทางเพศไว้อย่างชอบธรรม แต่ในเวอร์ชั่นนี้เราจะเห็น การเปลี่ยนแปลงไปมาตั้งแต่ เมา –หื่น – เว้าวอน – รู้สึกผิด - เว้าวอน - หื่น - เมา วนเวียนไปมา เพียงแต่ เว้าวอนในฉากนี้ ไม่ใช่ เว้าวอนในเชิงเซ็กส์ แต่เรารู้สึกได้ถึง เว้าวอนขอ'ความรัก'
ภาษากายในฉากปล้ำ จึงแทนคำพูดที่ตัวละครควรจะพูดออกมาว่า “ผมรักคุณ ได้โปรดรักผมบ้างได้ไหม”
ต่างฝ่ายต่างต้องการ ความรัก ของอีกคน แต่ คนหนึ่งปัดป้องด้วยความเจ็บปวด เพราะความขัดแย้งกับความคิดเรื่องของ ‘ชาติกับคำสัญญา’ ส่วนอีกคนรุกเร้าด้วยความเจ็บปวด เพราะความขัดแย้งระหว่าง ความต้องการ กับ ความที่ไม่อยากทำร้ายใจคนที่ตัวเองรัก
6. หรือในแง่ของฉากย้อนยุคหลายฉาก หนังก็ทำออกมาดูขลัง ยิ่งใหญ่ทรงพลัง และ หลายฉากก็จัดวางตำแหน่ง หรือ ใช้สัญลักษณ์ที่สัมพันธ์กับเรื่องราวได้เข้าท่า เช่น ฉากแต่งงาน , ฉากตายของโกโบริที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น พร้อมๆกับ ’ฮิเดโกะ’
7. ปัญหาสาหัสของหนัง คือ เมื่อหนังพยายามจะเล่าด้วยภาพ นั่นหมายความว่า นักแสดงต้องอัพเลเว่ลให้เก่งพอที่จะทำให้คนดูเข้าใจหรือเชื่อโดยไม่ต้อง พูด
ด้วยเหตุนี้ ริชชี่ จึงตกเป็นเป้าที่ใหญ่ที่สุดคือ นอกจากจะเป็นบทสำคัญที่หลายคนเฝ้าดู วิธีการเล่าของหนังยังต้องพึ่งพาทักษะการแสดงของเธอ ซึ่งหลายฉากมันไปไม่ถึง
ที่เห็นชัด เช่น ฉากเวลายืนคิดคนเดียวหน้าบ้าน ว่าจะให้พระเอกเข้าบ้านดีหรือเปล่า ความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ในหัวใจแต่สีหน้าของเธอเหมือนแค่คิดว่า จะปัดมาสคาร่าแบบไหนก่อนออกจากบ้าน
ซึ่งจะเป็นแบบนั้นแทบทุกครั้ง ที่เป็นซีน ความขัดแย้งในใจ หรือ ฉากที่หนังต้องการให้เธอเล่นน้อยแล้วส่งมามาก แต่เธอส่งมาได้ไม่มากเท่าที่หนังต้องการ
ในขณะที่หลายฉากเธอก็เล่นได้ดีและทำให้หนังเป็นเวอร์ชั่นใหม่ที่สร้างมาเพื่อเธอ เช่น ตอนงุงิๆแบบ เบ้ปาก หรือ ฉาก "พยายามย่ะ" โดยเฉพาะช่วงเลยจากกลางเรื่องเป็นต้นมา ที่แทบจะไม่ค่อยสะดุด หรือที่ดีมาก เช่น ฉากสะพานพุทธกับฉากปล้ำที่เธอสามารถใช้ภาษากายสื่อสารได้สอดคล้องกับอีกฝ่ายที่แสดงออกมาแบบไปด้วยกัน
ส่วนตัวจึงเห็นว่าปัญหาหลักๆมีแค่สามอย่าง ที่หากเปลี่ยนแปลงน่าจะทำให้หนังสามารถไปถึงสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้
