ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่านี้เป็นการเขียนกระทู้ครั้งแรกของเรา แฮร่ๆ ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยนะ อาจจะยาวหน่อยแต่รับรองละเอียดแน่นอนคะ
*อินโดนีเซีย*บอกเลยว่าไม่ใช่ประเทศในฝันที่อยากจะไปเลย เพราะได้ยินข่าวทีไรก็แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดบ้างละและว่ากันว่า*คนเล่นของที่นี่มันแรง!!*ได้ยินแบบนี้แล้วใครละมันจะอยากไป แฮร่ๆ
แต่อะไรที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อน้องที่ทำงานชะเง้อมาถามว่า มีทริปไปไหนไหมช่วงนี้?ไอเราก็ตอบแบบ งงๆว่า ไม่มี จะชวนไปไหนรึ? น้องเค้าก็ตอบว่า*ภูเขาไฟโบรโม่ อินโดนีเซีย*ไอเราก็แอบคิดในใจไหนเงินๆ ฮ่าๆ แต่ก็หารูปจากอากู๋ทันทีเลย เห็นแล้วมันสวยน่าไปมากๆ ก็บอกน้องไปว่า ดูราคาตั๋วก่อนเลยเพราะงบมีจำกัด ถ้าไม่แพง เราไปแน่อน ตอนนั้นก็คิดจะไปแค่ภูเขาไฟโบรโม่(Malang-Surabaya)แต่คิดไปคิดมาไหนๆก็ไปแล้ว ไปไหนได้อีกบ้าง ก็หาข้อมูลจากอากู๋กับกระทู้พันทิพย์นี้ละคะ จู่ๆเพื่อนที่ทำงานเคยไปเรียนภาษาที่อินโดฯพูดขึ้นมาว่า*ไปดิ้พี่ อินโดฯน่าเที่ยวนะ ไม่แพงด้วย*เราได้ยินคำนี้ปุ้ป รีบเข้าเว็บAirasiaก่อนเลย ก็จองตั๋วไปกลับได้ในราคาแค่ 587 ริงกิตมาเลเซีย(4700บาท)สรุปคร่าวๆเราจะไป 3 เมือง คือ JOGJAKARTA>SURABAYA>BALHI เราดูจากแผนที่ก็ไล่จากแถบบนมาแถบล่างสุด โดยขาไปเราบินจาก Kuala lumpur-Jogjakarta เพราะเราเป็นคนไทยแต่อาศัยอยู่ที่Kuala lumpur(Malaysia)ขากลับจากBalhi-Kuala lumpur หลังจากจองตั๋วเรียบร้อยแล้วก็เริ่มจะจองโรงแรมกัน แต่เพื่อนที่เคยเรียนภาษาที่อินโดฯบอกว่าไม่ต้องจองก่อน เดี๋ยวผมจะให้เฟสบุ้คเพื่อนไทยในอินโดฯแล้วพี่ติดต่อเค้า พอไปถึงค่อยถามเค้าว่าพักที่ไหนดี ไอเราก็เอ่อ..ดีเหมือนกัน
18/12/2558 ถึงวันเดินทางเราบินจาก KLIA2-JOGJAKARTA ใช้เวลาบิน 2 ชม. 15 นาที ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยด้วยอากาศค่อนข้างหนาวเพราะฝนตกฟ้ามืดแล้วเพราะเครื่องดีเลย์ไป2ชม.ทำให้เราถึงช้า ADITSUTJIPTO INTERNATIONAL AIRPORTเป็นสนามบินเล็กๆรันเวย์ติดกับอาคารผู้โดยสารเลย

