คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 13
ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก กระทู้นี้ถูกลบโดยระบบอัตโนมัติทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาบรรยากาศการสนทนา ของเพื่อนสมาชิกโดยรวมค่ะ
ความคิดเห็นนี้ได้ถูก Pantip.com ลบออกไปจากระบบแล้ว หากเนื้อหาที่ถูกลบยังคงถูกนำไปแสดงใน application หรือเว็บไซต์ใดๆ ทาง Pantip.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆด้วย การดำเนินการทางกฎหมายกรุณาติดต่อผู้พัฒนา application หรือเว็บไซต์นั้นๆโดยตรงค่ะ
ความคิดเห็นนี้ได้ถูก Pantip.com ลบออกไปจากระบบแล้ว หากเนื้อหาที่ถูกลบยังคงถูกนำไปแสดงใน application หรือเว็บไซต์ใดๆ ทาง Pantip.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆด้วย การดำเนินการทางกฎหมายกรุณาติดต่อผู้พัฒนา application หรือเว็บไซต์นั้นๆโดยตรงค่ะ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 18
มติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 26 พฤษภาคม 2546 เห็นชอบโครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยมติ ดังนี้
1.ให้ยกเลิกมติ ครม.เมื่อ 15 พฤษภาคม 2533 เฉพาะเรื่องสวนยางที่อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติและให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมป่าไม้) กำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การอนุญาตเข้าทำประโยชน์เฉพาะสวนยาง โดยมอบให้กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ นำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะทำงานที่ทำหน้าที่ศึกษาพิจารณามาตรการ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการปลูกสร้างสวนป่าภาคเอกชน ที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ หากคณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการฯ เห็นชอบก็ควรกำหนดการอนุญาตให้ดำเนินการปลูกป่าไม่เกินรายละ 30 ไร่ ในพื้นที่ดังกล่าว
2.ให้ยกเลิกมติ ครม.เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2542 ที่กำหนดให้ขยายพื้นที่ปลูกยางของประเทศไม่เกิน 12 ล้านไร่โดยให้ขยายพื้นที่ปลูกยางใหม่ในแต่ละปีได้เท่ากับพื้นที่ปลูกยางที่ลดลงในแหล่งปลูกยางเดิม และไม่ควรปลูกยางใหม่ในภาคเหนือและเห็นชอบให้ขยายพื้นที่ปลูกยางได้ในทุกภาคของประเทศในพื้นที่ที่กรมวิชาการเกษตร กำหนดเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยาง โดยคำนึงถึงการกำหนดเขตพื้นที่การเกษตร (Zoning) และผลิตภาพการผลิต (Productivity) เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณา
3.อนุมัติให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินโครงการปลูกยางพาราเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ ระยะที่ 1 (ปี 2547-2549) โดยคำนึงถึงเสถียรภาพราคายางในตลาด
4. อนุมัติให้กรมวิชาการเกษตร ใช้เงินกองทุนโครงการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ปลอดดอกเบี้ย วงเงิน 1,440 ล้านบาท เพื่อดำเนินการผลิตพันธุ์ยางจำนวน 90 ล้านต้นให้โครงการโดยส่งเรื่องการขอใช้เงินจากกองทุนโครงการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ให้กับคณะกรรมการ คชก. พิจารณาก่อน
5. เห็นชอบในการขอรับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์สวนยางใช้เงิน cess วงเงิน 1,440 ล้านบาทชำระเงินคืน คชก. ในระยะเวลา 10 ปี นับจากปีที่สวนยางพาราให้ผลผลิตในแต่ละปี
6.เห็นชอบให้กระทรวงการคลัง (ธ.ก.ส.) จัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการวงเงิน 5,360 ล้านบาท เพื่อเป็นสินเชื่อในการปลูกสร้างสวนยาง
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้เสนอโครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ ระยะที่ 1 โดยเพิ่มพื้นที่ปลูกยาง 1,000,000 ไร่ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 700,000 ไร่ และพื้นที่ภาคเหนือ 300,000 ไร่ ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (2547-2549)
โดยให้กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบการกำหนดเขตปลูกยางที่เหมาะสม การตรวจสอบ ควบคุม และจัดหาพันธุ์ยางให้ ส.ก.ย. รับผิดชอบการฝึกอบรม การควบคุม กำกับ การตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการปลูกยางของโครงการ และให้กระทรวงการคลังรับผิดชอบการจัดหาสินเชื่อ
มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว นำมาซึ่งการปลูกยางพาราในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงอย่างกว้างขวาง ทั้งเนื่องจากการสนับสนุนโดยนโยบายของรัฐและประชาชนเปิดพื้นที่แผ้วถางปลูกยางเอง
