สืบรักจับหัวใจเอฟบีไอ [yaoi] บทที่ 9 ร่วมห้อง

กระทู้สนทนา
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

บทที่ 9 ร่วมห้อง

              รถยนต์สีเข้มวิ่งไปตามเส้นทางด้วยความเร็วสม่ำเสมอ หากทว่าหัวใจของคนขับกลับมีปฏิกิริยาตรงกันข้าม แม้จะใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการบังคับไม่ให้ตนเองต้องหวั่นไหวไปกับความตื่นเต้น แต่หลายครั้งที่ไซรัสอดสำรวจคนข้างตัวด้วยการชำเลืองตามองก่อนเบนกลับไปมองถนนพร้อมกับลอบถอนใจออกมาไม่ได้ ใจที่เคยเย็นเยือกกลับพลุ่งพล่านด้วยความรู้สึกบางอย่างซึ่งไม่อาจระบุได้ชัดว่าเป็นความตื่นเต้น ยินดีหรืออะไรที่หวือหวากว่านั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ภาพสุดท้ายที่ปรากฏในหัวก็เป็นแบบเดียวกันทำเอาชายหนุ่มถึงกับกำพวงมาลัยแน่นเพื่อระงับความร้อนบางอย่างที่กำลังอัดแน่นอยู่ในร่างกาย

              นับเป็นความโชคดีที่ทางระหว่างร้านของปีเตอร์กับแมนชั่นของเขาใช้เวลาเดินทางแค่สิบนาทีเท่านั้น พอจอดรถไซรัสถึงกับถอนใจออกมาเบา ๆ ด้วยความโล่งอก เพราะหากขืนยังคงนั่งอยู่ด้วยกันต่อไปอีกสักหน่อยเขาคงสติหลุดขับรถลงข้างทางแน่ ๆ  

              ตามองแมนชั่นตรงหน้า ไล่ขึ้นไปตามความสูงจนถึงชั้นที่เป็นห้องพัก ไซรัสแทบกลั้นใจตัวเองเมื่อนึกได้ว่า คืนนี้อเล็กซ์มานอนค้างด้วย แบบนี้มันก็ไม่ต่างไปจากพาเข้าโรงแรมเท่าไหร่น่ะสิ ความร้อนประหลาดวิ่งวูบวาบไปตามร่างกายจนชายหนุ่มต้องสะบัดหัวแรง ๆ เพื่อไล่ทั้งความคิดและความรู้สึกน่าอายให้ออกไปจากหัวก่อนปลดเข็มขัดนิรภัย หันไปหยิบกระเป๋าเอกสารที่วางไว้บนเบาะหลังจากนั้นจึงก้าวลงจากรถ แต่พอเห็นอเล็กซ์ยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับเขาจึงเอ่ยปากพูด

              “จะนอนตรงนี้หรือ”

              เด็กหนุ่มสะดุ้งกับประโยคนั้น เขามองไซรัสด้วยใบหน้าที่ก้ำกึ่งระหว่างตื่นเต้นกับเขินอายก่อนคว้าเป้ พอออกมาอยู่นอกรถเขาก็เงยหน้าขึ้นมองแมนชั่นพร้อมกับถาม

              “คุณพักที่นี่หรือครับ”

              “ถ้าไม่ใช่แล้วผมจะพาคุณมาทำไม” เอฟบีไอหนุ่มย้อนคำด้วยน้ำเสียงเจือความรำคาญก่อนเดินดุ่ม ๆ นำไปที่ประตู รูดคีย์การ์ด พอมันเปิดเขาก็ใช้แขนข้างหนึ่งดันเอาไว้ก่อนผงกศีรษะบอกให้อเล็กซ์เข้าไปก่อน จากนั้นทั้งคู่ก็ตรงไปที่ลิฟต์ พอเห็นหมายเลขบนปุ่มที่ไซรัสกด เด็กหนุ่มจึงหลุดปากพูดออกมาอย่างคาดไม่ถึง