เห็นไหมว่าใกล้มากๆ

เดินเข้านิดนึงก็ต่อแถวเพื่อจ้อบพาสปอร์ตกัน ตอนนั้นตื่นเต้นมากๆไม่คุ้นอะไรเลยสักอย่างแค่ใจกล้าอย่างเดียวเลย พอถึงคิวเรา เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก็จ้อบให้เราผ่านฉลุยด้วยหน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตรมากๆจากนั้นเดินอ้อมนิดนึงก็จะมีให้กรอกแบบฟอร์มนิดหน่อยว่า มาทำอะไร มากี่วัน พาเงินมาเยอะไหม ฯลฯ เป็นภาษาอังกฤษกับอินโดฯให้เราเลือก หลังจากนั้นจะมีด่านสแกนกระเป๋าเหมือนสนามบินทั่วๆไป พอเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสารเท่านั้นละคะ บันดาลลุงๆแท็กซี่เข้ามารุมล้อมถามว่าไปไหน แท้กซี่ไหม ไอเราสองคนก็ไม่สนใจ เดินหนีไป เพราะเพื่อนฝากมาว่าถ้าไม่อยากซื้อหรือใช้บริการห้ามคุยห้ามถามเด็ดขาดเด๋วงานเข้า เราก็ทำตามเลย ฮ่าๆๆจากนั้นเริ่มมองหาเพื่อนคนไทยที่จะมารับเรา มองไปไม่คุ้นสักคนเลยว่าคนไหนคนไทย แต่เราไปสะดุ้ดมอง2คนที่กำลังมองๆเรา เราก็ทักไปว่า ใช่คนไทยใช่ไหม เค้าบอกใช่ นี่เราเขียนป้ายแล้วนะว่า มารับเพื่อนคนไทยที่เฟสบุคชื่อPratthanaซึ่งเป็นชื่อเฟสของน้องที่ชวนเรามา ระหว่างที่เพื่อนที่มารับไปหาเจ้าลุงแท้กซี่นั้น เราก็แอบคุยกันว่า เอ่อ..เค้าน่ารักนะเขียนทั้งป้ายมาเลย

เพื่อนที่มารับก็บอกว่าเด๋วไปที่บ้านเค้านะ ไปนอนบ้านเค้า ไปตั้งกระเป๋าเสร็จแล้วเราไปทานข้าวกัน ไอเราก็โอเคร ยังไงก็ได้ สรุปได้แท้กซี่ในราคา150,000rupiah โอ้วว้าววรวยจังนั่งรถทีตั้งแสนห้า ฮ่าๆ แต่จิงๆตกเงินไทยๆราวๆ 280 บ. นั่งประมาณ10นาที ถึงบ้านเพื่อน ถือว่าแพงมากๆถ้าเทียบกับ กทม บ้านเรา

แท็กซี่ส่วนใหญ่เป็นToyota Avenza ความโชคดีวันแรกที่ไปถึง คือ โชคดีที่มีเพื่อนมารับ เพราะการสื่อสารเราคาดหวังว่าคนอินโดฯจะพูดอังกฤษหรือมลายูได้แต่เราคิดผิด!!เพราะเค้าพูดภาษาถิ่นเกือบ100เปอเซ็น หลังจากตั้งกระเป๋าเรียบร้อยแล้วเราก็ออกไปทานข้าวที่ร้านอาหารคนไทยชื่อร้านว่า*Phuket Restaurant*แล้วบอกเพื่อนคร่าวๆว่าเราจะไปไหนกันบ้าง คืนนี้หลังจากทานข้าวเราอยากไปถนนMalioboroมันมีอะไรเราไม่รู้ น่าจะประมาณถนนคนเดิน คล้ายๆถนนข้าวสารบ้านเรามั้ง แต่นักท่องเที่ยวไปถ้าไม่ไปถือว่ามาไม่ถึงละมั้ง

หลังจากทานข้าวเสร็จเช็คบิลทั้งหมด300,000rupiah(600บ.) ถือว่าไม่แพงเพราะสมาชิกหลายคนแถมอร่อยด้วย จากนั้นเราก็ซื้อซิมเพื่อเล่นเฟสบุคหรืออัพโซเซียลต่างๆ ได้ซิมมาในราคา55,000rupiah(115บ.)โอ้วรวยอีกแล้วซื้อซิมห้าหมื่นห้า55+เป็นเครือข่าย XL เราแค่รีเควสไปว่าเอาแรงๆและใช้ถึงวันที่จะกลับ เค้าก็ให้มาที่แพงสุดในร้าน บอกเลยว่าคุ้มมากๆทั้งเร็วและแรง สัญญานดีมากๆอาจจะลำบากช่วงขึ้นเขาสูงๆ หลังจากนั้นเพื่อนๆพาไปเที่ยวคล้ายๆงานวัดบ้านเราอะ แต่ไม่ได้พาไปถนนMalioboroเราก็ไม่รุ้ว่าทำไม ใจก็อยากจะถามแต่ก็แอบเกรงใจเลยตามๆไปกัน แฮร่ๆ ก็เหนอะไรแปลกใหม่ไม่คุ้นตาไปเยอะ เช่น ผู้คน ความเป็นอยู่ วัฒนธรรมการกิน การใช้ ของคนอินโดฯ โดยภาพรวม สังเกตได้ว่าค่อนข้างลำบากถ้าเทียบกับไทยบ้านเรา หลายๆอย่างดูยังไม่เจริญ ยังดูเรียบง่ายๆเหมือนสมัยก่อน
เจ้าลุงนี้ขายอะไรก็ไม่รู้ ยืนมองตั้งนาน สุดท้ายไม่กล้าลองซื้อกิน แฮร่ๆ