7.1.ยกครอบครัวฝ่ายอังศุมาลิน กับ ตัวละครฝ่ายไทยทั้งหมดออกไปอยู่ในหนังอย่าง Stepford wives แล้วเลือกทีมนักแสดงใหม่ หรือ เคี่ยวนักแสดงชุดเดิมมากกว่านี้ (และน่าแปลกใจ ที่ทีมนักแสดงในบทคนต่างชาติ ไม่ว่าจะญี่ปุ่นหรือเยอรมัน ล้วนแล้วแต่ทำหน้าที่ได้ดี)
7.2. ปัญหาการตัดต่อ ที่ชวนสับสน โดยเฉพาะเรื่องเวลา เช่นเดินๆอยู่จู่ๆก็ค่ำ และ ความต่อเนื่องของเรื่องราวที่มักจะมีฉากแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยโผล่ออกมาเป็นพักๆ เช่น ตาผลตาบัว หรือ ฉากวนัสมาปลดปล่อยอังศุมาลิน ที่ดูแล้วแทบไม่อินทั้งที่เป็นจังหวะสำคัญ (ปัญหาในฉากนี้ มาจาก นักแสดงทั้งสองคนที่ส่งกันไปไม่ถึงด้วย)
7.3. เพิ่มรายละเอียดความสัมพันธ์ตอนต้นของ อัง กับ โก ให้มากกว่านี้ จะนั่งเล่นบีบีคุยกัน หรือ จะปั่นแปะ อะไรก็ได้ ที่ให้เวลาให้เราได้เห็น ความผูกพัน ที่ทำให้เราเชื่อว่า มันมากพอที่จะจุดความขัดแย้งเกิดขึ้นในใจของอังศุมาลิน
8. แต่อย่างที่บอกไว้ว่า แม้จะ ‘ไปไม่ถึง’ และชวนขัดใจในหลายฉากเมื่อนักแสดงนำหนังไปสู่เป้าหมายไม่ได้ ซ้ำร้ายยังปล่อยผ่านจุดล่อเป้าให้คนสะดุดเช่น "เลาจะลอ" (สังเกตว่า หนังของ M39 มักจะปล่อยผ่านจุดโหว่ยิบๆย่อยๆแบบนี้ ทั้งที่น่าจะกรองได้ อย่าง ฉากในหนังชุดสวีตตี้ ที่สนามบิน ก็จะเห็น ตัวประกอบหันมามองกล้อง )
แต่การมีมุมมองใหม่ๆที่เกิดขึ้นใน หนังที่แสนซ้ำซากอย่าง คู่กรรม ทำให้ส่วนตัวแล้วรู้สึกอยากติดตามตลอดเวลาที่นั่งดู อยากรู้ว่าจะมีอะไรใหม่ๆออกมา
แถมหลายฉากก็ดีมากในระดับน่าจดจำ และ หลายฉากที่ดีที่ดึงอารมณ์เข้าไปร่วมกับตัวละครได้ ซึ่งคิดว่า ถ้าสามข้อข้างต้น (7.1-7.3) ทำได้ดีกว่านี้ และ หนังกล้าจะเล่นรักษาธีมแบบแอนิเมชั่นอารมณ์โดเรมอน ตอนเปิดเรื่องได้จนจบ นี่จะเป็น หนังรักที่ดีมาก นอกจากจะมี ความน่าสนใจมาก เป็นต้นทุน
9. คงไม่ต้องพูดถึง ณเดช มากเพราะกระแสส่วนใหญ่ก็พูดเหมือนกัน ขอชมสั้นๆว่า ไม่ใช่แค่เป็น การเล่นหนังใหญ่ครั้งแรกแล้วเล่นดี แต่ การแสดงของณเดชในเรื่องนี้ ถือว่า ดีเกินมาตรฐานเฉลี่ยของนักแสดง(ชาย)ไทย ให้ได้ในสิ่งที่ควรให้ และ ไม่ใช่แค่หว่านลักยิ้ม แต่ทำให้เราเชื่อจริงๆว่า โกโบริ คนนี้ หลงรัก อังศุมาลิน มาก โดยไม่มีเหตุผลและพร้อมจะทำทุกอย่างได้แม้จะเป็นเรื่องงี่เง่าหรือต้องเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม
ดังนั้นเมื่อเรารู้ชะตากรรมของตัวละครนี้กันอยู่แล้ว หลายฉากที่ณเดชพูดออกมา ไม่ว่าจะเรื่องลูกหรืออนาคต จึงทำให้ คนดูที่ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับของเขาหรือไม่ ยากเหลือเกินที่จะไม่สะเทือนใจ
'คู่กรรม' อ่านบทความของ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" แล้วตรงใจ ขออนุญาตนำมาลง
9 ข้อ จากคนที่ชอบคู่กรรมฉบับ 2013 (**1/2) :
1.ถ้าต้องฟันธงระหว่าง ชอบ กับ ไม่ชอบ ผมเอนเอียงค่อนมาทาง ชอบ มากกว่า
2. เพราะในฐานะไม่ใช่แฟนนิยายหรือแฟนณเดช มันเป็นเรื่องน่าเบื่อตั้งแต่รู้ข่าวแล้วว่า คู่กรรม นำกลับมาทำใหม่ เหมือนกับเอา โรมิโอ แอนด์ จูเลียต ที่สร้างจนช้ำมาไม่รู้กี่รอบ คนดูจำเรื่องราวได้ตั้งแต่ต้นยันจบ
แถมคู่กรรมยังช้ำยิ่งกว่า เพราะปัจจุบันยังมีละครฉายชนอยู่ แถมเวอร์ชั่นเก่าๆก็ผ่านไปไม่กี่ปี ดังนั้น ถ้าจะสร้างให้เดินตามเส้นทางเดิม แม้ว่ามันจะออกมายอดเยี่ยมในเชิงดราม่า บีบน้ำตาสำเร็จ แต่แค่คิด ความน่าเบื่อ ก็ยังนำหน้าอยู่ดีและไม่คิดจะตีตั๋วไปดู
3. แต่เมื่อเห็นการปรับลดวัย(ในแง่บุคลิก)ของ โกโบริ-อังศุมาลิ ให้มีความเป็นวัยรุ่นมากขึ้น ใส่โทนโหนะเนะ โมเอะ ยาราไนก้า งุงิ ฯลฯ แม้จะขัดหูขัดตาแฟนเก่าแก่ แต่สำหรับคนไม่ใช่แฟน มันคือปัจจัยที่ดูน่าสนใจ คล้ายกับรู้ว่า โรมิโอกับจูเลียต จะสร้างมาเป็นยุคเหตุการณ์ปัจจุบันเหมือนหนังของบาซ เลอห์มานน์
รวมถึง การเปลี่ยนมุมมองของเหตุการณ์ผ่านสายตาของโกโบริที่เป็นผู้เล่า ต่างจากเวอร์ชั่นเก่าๆที่เป็น อังศุมาลิน มันชวนให้อยากติดตามว่าหนังจะตีความใหม่ต่อไปยังไง
ซึ่งเมื่อเทียบ หนังที่ตีความใหม่ใกล้ๆกันอย่าง จัน ดารา ที่เปลี่ยนโหมดจาก ดาร์ค เป็น คอมิดี้ อาจจะสำเร็จในแง่ดูหนังเพื่อความบันเทิง คือ ดูแล้วสนุกมากขึ้นแต่จบแล้วจบเลย ล้มเหลวในแง่ของการรักษาคุณค่าสำคัญของต้นฉบับที่ว่าด้วยแรงขับของเซ็กส์ ที่ผลักให้ตัวละครแต่ละคนเข้าสู่ความมืดในใจและใช้มันเป็นเครื่องมือ ทำให้ จัน ดารา เวอร์ชั่นใหม่ดูจะกลายเป็น sex and zen เสียมากกว่า