              “คุณอยู่ห้องบนสุดเลยหรือครับ”

              “ใช่” อีกฝ่ายตอบแค่นั้นไม่ขยายความอะไรอีก ท่าทางที่ดูเฉยชาของเขาทำให้อเล็กซ์ตีความว่าไซรัสคงเหนื่อยจนไม่อยากพูดจึงไม่กล้าเซ้าซี้ เมื่อลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นบนอันเป็นที่หมายแล้วชายหนุ่มจึงเดินนำไปที่ห้องของตัวเอง

              “รกหน่อยนะ” เขาพูดเชิงออกตัวระหว่างไขกุญแจซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วแทนที่จะเปิดไฟชายหนุ่มกลับทำอะไรกับอุปกรณ์บางอย่างที่ติดตั้งอยู่ตรงผนัง ไม่ถึงสิบวินาทีไฟในห้องก็สว่างวาบขึ้น จากนั้นเขาจึงหันกลับไปที่อเล็กซ์ที่ยังยืนรออยู่ตรงหน้าประตู

              “เข้ามาสิ”

              เอ่ยเชิญก่อนวางกระเป๋าเอกสาร ถอดสูทขณะที่กำลังนำไปแขวนตาก็เหลือบไปยังเด็กหนุ่มที่ยังคงยืนเก้กังอยู่กลางห้อง ตามองไปรอบ ๆ ใบหน้าแสดงออกถึงความตื่นเต้นออกมาอย่างไม่ปิดบัง ริมฝีปากขยับคำพูดออกมาเบา ๆ ว่า สุดยอด

              “อะไรนะ” ไซรัสเอ่ยถามขณะปลดเนคไทจากนั้นจึงเดินไปหยิบกาเพื่อต้มน้ำร้อนสำหรับชงชา อเล็กซ์ซึ่งยังคงอยู่กับความปลาบปลื้มเผลอหลุดปากตอบอย่างลืมตัว

              “ห้องคุณเยี่ยมไปเลยครับ”

              ท่าทางของเด็กหนุ่มที่ดูคล้ายเด็กน้อยเพิ่งเข้าร้านขายของเล่นเป็นครั้งแรกทำให้ไซรัสเกิดความรู้สึกทั้งขำและเอ็นดูไปพร้อมกัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงตีสีหน้าเคร่งขรึม

              “ก็แค่ห้องชายโสด”

              “ไม่เลยนะครับ ผมเคยไปหาเพื่อนที่ห้องพักในมหาวิทยาลัยหลายครั้ง แต่ไม่มีใครรักษาความสะอาดและจัดทุกอย่างได้เป็นระเบียบได้วิเศษถึงขนาดนี้”

              พูดพร้อมกับหมุนศีรษะมองไปรอบห้อง ดวงตาสีเขียวมีประกายของความปลื้มปีติทอแสงระยิบระยับ สายตาเช่นนั้นทำให้ไซรัสหวนนึกถึงใครอีกคนขึ้นมาในทันใด เขาเหลือบไปทางชั้นวางของจ้องกรอบรูปใบเล็กแวบหนึ่งก่อนตวัดกลับไปที่อเล็กซ์

              “คงเป็นเพราะนิสัยที่ติดมาสมัยเป็นทหารน่ะ” เขาพูดระหว่างเดินไปปิดเตาแก๊ส ยกกาน้ำร้อนรินใส่แก้วที่มีถุงชาวางรอไว้สองใบ จากนั้นจึงยื่นแก้วที่มีชาร้อนหอมกรุ่นส่งให้อเล็กซ์ “ของคุณ”

              เด็กหนุ่มมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยขณะยื่นมือออกไปรับ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเวลาไปหาเพื่อนหรือคนรู้จัก เขามักได้รับเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลมหรือกาแฟมากกว่า แต่พอนึกได้ว่าชาร้อนเป็นเครื่องดื่มที่ไซรัสโปรดปราน ดังนั้นในบ้านของเขาคงมีแค่ชาเพียงอย่างเดียว