แต่คนอินโดฯยอมรับเลยว่าใจดี มีมารยาท แต่สิ่งนึงที่เราคิดมาตลอดว่าคนที่นี่น่าจะพูดอังกฤษได้แต่เราคิดผิดเพราะ**คนที่นี่เค้าพูดภาษาถิ่น**ถ้าไม่มีเพื่อนคนไทยมารับเรา คงสื่อสารลำบากแน่ๆ ไม่ได้นั่งรถง่ายๆไม่ได้สั่งอาหารหรือซื้อซิมง่ายๆพยายามฟังแล้วแต่ไม่รู้เรื่อง มันเรวรวนๆๆ แฮร่!! หลังจากเดินงานเสร็จแล้วเรากลับที่บ้านพักของเพื่อนคนไทยในอินโดฯ นอนหลับฝันดีกับอากาศหนาวๆ 17 องศา
19/12/2558 ตื่นมาอากาศหนาว ฟ้าครึมๆ ขอพรว่าฝนอย่าตกๆวันนี้เราจะตะลุย ภูเขาไฟเมอราปีและบุโรพุธโท ออกจากบ้าน7.30น. เพื่อนในอินโดฯบอกว่าเราแว้นไปนะ เราก็ ห้ะ!! มันไกลนะพี่ เขาก็บอกว่าแว้นนี้แหละเจ๋งสุด ไอเราก็เอ่อแว้นก็แว้น จากตัวเมืองไปภูเขาไฟเมอราปีระยะทาง50กม.ใช้เวลา1ชม.ถึงจุดจอดรถเพื่อเช่ารถขึ้นไปยังตีนเขา มีรถจิ้บกับมอไซให้เราเลือกเช่า แต่เราเลือกเช่ารถจิ้บเพราะเราเมื่อยมากๆหลังจากแว้นมา รถจิ้บราคา300,000rupiah(600บ)ไปกัน4คนตามทริปที่เราเลือกไว้ แต่ละทริปราคาจะต่างกัน ภูเขาไฟเมราปีเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิท ระเบิดล่าสุดเมื่อปี2010 ระหว่างทางบอกเลยว่าเราคิดถูกแล้วที่เช่ารถพร้อมคนขับเพราะทางป่า ทางโคตรๆไม่ดีเลย ไม่มีป้ายบอกทาง อาศัยความชำนาญเท่านั้น ระหว่างทางก็จะมีเศษซากบ้านที่โดนภูเขาไฟระเบิด ตามทริปก็จะแวะจุดต่างๆให้เราถ่ายรูก พอถึงจุดหมายเราก็ร้องโอ้วว้าวว..สวยงามและอากาศอุดมสมบูรณ์มาก คุ้มมากๆที่อุตส่าขึ้นมา แต่น่าเสียดายเรามาถึงสาย เมฆบัง ถ่ายไม่เห็นยอดเขาเลย แนะนำว่าควรออกเช้าๆเพื่อจะได้ภาพสวยๆ
เจ้าจิ้บนี้แหละที่เราเช่ามาในราคา สามแสน ฮ่าๆๆ โคตรแพงและรู้สึกรวยเลย 55+

เพื่อนร่วมทาง คนไทยในอินโดฯ เป็นทั้งไกด์ เป็นทั้งล่าม เป็นทั้งคนขับรถ ซึ่งใจจริงๆ

สภาพบ้านร้างที่ได้รับผลกระทบจากเหตูภูเขาไฟเมอราปีระเบิด ปี 2010 เหลือเพียงความทรงจำ