ในขณะที่ คู่กรรมเวอร์ชั่นมุมมองใหม่ ยังคงรักษาแก่นที่ควรจะเป็นไว้ได้ เพียงแต่หลายอย่างทำให้ไปไม่ถึง
4. สิ่งที่หนังพยายามจะทำ คือ การทำให้ อังศุมาลิน เป็น เด็กสาววัยรุ่นที่ไม่ใช่คนพูดมาก แต่ก็มีความง้องแง้งอยู่ในตัว ซึ่ง ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อ ความรู้สึกรักเกิดขึ้นกับโกโบริ แต่สมองทำงานขัดแย้ง ด้วยชุดความคิดของ ‘ชาติ (ญี่ปุ่นคือศัตรู)’ และ ‘คำสัญญา (วนัส)’ จึงทำให้เธอเกิดสถานการณ์น้ำท่วมปาก ไม่สามารถพูดมาก คิดเงียบๆอยู่คนเดียว
ซึ่งมันคือ แก่นสำคัญของ คู่กรรม ไม่ว่าจะเวอร์ชั่นใด ที่เราจะเห็น ความขัดแย้งของ อารมณ์ กับ ความคิด ในแทบทุกตัวละคร
(โกโบริ ในหลายสถานการณ์ก็ต้องเลือกระหว่าง ชาติ ที่ต้องรัก กับ การช่วยเหลืออังศุมาลินเมื่อเธอร้องขอ และในเวอร์ชั่นนี้ยิ่งเน้นจุดนี้ชัดเจนขึ้น เมื่อเขาประกาศออกมาดังๆว่า เขาไม่ได้สนใจเรื่องของ ‘ชาติ’ ที่ขัดแย้ง แต่เขาต้องทำตามหน้าที่ / หมอ ในตอนท้ายที่ต้องเลือกระหว่าง เพื่อนทหารที่จำเป็นต้องใช้ยา กับ เพื่อนสนิทที่ผูกพัน)
5. ความท้าทายนอกจากการลดวัย คือ วิธีการเล่า ที่ผู้กำกับไม่ได้คุมโทนหนังในแนวดราม่าแบบละคร หรือ แบบเวอร์ชั่นก่อนๆ ไม่ต้องการให้ตัวละครมา พูดหรือบรรยาย ให้มาก แต่พยายามเล่าผ่านภาพ ซึ่ง หลายฉากที่ทำได้ดีมากๆเช่น
ฉากระเบิดสะพานพุทธ : เริ่มต้นจาก การพูดด้วยคำพูดมากมาย แต่สุดท้ายเมื่อคำพูดไม่มีความหมาย เมื่อความรู้สึกเปิดเปลือยออกมา จึงนำไปสู่ซีนตัวละครพูดแต่ไร้เสียงให้เราได้ยิน และ จบลงด้วยภาษากาย เมื่อภายใต้ฝุ่นควันจางหาย เราเห็นโกโบริใช้ร่างกายปกป้องอันตรายคนที่เขารัก บอกให้รู้ว่าทั้งสองรู้สึกต่อกันอย่างไร
หรือ
ฉากปล้ำ : ที่หลายคนชื่นชม ซึ่ง ในอดีต ภาวะ’เมาแล้วปล้ำ สุดท้ายก็รักกัน’ คือจุดอ่อนของหนังและละครไทยซึ่งสอดแทรกการกดขี่ทางเพศไว้อย่างชอบธรรม แต่ในเวอร์ชั่นนี้เราจะเห็น การเปลี่ยนแปลงไปมาตั้งแต่ เมา –หื่น – เว้าวอน – รู้สึกผิด - เว้าวอน - หื่น - เมา วนเวียนไปมา เพียงแต่ เว้าวอนในฉากนี้ ไม่ใช่ เว้าวอนในเชิงเซ็กส์ แต่เรารู้สึกได้ถึง เว้าวอนขอ'ความรัก'
ภาษากายในฉากปล้ำ จึงแทนคำพูดที่ตัวละครควรจะพูดออกมาว่า “ผมรักคุณ ได้โปรดรักผมบ้างได้ไหม”