              “ขอบคุณครับ” อเล็กซ์พูดพลางยกแก้วชาขึ้นสูดกลิ่นหอมอันทรงพลังก่อนดื่ม ความเข้มที่พอเหมาะของเอิร์ลเกรย์ทำให้เส้นประสาทที่กำลังตึงเครียดผ่อนคลายลงจนเด็กหนุ่มรู้สึกสดชื่นกว่าตอนที่ออกจากร้านมาก ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะคุณสมบัติอันแสนวิเศษของชา หรือเพราะได้รับจากมือของชายที่ตนเองชื่นชม

              “รู้สึกดีขึ้นแล้วใช่ไหม” ไซรัสซึ่งยืนสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลาเอ่ยถาม อเล็กซ์ผงกศีรษะ

              “ครับ”

              “ถ้าสบายใจแล้วก็จัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็นอนซะ” เขาออกคำสั่งพลางชี้ไปที่ห้องซึ่งปิดประตูเอาไว้ “ใช้เตียงผมได้ตามสบาย แต่อย่าทำให้ผ้าปูยับล่ะ”

              สิ่งที่ได้ยินทำให้อเล็กซ์ทำตาโต “อะไรนะครับ ให้ผมนอนบนเตียงของคุณอย่างนั้นหรือ ?!”

              “ใช่ ทำไม หรือว่านายรังเกียจ” ไซรัสชะงักถ้วยชาจ้องเด็กหนุ่มถามเสียงห้วน อีกฝ่ายรีบส่ายหน้าเร็ว ๆ

              “ไม่ใช่นะครับ แต่ถ้าผมใช้เตียงแล้วคุณไซรัสจะนอนที่ไหนล่ะครับ”

              “โซฟานั่นไง” เอฟบีไอหนุ่มตอบพลางส่งสายตาไปที่เก้าอี้ยาวแต่เหมือนกับเขาคิดอะไรบางอย่างที่ดูพิเรนทร์ขึ้นมาได้ ดวงตาคู่นั้นจึงเบนกลับไปที่อเล็กซ์ “หรือคุณจะให้ผมไปนอนด้วย”

              ความร้อนแล่นเป็นริ้วขึ้นไปตามใบหน้า อเล็กซ์ไม่เข้าใจเจตนาของไซรัสว่าต้องการสื่อถึงอะไร แต่ดวงตาคมที่กำลังส่อความหมายบางอย่างทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นแรงขึ้นจนแทบไม่เป็นจังหวะ

              “ช ใช่ที่ไหนกันครับ” เขาพูดตะกุกตะกักพลางก้มหน้าลงไม่ยอมสบกับสายตาอันตรายของคนที่เป็นเอฟบีไอ “ผมเป็นแขกต้องนอนโซฟาสิครับถึงจะถูก”

              “ถ้ามาในฐานะแขกธรรมดาผมไม่เถียง แต่ตอนนี้คุณได้รับบาดเจ็บ และที่นอนสำหรับคนเจ็บก็คือเตียง” ไซรัสหยุดเว้นระยะคำพูดและยกมือขึ้นห้ามอีกฝ่ายที่อ้าปากเตรียมแย้ง “ตอนนี้ผมเหนื่อยมากไม่มีอารมณ์จะเซ้าซี้ด้วย หยิบกระเป๋าของคุณย้ายก้นเข้าไปในห้อง อาบน้ำให้สะอาดแล้วนอนซะ”

              “แต่”

              “เดี๋ยวนี้ อเล็กซ์” น้ำเสียงเข้มในแบบที่คนได้ยินต้องหุบปาก เด็กหนุ่มจึงจำต้องวางแก้วชาคว้ากระเป๋าเดินเข้าห้องนอนของไซรัสด้วยอาการที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก แน่นอนว่าเขารู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสร่วมห้องกับเอฟบีไอผู้เก่งกาจแต่ไม่นึกเลยว่าจะได้รับสิทธิให้นอนบนเตียง

              เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง อเล็กซ์ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่เห็นว่ามันทั้งสะอาดและเป็นระเบียบไม่แตกต่างไปจากห้องครัวหรือห้องรับแขก เพียงแต่ห้องนี้ไม่ได้ตกแต่งอะไรมาก มีเพียงเตียงขนาดหกฟุตตั้งไว้กลางห้อง โต๊ะทำงานกับชั้นหนังสือตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ส่วนอีกด้านเป็นตู้เสื้อผ้าที่ดูคล้ายกับผนังซึ่งหากไม่สังเกตให้ดีก็คงไม่มีทางรู้ ตรงหัวเตียงมีโคมไฟกับนาฬิกาปลุกและหนังสือที่น่าจะถูกอ่านค้างไว้หนึ่งเล่ม ไม่มีภาพถ่ายครอบครัว ไม่มีแฟ้มคดี โทรทัศน์หรือเครื่องเสียง

              “มัวทำอะไรอยู่ทำไมไม่เตรียมตัวไปอาบน้ำ”

              เสียงทุ้มค่อนไปทางดุดังมาจากทางด้านหลัง พอหันไปมองคนพูดกลับเดินไปเปิดตู้หยิบผ้าขนหนูโยนส่งให้

              “ห้องน้ำอยู่ด้านนอกใกล้กับครัว รีบหน่อยนะเพราะผมอยากล้างตัวเต็มทีแล้ว”

              ไซรัสออกคำสั่งก่อนคว้าผ้ากับชุดนอนของตัวเองเดินออกจากห้อง ความเกรงใจและไม่อยากให้อีกฝ่ายรอนาน อเล็กซ์จึงรีบถอดเสื้อกางเกง เอาผ้าขนหนูพันท่อนล่างเดินไปเข้าห้องน้ำตามที่เอฟบีไอหนุ่มบอก พออาบน้ำเสร็จเขาก็ใช้ผ้าขนหนูผืนเดียวกันเช็ดตัวลวก ๆ เพราะกลัวว่าน้ำหยดทำให้บ้านเลอะ แต่พอเปิดประตูกลับพบไซรัสในสภาพที่นุ่งแค่ผ้าขนหนูยืนจังก้ารออยู่

              “คุณไซรัส” อเล็กซ์เรียกเพราะคิดว่าอีกฝ่ายกำลังโมโหที่ต้องรอนาน “ขอโทษด้วยครับที่ผม...”

              คำพูดชะงักค้างไว้แค่นั้นเมื่อเห็นสายตาคมกริบของไซรัสมองเขาไล่จากเท้าขึ้นมาและหยุดเล็กน้อยตรงกลางลำตัวก่อนเลื่อนเรื่อยไปจนถึงศีรษะ เด็กหนุ่มไม่รู้หรอกว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงทำเช่นนั้น แต่การถูกผู้ชายที่มีร่างกายสมบูรณ์แบบจ้องอย่างเอาจริงเอาจัง ทำให้เขารู้สึกกระดากจนต้องเลื่อนมือสองข้างมาบังของสงวนแบบไม่รู้ตัว แย่ไปกว่านั้นคือมวลประหลาดที่ก่อตัวขึ้นอย่างฉับพลันและกำลังหมุนวนปั่นป่วนอยู่แถวท้องน้อย ความแรงของมันเพิ่มทวีไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจทำให้กายท่อนล่างเกิดอาการร้อนวูบวาบ เด็กหนุ่มจึงพยายามระงับความรู้สึกดังกล่าวด้วยการหนีบขาของตัวเองเอาไว้

              “อ...เอ้อ” ทั้งที่อยากจะขอให้อีกฝ่ายหลีกทางแต่กลับไม่กล้าพูด ซึ่งอเล็กซ์เองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เขากำลังกลัวไซรัสอย่างนั้นหรือ ?