ท่ามกลางหลุมลาวา อากาศอุดมสมบูรณ์มากๆ


5 พ.ย. 2010 เวลา เที่ยงตรง เป็นเหตุการณ์ฝันร้ายของชาวบ้านแถวนั้น


หินก้อนนี้ สังเกตดีๆจะเป็นรูปหน้าคน เป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่ไหลจากภูเขาไฟตอนเกิดภูเขาไฟระเบิด


ป้ะ ไกด์ ใจดีของเรา แต่พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง 55+ กับน้องนา ตัวเล็ก แต่ใจไม่เล็ก นางสู้ทุกงานจิงๆ

วิวสวยมาก แต่น่าเสียดาย เมฆบัง เพราะเราถึงสายแล้ว *-*

กระดูกวัว หลังจากเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิด

ข้าวของเครื่องใช้ยุบหมด เพราะคววามร้อนจากภูเขาไฟระเบิด

หลังจากถ่ายรูปเสร็จแล้วเราก็ลงไปยังจุดจอดที่เราเช่ารถ ใช้เวลาขึ้นลงเขาประมาณ2.30ชม.ก็จบทริปภูเขาไฟเมอราปี เหนื่อยแต่สนุกท้าท้ายกับเส้นทาง ชอบมากๆ
จากภูเขาไฟเมอราปีไปบุโรพุธโท ระยะทาง55ม.ถึงที่หมายปลอดภัยใช้เวลา 01.30 ชม.ทางที่นี่จะเป็นทางแคบๆรถจะเยอะบีบแตรกันวุ่นวายและมีไฟแดงตลอดทาง ถึงปุ้ปแวะทาน หมี่bakso เป็นอาหารพื้นเมืองของอินโดฯถ้วยละ 15,000rupiah(25บ) อิ่มแล้วตะลุยเลย เดินเข้ามาเจอจุดขายตั๋วซึ่งแบ่งชัดเจนช่องต่างชาติกับคนอินโดฯ ความโชคดีบังเกิดอีกครั้ง เพราะเพื่อนที่อินโดฯสวมรอยไปต่อช่องคนอินโดฯเราก็จ่ายไปในราคา55,000rupiah(100บ)ถ้าเราคาต่างชาติคนละ300,000(600บ)ถือว่าโชคดีมากๆ จากนั้นเดินเข้าหน่อยนึงก็เริมเหนลางๆแล้ว ก็ถ่ายรูปกันไป พอถึงปุ้ปเราก็ร้องโอ้วววว้าวว!! มันสวยและขลังมาก ดูโอ่อ่า แข้งแรงมากๆ แต่ฟ้าไม่ค่อยเต้มใจเท่าไหร่ บุโรพุธโทเป็นศาสนสถานที่ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991
ด้านหน้าศาสนสถาน บุโรพุธโท