ประชาชนในหลายจังหวัดของประเทศโดยเฉพาะภาคใต้ เห็นช่องทางสร้างรายได้ตามนโยบายของรัฐ จึงได้มาตั้งหลักปักฐานปลูกพาราจำนวนมากในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน ดังปรากฎอยู่ในปัจจุบัน
แต่เมื่อมีปัญหายางราคาตก เนื่องจากนโยบายของรัฐที่ล้มเหลวไม่สามารถพยุงราคาได้ รัฐบาลปัจจุบัน จึงเสนอมาตรการให้ประชาชนโค่นยางหนึ่งล้านไร่ โดยอ้างว่า เพื่อพยุงราคายางในปัจจุบัน
ดังที่นายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ราคายางแผ่นดิบรมควันที่ปรับขึ้นาราคาถึงกิโลกรัมละ 60 บาทเป็นผลมาจากมาตรการเร่งโค่นยางในพื้นที่ป่า เขตอุทยาน รวมทั้งการโค่นยางในเขตความรับผิดชอบของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ส.ก.ย.) 1 ล้านไร่ แยกเป็นเขตป่า 6 แสนไร่ ได้ใช้มาตรการเร่งรัดกลุ่มนายทุนให้ดำเนินการอย่างรีบด่วน
แต่เมื่อประชาชนไม่ยอมโค่นต้นยาง เพราะไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะให้รับการเยียวยาช่วยเหลือจากมาตรการดังกล่าวอย่างไรและยางกำลังให้ผลผลิต รัฐบาลจึงออกมาตรการทวงผืนป่าด้วยการโค่นยาง
ดังที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าปฏิบัติการเพื่อบังคับใช้กฎหมายต่อพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกปลูกยางพาราเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมาว่า
จากการรวบรวมข้อมูล ทั้งจากแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศและการเดินเท้าเข้าสำรวจในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศจนนำมาสู่การออกแผนปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าพบว่า มีการบุกรุกพื้นที่ป่าทั่วประเทศ รวม 62 จังหวัด โดยเฉพาะในภาคใต้พบการบุกรุกทุกจังหวัด พื้นที่ที่ถูกบุกรุกแล้วแผ้วถางปลูกยางพารา มีทั้งที่เป็นป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า วนอุทยานและเตรียมประกาศเป็นวนอุทยาน
“รัฐบาลไม่สามารถยอมให้เกิดพฤติกรรมละเมิดกฎหมาย เอาเปรียบประเทศและรังแกทรัพยากรที่ควรสงวนรักษาไว้ให้ลูกหลานแบบนี้ต่อไปได้ ในปีนี้มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติทวงคืนผืนป่า จำนวน 200,000 ไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้อีก 400,000 ไร่ โดยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ดำเนินการไปได้แล้วประมาณ 23,000 ไร่ ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคมนี้”
นี่คือ ความลักลั่นของนโยบายรัฐไทยที่นักการเมือง หน่วยงานราชการและรัฐบาลปัจจุบัน ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการสร้างผลงานจากยุครัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งสู่รัฐบาลรัฐประหารในปัจจุบัน
ข้ออ้างที่ว่าประเทศต้องการผืนป่าไว้ให้ลูกหลาน ต้องจัดการกับผู้บุกรุกรายใหญ่ ต้องไม่ให้คนจนได้รับผลกระทบ สุดท้าย หน่วยงานของรัฐก็กินรวบ ทั้งไล่ชุมชนออกจากป่าและผูกขาดอำนาจการจัดการ
นโยบายปลูกป่าที่สร้างหน้าสร้างตาให้ผู้มีอำนาจและนายทุนได้สร้างภาพรักสิ่งแวดล้อมทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา รัฐเคยศึกษาวิจัยไหมว่า ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมหรือไม่ ปลูกป่าสำเร็จหรือล้มเหลว
การที่รัฐออกนโยบายทวงผืนป่าแล้วชี้หน้ามาที่ชาวสวนยางเยี่ยงอาชญากรหรือข้าศึก แล้วระดมกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและท้องถิ่นเข้ากวาดล้าง นโยบายเช่นนี้เป็นธรรมต่อชาวสวนแล้วจริงหรือ
ถึงเวลาแล้วที่รัฐไทยต้องทบทวนนโยบายทวงผืนป่าด้วยการโค่นยางที่ไม่เป็นธรรมโดยเร็ว
-------------------------------------
หมายเหตุ พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “ชานชาลาประชาชน”
หนังสือแทบลอยด์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 21-27 มิถุนายน 2558
ขอบคุณภาพจาก www.thairath.co.th
1.ให้ยกเลิกมติ ครม.เมื่อ 15 พฤษภาคม 2533 เฉพาะเรื่องสวนยางที่อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติและให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมป่าไม้) กำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การอนุญาตเข้าทำประโยชน์เฉพาะสวนยาง โดยมอบให้กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ นำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะทำงานที่ทำหน้าที่ศึกษาพิจารณามาตรการ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการปลูกสร้างสวนป่าภาคเอกชน ที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ หากคณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการฯ เห็นชอบก็ควรกำหนดการอนุญาตให้ดำเนินการปลูกป่าไม่เกินรายละ 30 ไร่ ในพื้นที่ดังกล่าว