              เด็กหนุ่มใจเต้นแรง สมองหวนนึกถึงคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้น เขารู้ดีว่าชายตรงหน้าไม่ใช่ฆาตกร แต่พอดูจากการมองแล้วเขากลับกลัวว่าไซรัสจะมีรสนิยมแบบเดียวกับที่คนร้ายเป็น

              ผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกัน

              เป็นไปไม่ได้หรอก ความคิดอีกด้านแย้ง ไซรัสไม่ใช่ผู้ชายที่มีรสนิยมทางเพศแบบนั้น ภาพถ่ายหญิงสาวบนโต๊ะทำงานกับชั้นวางของในห้องเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี น่าแปลกที่ข้อแย้งดังกล่าวไม่ได้ทำให้อเล็กซ์สบายใจขึ้นเลยสักนิด เพราะส่วนหนึ่งของความรู้สึกกลับเจ็บลึก ๆ กับความจริงที่ว่า ผู้หญิงคนนั้นคือคนรักของไซรัส และด้วยความคิดนั้นเองที่ทำให้อาการประหลาดในร่างกายยุติลง หัวใจที่เคยเบ่งบานด้วยความตื่นเต้นกับการร่วมห้องห่อเหี่ยวลงด้วยความผิดหวัง ซึ่งเจ้าตัวเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น หรือว่านี่เป็นอาการของคนอกหัก อเล็กซ์คิดอย่างเจ็บปวดพร้อมกับก้มหน้ามองพื้นและสูดลมหายใจเข้าอย่างเศร้าสร้อยก่อนพูดเสียงแผ่ว

              “ผมขอไปแต่งตัวนะครับ”

              เขาขยับเพื่อเลี่ยงคนตัวโตกว่าไปอีกทางแต่ต้องหยุดเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยเสียงเรียบ

              “เดี๋ยว”

              เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัยและใจเต้นแรงเมื่อเห็นมือของไซรัสยื่นมายังเขา คว้าหมับที่ไหล่ รั้งร่างที่เล็กกว่าเข้าไปใกล้จากนั้นจึงก้มหน้าลงไปแถวต้นคอ

              “ท ทำอะไรอะไรครับ” อเล็กซ์ถามเสียงหลง หน้าร้อนผ่าว ใจเต้นแรง แต่ความรู้สึกดังกล่าวต้องมลายหายไปเมื่อได้ยินเสียงค่อนไปทางดุของไซรัส  

              “แผลเปียกหมดแล้ว” เขาพูดพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆอย่างเอือมระอา “ทำไมถึงไม่รู้จักระวังบ้างเลย”  

              “เอ๋?” อเล็กซ์หลุดอุทานออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นแตะผ้าพันแผลที่ต้นคอซึ่งตอนนี้ชุ่มไปด้วยน้ำ “ผมลืมไปน่ะครับ”

              “เรื่องของตัวเองแท้ ๆ ลืมได้ยังไง” ไซรัสตำหนิก่อนคว้าข้อมือเด็กหนุ่มลากไปที่ห้องรับแขก หยิบกล่องปฐมพยาบาลออกจากตู้ พอเห็นอเล็กซ์ยืนทำหน้าเหรอหราเขาจึงออกคำสั่ง “หันหลังมา”

              เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบ “จะทำอะไรหรือครับ”

              “สนุกกับคุณ” สายตาของไซรัสส่อความนัยอย่างที่พูดก่อนเปลี่ยนเป็นเต้นระริกอย่างขบขันเมื่อเห็นอเล็กซ์ยืนหน้าซีด “ล้อเล่นน่ะ เอ้า!หันหลังซิผมจะเปลี่ยนผ้าพันแผลให้”
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่