ด้าข้างของศาสนสถาน บุโรพุธโท

ชั้นบนสุด ชั้น 10 ศาสนสถาน บุโรพุธโท

จากนั้นเราก็ลงจาศาสนสถานก้วิ่งอย่างเดวเลยเพราะเรามีเวลาจำกัด เรามีนัดขึ้นรถเพื่อนไปยังSurabaya1ทุ่มตรง ทางออกเป็นทางบังคับบอกทางเดียว ตลอดทางจะมีร้านขายของที่ระลึกเยอะมากๆไกลมากด้วยกว่าจะถึงประตูที่เราเข้า เราไม่มีเวลาละ วิ่งๆเพราะตอนนั้น4โมงแล้ว พอถึงปุ้ปแว้นเข้าเมืองเลย คราวนี้งานช้างเลยเพราะระยะทาง75กม. กว่าจะถึงในเมือง โอ้ววโห้ววว เราต้องนั่งรถยาว2ชม.เลย ที่สำคัญ คือ แว้น !!! เอาละสู้T_Tถึงที่หมายอย่างปลอดภัย พูดได้สองคำ คือ ชาและเจ็บ_ูดมากๆ รีบเก็บของเพื่อนั่งรถไปSurabayaเพื่อไปภูเขาไฟโบรโม่ เป้าหมายสำคัญของเราครั้งนี้ แต่เพื่อนในJogjakartaบอกแว่วๆว่า ไปไม่ได้ มันพึ่งระเบิด เค้าปิดไม่มีกำหนดเปิด ตอนนั้นเราก็เริ่มลังเลว่าจะไปดีไหม เปลี่ยนแผนกันดีไหม แต่ไหนๆมาถึงแล้ว เราต้องไปให้ถึงเมือง ถ้ามันปิดจิงๆ เราค่อยว่ากัน .. ต้องขอบคุณเพื่อนๆทั้ังสองคนที่เป็นทั้งไกด์ เป็นล่าม เป็นทั้งคนขับให้เราไปถึงจุดหมาย กล้าพูดเลยว่าถ้าเราไม่ได้เพื่อนๆทั้งสองคน เราไปไม่ถึงแน่นอน ขอบคุณมากๆซึ้งในน้ำใจ มีโอกาสเราจะกลับไปหาอีกแน่นอน การเดินทางจาก JOGJAKARTAไปSURABAYA ค่ารถจะเป็นมินิบัสคนละ120,000rupiah(250บ) ระยะทาง 400 กม. ใช้เวลา 8-9 ชม. เพราะอะไรเรามาดูกัน ติดตามได้ใน..เที่ยว Indonesia ประหยัดเกินคาด 3เมือง6วัน5คืน ไปเองไม่ง้อทัวร์ แค่ใจกล้า EP.2 SURABAYA
http://pantip.com/topic/34782489 คืนนี้ราตรีสวัสดิ์ นอนยาวๆบนรถกับน้องนาเพื่อนร่วมทางและน้องคนไทยในอินโดฯเดินทางพร้อมๆกับเ
[CR] เที่ยว Indonesia ประหยัดเกินคาด 3เมือง6วัน5คืน ไปเองไม่ง้อทัวร์ แค่ใจกล้า EP.1 JOGJAKARTA
*อินโดนีเซีย*บอกเลยว่าไม่ใช่ประเทศในฝันที่อยากจะไปเลย เพราะได้ยินข่าวทีไรก็แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดบ้างละและว่ากันว่า*คนเล่นของที่นี่มันแรง!!*ได้ยินแบบนี้แล้วใครละมันจะอยากไป แฮร่ๆ
แต่อะไรที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อน้องที่ทำงานชะเง้อมาถามว่า มีทริปไปไหนไหมช่วงนี้?ไอเราก็ตอบแบบ งงๆว่า ไม่มี จะชวนไปไหนรึ? น้องเค้าก็ตอบว่า*ภูเขาไฟโบรโม่ อินโดนีเซีย*ไอเราก็แอบคิดในใจไหนเงินๆ ฮ่าๆ แต่ก็หารูปจากอากู๋ทันทีเลย เห็นแล้วมันสวยน่าไปมากๆ ก็บอกน้องไปว่า ดูราคาตั๋วก่อนเลยเพราะงบมีจำกัด ถ้าไม่แพง เราไปแน่อน ตอนนั้นก็คิดจะไปแค่ภูเขาไฟโบรโม่(Malang-Surabaya)แต่คิดไปคิดมาไหนๆก็ไปแล้ว ไปไหนได้อีกบ้าง ก็หาข้อมูลจากอากู๋กับกระทู้พันทิพย์นี้ละคะ จู่ๆเพื่อนที่ทำงานเคยไปเรียนภาษาที่อินโดฯพูดขึ้นมาว่า*ไปดิ้พี่ อินโดฯน่าเที่ยวนะ ไม่แพงด้วย*เราได้ยินคำนี้ปุ้ป รีบเข้าเว็บAirasiaก่อนเลย ก็จองตั๋วไปกลับได้ในราคาแค่ 587 ริงกิตมาเลเซีย(4700บาท)สรุปคร่าวๆเราจะไป 3 เมือง คือ JOGJAKARTA>SURABAYA>BALHI เราดูจากแผนที่ก็ไล่จากแถบบนมาแถบล่างสุด โดยขาไปเราบินจาก Kuala lumpur-Jogjakarta เพราะเราเป็นคนไทยแต่อาศัยอยู่ที่Kuala lumpur(Malaysia)ขากลับจากBalhi-Kuala lumpur หลังจากจองตั๋วเรียบร้อยแล้วก็เริ่มจะจองโรงแรมกัน แต่เพื่อนที่เคยเรียนภาษาที่อินโดฯบอกว่าไม่ต้องจองก่อน เดี๋ยวผมจะให้เฟสบุ้คเพื่อนไทยในอินโดฯแล้วพี่ติดต่อเค้า พอไปถึงค่อยถามเค้าว่าพักที่ไหนดี ไอเราก็เอ่อ..ดีเหมือนกัน
18/12/2558 ถึงวันเดินทางเราบินจาก KLIA2-JOGJAKARTA ใช้เวลาบิน 2 ชม. 15 นาที ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยด้วยอากาศค่อนข้างหนาวเพราะฝนตกฟ้ามืดแล้วเพราะเครื่องดีเลย์ไป2ชม.ทำให้เราถึงช้า ADITSUTJIPTO INTERNATIONAL AIRPORTเป็นสนามบินเล็กๆรันเวย์ติดกับอาคารผู้โดยสารเลย
เห็นไหมว่าใกล้มากๆ
เดินเข้านิดนึงก็ต่อแถวเพื่อจ้อบพาสปอร์ตกัน ตอนนั้นตื่นเต้นมากๆไม่คุ้นอะไรเลยสักอย่างแค่ใจกล้าอย่างเดียวเลย พอถึงคิวเรา เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก็จ้อบให้เราผ่านฉลุยด้วยหน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตรมากๆจากนั้นเดินอ้อมนิดนึงก็จะมีให้กรอกแบบฟอร์มนิดหน่อยว่า มาทำอะไร มากี่วัน พาเงินมาเยอะไหม ฯลฯ เป็นภาษาอังกฤษกับอินโดฯให้เราเลือก หลังจากนั้นจะมีด่านสแกนกระเป๋าเหมือนสนามบินทั่วๆไป พอเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสารเท่านั้นละคะ บันดาลลุงๆแท็กซี่เข้ามารุมล้อมถามว่าไปไหน แท้กซี่ไหม ไอเราสองคนก็ไม่สนใจ เดินหนีไป เพราะเพื่อนฝากมาว่าถ้าไม่อยากซื้อหรือใช้บริการห้ามคุยห้ามถามเด็ดขาดเด๋วงานเข้า เราก็ทำตามเลย ฮ่าๆๆจากนั้นเริ่มมองหาเพื่อนคนไทยที่จะมารับเรา มองไปไม่คุ้นสักคนเลยว่าคนไหนคนไทย แต่เราไปสะดุ้ดมอง2คนที่กำลังมองๆเรา เราก็ทักไปว่า ใช่คนไทยใช่ไหม เค้าบอกใช่ นี่เราเขียนป้ายแล้วนะว่า มารับเพื่อนคนไทยที่เฟสบุคชื่อPratthanaซึ่งเป็นชื่อเฟสของน้องที่ชวนเรามา ระหว่างที่เพื่อนที่มารับไปหาเจ้าลุงแท้กซี่นั้น เราก็แอบคุยกันว่า เอ่อ..เค้าน่ารักนะเขียนทั้งป้ายมาเลย