ต่างฝ่ายต่างต้องการ ความรัก ของอีกคน แต่ คนหนึ่งปัดป้องด้วยความเจ็บปวด เพราะความขัดแย้งกับความคิดเรื่องของ ‘ชาติกับคำสัญญา’ ส่วนอีกคนรุกเร้าด้วยความเจ็บปวด เพราะความขัดแย้งระหว่าง ความต้องการ กับ ความที่ไม่อยากทำร้ายใจคนที่ตัวเองรัก
6. หรือในแง่ของฉากย้อนยุคหลายฉาก หนังก็ทำออกมาดูขลัง ยิ่งใหญ่ทรงพลัง และ หลายฉากก็จัดวางตำแหน่ง หรือ ใช้สัญลักษณ์ที่สัมพันธ์กับเรื่องราวได้เข้าท่า เช่น ฉากแต่งงาน , ฉากตายของโกโบริที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น พร้อมๆกับ ’ฮิเดโกะ’
7. ปัญหาสาหัสของหนัง คือ เมื่อหนังพยายามจะเล่าด้วยภาพ นั่นหมายความว่า นักแสดงต้องอัพเลเว่ลให้เก่งพอที่จะทำให้คนดูเข้าใจหรือเชื่อโดยไม่ต้อง พูด
ด้วยเหตุนี้ ริชชี่ จึงตกเป็นเป้าที่ใหญ่ที่สุดคือ นอกจากจะเป็นบทสำคัญที่หลายคนเฝ้าดู วิธีการเล่าของหนังยังต้องพึ่งพาทักษะการแสดงของเธอ ซึ่งหลายฉากมันไปไม่ถึง
ที่เห็นชัด เช่น ฉากเวลายืนคิดคนเดียวหน้าบ้าน ว่าจะให้พระเอกเข้าบ้านดีหรือเปล่า ความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ในหัวใจแต่สีหน้าของเธอเหมือนแค่คิดว่า จะปัดมาสคาร่าแบบไหนก่อนออกจากบ้าน
ซึ่งจะเป็นแบบนั้นแทบทุกครั้ง ที่เป็นซีน ความขัดแย้งในใจ หรือ ฉากที่หนังต้องการให้เธอเล่นน้อยแล้วส่งมามาก แต่เธอส่งมาได้ไม่มากเท่าที่หนังต้องการ
ในขณะที่หลายฉากเธอก็เล่นได้ดีและทำให้หนังเป็นเวอร์ชั่นใหม่ที่สร้างมาเพื่อเธอ เช่น ตอนงุงิๆแบบ เบ้ปาก หรือ ฉาก "พยายามย่ะ" โดยเฉพาะช่วงเลยจากกลางเรื่องเป็นต้นมา ที่แทบจะไม่ค่อยสะดุด หรือที่ดีมาก เช่น ฉากสะพานพุทธกับฉากปล้ำที่เธอสามารถใช้ภาษากายสื่อสารได้สอดคล้องกับอีกฝ่ายที่แสดงออกมาแบบไปด้วยกัน
ส่วนตัวจึงเห็นว่าปัญหาหลักๆมีแค่สามอย่าง ที่หากเปลี่ยนแปลงน่าจะทำให้หนังสามารถไปถึงสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้
7.1.ยกครอบครัวฝ่ายอังศุมาลิน กับ ตัวละครฝ่ายไทยทั้งหมดออกไปอยู่ในหนังอย่าง Stepford wives แล้วเลือกทีมนักแสดงใหม่ หรือ เคี่ยวนักแสดงชุดเดิมมากกว่านี้ (และน่าแปลกใจ ที่ทีมนักแสดงในบทคนต่างชาติ ไม่ว่าจะญี่ปุ่นหรือเยอรมัน ล้วนแล้วแต่ทำหน้าที่ได้ดี)