หลังจากทานข้าวเสร็จเช็คบิลทั้งหมด300,000rupiah(600บ.) ถือว่าไม่แพงเพราะสมาชิกหลายคนแถมอร่อยด้วย จากนั้นเราก็ซื้อซิมเพื่อเล่นเฟสบุคหรืออัพโซเซียลต่างๆ ได้ซิมมาในราคา55,000rupiah(115บ.)โอ้วรวยอีกแล้วซื้อซิมห้าหมื่นห้า55+เป็นเครือข่าย XL เราแค่รีเควสไปว่าเอาแรงๆและใช้ถึงวันที่จะกลับ เค้าก็ให้มาที่แพงสุดในร้าน บอกเลยว่าคุ้มมากๆทั้งเร็วและแรง สัญญานดีมากๆอาจจะลำบากช่วงขึ้นเขาสูงๆ หลังจากนั้นเพื่อนๆพาไปเที่ยวคล้ายๆงานวัดบ้านเราอะ แต่ไม่ได้พาไปถนนMalioboroเราก็ไม่รุ้ว่าทำไม ใจก็อยากจะถามแต่ก็แอบเกรงใจเลยตามๆไปกัน แฮร่ๆ ก็เหนอะไรแปลกใหม่ไม่คุ้นตาไปเยอะ เช่น ผู้คน ความเป็นอยู่ วัฒนธรรมการกิน การใช้ ของคนอินโดฯ โดยภาพรวม สังเกตได้ว่าค่อนข้างลำบากถ้าเทียบกับไทยบ้านเรา หลายๆอย่างดูยังไม่เจริญ ยังดูเรียบง่ายๆเหมือนสมัยก่อน
เจ้าลุงนี้ขายอะไรก็ไม่รู้ ยืนมองตั้งนาน สุดท้ายไม่กล้าลองซื้อกิน แฮร่ๆ
19/12/2558 ตื่นมาอากาศหนาว ฟ้าครึมๆ ขอพรว่าฝนอย่าตกๆวันนี้เราจะตะลุย ภูเขาไฟเมอราปีและบุโรพุธโท ออกจากบ้าน7.30น. เพื่อนในอินโดฯบอกว่าเราแว้นไปนะ เราก็ ห้ะ!! มันไกลนะพี่ เขาก็บอกว่าแว้นนี้แหละเจ๋งสุด ไอเราก็เอ่อแว้นก็แว้น จากตัวเมืองไปภูเขาไฟเมอราปีระยะทาง50กม.ใช้เวลา1ชม.ถึงจุดจอดรถเพื่อเช่ารถขึ้นไปยังตีนเขา มีรถจิ้บกับมอไซให้เราเลือกเช่า แต่เราเลือกเช่ารถจิ้บเพราะเราเมื่อยมากๆหลังจากแว้นมา รถจิ้บราคา300,000rupiah(600บ)ไปกัน4คนตามทริปที่เราเลือกไว้ แต่ละทริปราคาจะต่างกัน ภูเขาไฟเมราปีเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิท ระเบิดล่าสุดเมื่อปี2010 ระหว่างทางบอกเลยว่าเราคิดถูกแล้วที่เช่ารถพร้อมคนขับเพราะทางป่า ทางโคตรๆไม่ดีเลย ไม่มีป้ายบอกทาง อาศัยความชำนาญเท่านั้น ระหว่างทางก็จะมีเศษซากบ้านที่โดนภูเขาไฟระเบิด ตามทริปก็จะแวะจุดต่างๆให้เราถ่ายรูก พอถึงจุดหมายเราก็ร้องโอ้วว้าวว..สวยงามและอากาศอุดมสมบูรณ์มาก คุ้มมากๆที่อุตส่าขึ้นมา แต่น่าเสียดายเรามาถึงสาย เมฆบัง ถ่ายไม่เห็นยอดเขาเลย แนะนำว่าควรออกเช้าๆเพื่อจะได้ภาพสวยๆ
เจ้าจิ้บนี้แหละที่เราเช่ามาในราคา สามแสน ฮ่าๆๆ โคตรแพงและรู้สึกรวยเลย 55+
เพื่อนร่วมทาง คนไทยในอินโดฯ เป็นทั้งไกด์ เป็นทั้งล่าม เป็นทั้งคนขับรถ ซึ่งใจจริงๆ
สภาพบ้านร้างที่ได้รับผลกระทบจากเหตูภูเขาไฟเมอราปีระเบิด ปี 2010 เหลือเพียงความทรงจำ
ท่ามกลางหลุมลาวา อากาศอุดมสมบูรณ์มากๆ
5 พ.ย. 2010 เวลา เที่ยงตรง เป็นเหตุการณ์ฝันร้ายของชาวบ้านแถวนั้น
หินก้อนนี้ สังเกตดีๆจะเป็นรูปหน้าคน เป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่ไหลจากภูเขาไฟตอนเกิดภูเขาไฟระเบิด
ป้ะ ไกด์ ใจดีของเรา แต่พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง 55+ กับน้องนา ตัวเล็ก แต่ใจไม่เล็ก นางสู้ทุกงานจิงๆ
วิวสวยมาก แต่น่าเสียดาย เมฆบัง เพราะเราถึงสายแล้ว *-*
กระดูกวัว หลังจากเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิด
ข้าวของเครื่องใช้ยุบหมด เพราะคววามร้อนจากภูเขาไฟระเบิด