7.2. ปัญหาการตัดต่อ ที่ชวนสับสน โดยเฉพาะเรื่องเวลา เช่นเดินๆอยู่จู่ๆก็ค่ำ และ ความต่อเนื่องของเรื่องราวที่มักจะมีฉากแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยโผล่ออกมาเป็นพักๆ เช่น ตาผลตาบัว หรือ ฉากวนัสมาปลดปล่อยอังศุมาลิน ที่ดูแล้วแทบไม่อินทั้งที่เป็นจังหวะสำคัญ (ปัญหาในฉากนี้ มาจาก นักแสดงทั้งสองคนที่ส่งกันไปไม่ถึงด้วย)
7.3. เพิ่มรายละเอียดความสัมพันธ์ตอนต้นของ อัง กับ โก ให้มากกว่านี้ จะนั่งเล่นบีบีคุยกัน หรือ จะปั่นแปะ อะไรก็ได้ ที่ให้เวลาให้เราได้เห็น ความผูกพัน ที่ทำให้เราเชื่อว่า มันมากพอที่จะจุดความขัดแย้งเกิดขึ้นในใจของอังศุมาลิน
8. แต่อย่างที่บอกไว้ว่า แม้จะ ‘ไปไม่ถึง’ และชวนขัดใจในหลายฉากเมื่อนักแสดงนำหนังไปสู่เป้าหมายไม่ได้ ซ้ำร้ายยังปล่อยผ่านจุดล่อเป้าให้คนสะดุดเช่น "เลาจะลอ" (สังเกตว่า หนังของ M39 มักจะปล่อยผ่านจุดโหว่ยิบๆย่อยๆแบบนี้ ทั้งที่น่าจะกรองได้ อย่าง ฉากในหนังชุดสวีตตี้ ที่สนามบิน ก็จะเห็น ตัวประกอบหันมามองกล้อง )
แต่การมีมุมมองใหม่ๆที่เกิดขึ้นใน หนังที่แสนซ้ำซากอย่าง คู่กรรม ทำให้ส่วนตัวแล้วรู้สึกอยากติดตามตลอดเวลาที่นั่งดู อยากรู้ว่าจะมีอะไรใหม่ๆออกมา
แถมหลายฉากก็ดีมากในระดับน่าจดจำ และ หลายฉากที่ดีที่ดึงอารมณ์เข้าไปร่วมกับตัวละครได้ ซึ่งคิดว่า ถ้าสามข้อข้างต้น (7.1-7.3) ทำได้ดีกว่านี้ และ หนังกล้าจะเล่นรักษาธีมแบบแอนิเมชั่นอารมณ์โดเรมอน ตอนเปิดเรื่องได้จนจบ นี่จะเป็น หนังรักที่ดีมาก นอกจากจะมี ความน่าสนใจมาก เป็นต้นทุน
9. คงไม่ต้องพูดถึง ณเดช มากเพราะกระแสส่วนใหญ่ก็พูดเหมือนกัน ขอชมสั้นๆว่า ไม่ใช่แค่เป็น การเล่นหนังใหญ่ครั้งแรกแล้วเล่นดี แต่ การแสดงของณเดชในเรื่องนี้ ถือว่า ดีเกินมาตรฐานเฉลี่ยของนักแสดง(ชาย)ไทย ให้ได้ในสิ่งที่ควรให้ และ ไม่ใช่แค่หว่านลักยิ้ม แต่ทำให้เราเชื่อจริงๆว่า โกโบริ คนนี้ หลงรัก อังศุมาลิน มาก โดยไม่มีเหตุผลและพร้อมจะทำทุกอย่างได้แม้จะเป็นเรื่องงี่เง่าหรือต้องเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม
ดังนั้นเมื่อเรารู้ชะตากรรมของตัวละครนี้กันอยู่แล้ว หลายฉากที่ณเดชพูดออกมา ไม่ว่าจะเรื่องลูกหรืออนาคต จึงทำให้ คนดูที่ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับของเขาหรือไม่ ยากเหลือเกินที่จะไม่สะเทือนใจ