หลังจากถ่ายรูปเสร็จแล้วเราก็ลงไปยังจุดจอดที่เราเช่ารถ ใช้เวลาขึ้นลงเขาประมาณ2.30ชม.ก็จบทริปภูเขาไฟเมอราปี เหนื่อยแต่สนุกท้าท้ายกับเส้นทาง ชอบมากๆ
จากภูเขาไฟเมอราปีไปบุโรพุธโท ระยะทาง55ม.ถึงที่หมายปลอดภัยใช้เวลา 01.30 ชม.ทางที่นี่จะเป็นทางแคบๆรถจะเยอะบีบแตรกันวุ่นวายและมีไฟแดงตลอดทาง ถึงปุ้ปแวะทาน หมี่bakso เป็นอาหารพื้นเมืองของอินโดฯถ้วยละ 15,000rupiah(25บ) อิ่มแล้วตะลุยเลย เดินเข้ามาเจอจุดขายตั๋วซึ่งแบ่งชัดเจนช่องต่างชาติกับคนอินโดฯ ความโชคดีบังเกิดอีกครั้ง เพราะเพื่อนที่อินโดฯสวมรอยไปต่อช่องคนอินโดฯเราก็จ่ายไปในราคา55,000rupiah(100บ)ถ้าเราคาต่างชาติคนละ300,000(600บ)ถือว่าโชคดีมากๆ จากนั้นเดินเข้าหน่อยนึงก็เริมเหนลางๆแล้ว ก็ถ่ายรูปกันไป พอถึงปุ้ปเราก็ร้องโอ้วววว้าวว!! มันสวยและขลังมาก ดูโอ่อ่า แข้งแรงมากๆ แต่ฟ้าไม่ค่อยเต้มใจเท่าไหร่ บุโรพุธโทเป็นศาสนสถานที่ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991
ด้านหน้าศาสนสถาน บุโรพุธโท
ด้าข้างของศาสนสถาน บุโรพุธโท
ชั้นบนสุด ชั้น 10 ศาสนสถาน บุโรพุธโท
จากนั้นเราก็ลงจาศาสนสถานก้วิ่งอย่างเดวเลยเพราะเรามีเวลาจำกัด เรามีนัดขึ้นรถเพื่อนไปยังSurabaya1ทุ่มตรง ทางออกเป็นทางบังคับบอกทางเดียว ตลอดทางจะมีร้านขายของที่ระลึกเยอะมากๆไกลมากด้วยกว่าจะถึงประตูที่เราเข้า เราไม่มีเวลาละ วิ่งๆเพราะตอนนั้น4โมงแล้ว พอถึงปุ้ปแว้นเข้าเมืองเลย คราวนี้งานช้างเลยเพราะระยะทาง75กม. กว่าจะถึงในเมือง โอ้ววโห้ววว เราต้องนั่งรถยาว2ชม.เลย ที่สำคัญ คือ แว้น !!! เอาละสู้T_Tถึงที่หมายอย่างปลอดภัย พูดได้สองคำ คือ ชาและเจ็บ_ูดมากๆ รีบเก็บของเพื่อนั่งรถไปSurabayaเพื่อไปภูเขาไฟโบรโม่ เป้าหมายสำคัญของเราครั้งนี้ แต่เพื่อนในJogjakartaบอกแว่วๆว่า ไปไม่ได้ มันพึ่งระเบิด เค้าปิดไม่มีกำหนดเปิด ตอนนั้นเราก็เริ่มลังเลว่าจะไปดีไหม เปลี่ยนแผนกันดีไหม แต่ไหนๆมาถึงแล้ว เราต้องไปให้ถึงเมือง ถ้ามันปิดจิงๆ เราค่อยว่ากัน .. ต้องขอบคุณเพื่อนๆทั้ังสองคนที่เป็นทั้งไกด์ เป็นล่าม เป็นทั้งคนขับให้เราไปถึงจุดหมาย กล้าพูดเลยว่าถ้าเราไม่ได้เพื่อนๆทั้งสองคน เราไปไม่ถึงแน่นอน ขอบคุณมากๆซึ้งในน้ำใจ มีโอกาสเราจะกลับไปหาอีกแน่นอน การเดินทางจาก JOGJAKARTAไปSURABAYA ค่ารถจะเป็นมินิบัสคนละ120,000rupiah(250บ) ระยะทาง 400 กม. ใช้เวลา 8-9 ชม. เพราะอะไรเรามาดูกัน ติดตามได้ใน..เที่ยว Indonesia ประหยัดเกินคาด 3เมือง6วัน5คืน ไปเองไม่ง้อทัวร์ แค่ใจกล้า EP.2 SURABAYA http://pantip.com/topic/34782489 คืนนี้ราตรีสวัสดิ์ นอนยาวๆบนรถกับน้องนาเพื่อนร่วมทางและน้องคนไทยในอินโดฯเดินทางพร้อมๆกับเ