2.ให้ยกเลิกมติ ครม.เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2542 ที่กำหนดให้ขยายพื้นที่ปลูกยางของประเทศไม่เกิน 12 ล้านไร่โดยให้ขยายพื้นที่ปลูกยางใหม่ในแต่ละปีได้เท่ากับพื้นที่ปลูกยางที่ลดลงในแหล่งปลูกยางเดิม และไม่ควรปลูกยางใหม่ในภาคเหนือและเห็นชอบให้ขยายพื้นที่ปลูกยางได้ในทุกภาคของประเทศในพื้นที่ที่กรมวิชาการเกษตร กำหนดเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยาง โดยคำนึงถึงการกำหนดเขตพื้นที่การเกษตร (Zoning) และผลิตภาพการผลิต (Productivity) เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณา
3.อนุมัติให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินโครงการปลูกยางพาราเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ ระยะที่ 1 (ปี 2547-2549) โดยคำนึงถึงเสถียรภาพราคายางในตลาด
4. อนุมัติให้กรมวิชาการเกษตร ใช้เงินกองทุนโครงการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ปลอดดอกเบี้ย วงเงิน 1,440 ล้านบาท เพื่อดำเนินการผลิตพันธุ์ยางจำนวน 90 ล้านต้นให้โครงการโดยส่งเรื่องการขอใช้เงินจากกองทุนโครงการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ให้กับคณะกรรมการ คชก. พิจารณาก่อน
5. เห็นชอบในการขอรับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์สวนยางใช้เงิน cess วงเงิน 1,440 ล้านบาทชำระเงินคืน คชก. ในระยะเวลา 10 ปี นับจากปีที่สวนยางพาราให้ผลผลิตในแต่ละปี
6.เห็นชอบให้กระทรวงการคลัง (ธ.ก.ส.) จัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการวงเงิน 5,360 ล้านบาท เพื่อเป็นสินเชื่อในการปลูกสร้างสวนยาง
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้เสนอโครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ ระยะที่ 1 โดยเพิ่มพื้นที่ปลูกยาง 1,000,000 ไร่ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 700,000 ไร่ และพื้นที่ภาคเหนือ 300,000 ไร่ ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (2547-2549)
โดยให้กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบการกำหนดเขตปลูกยางที่เหมาะสม การตรวจสอบ ควบคุม และจัดหาพันธุ์ยางให้ ส.ก.ย. รับผิดชอบการฝึกอบรม การควบคุม กำกับ การตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการปลูกยางของโครงการ และให้กระทรวงการคลังรับผิดชอบการจัดหาสินเชื่อ
มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว นำมาซึ่งการปลูกยางพาราในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงอย่างกว้างขวาง ทั้งเนื่องจากการสนับสนุนโดยนโยบายของรัฐและประชาชนเปิดพื้นที่แผ้วถางปลูกยางเอง
ประชาชนในหลายจังหวัดของประเทศโดยเฉพาะภาคใต้ เห็นช่องทางสร้างรายได้ตามนโยบายของรัฐ จึงได้มาตั้งหลักปักฐานปลูกพาราจำนวนมากในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน ดังปรากฎอยู่ในปัจจุบัน
แต่เมื่อมีปัญหายางราคาตก เนื่องจากนโยบายของรัฐที่ล้มเหลวไม่สามารถพยุงราคาได้ รัฐบาลปัจจุบัน จึงเสนอมาตรการให้ประชาชนโค่นยางหนึ่งล้านไร่ โดยอ้างว่า เพื่อพยุงราคายางในปัจจุบัน
ดังที่นายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ราคายางแผ่นดิบรมควันที่ปรับขึ้นาราคาถึงกิโลกรัมละ 60 บาทเป็นผลมาจากมาตรการเร่งโค่นยางในพื้นที่ป่า เขตอุทยาน รวมทั้งการโค่นยางในเขตความรับผิดชอบของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ส.ก.ย.) 1 ล้านไร่ แยกเป็นเขตป่า 6 แสนไร่ ได้ใช้มาตรการเร่งรัดกลุ่มนายทุนให้ดำเนินการอย่างรีบด่วน
แต่เมื่อประชาชนไม่ยอมโค่นต้นยาง เพราะไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะให้รับการเยียวยาช่วยเหลือจากมาตรการดังกล่าวอย่างไรและยางกำลังให้ผลผลิต รัฐบาลจึงออกมาตรการทวงผืนป่าด้วยการโค่นยาง
ดังที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าปฏิบัติการเพื่อบังคับใช้กฎหมายต่อพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกปลูกยางพาราเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมาว่า
จากการรวบรวมข้อมูล ทั้งจากแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศและการเดินเท้าเข้าสำรวจในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศจนนำมาสู่การออกแผนปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าพบว่า มีการบุกรุกพื้นที่ป่าทั่วประเทศ รวม 62 จังหวัด โดยเฉพาะในภาคใต้พบการบุกรุกทุกจังหวัด พื้นที่ที่ถูกบุกรุกแล้วแผ้วถางปลูกยางพารา มีทั้งที่เป็นป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า วนอุทยานและเตรียมประกาศเป็นวนอุทยาน
“รัฐบาลไม่สามารถยอมให้เกิดพฤติกรรมละเมิดกฎหมาย เอาเปรียบประเทศและรังแกทรัพยากรที่ควรสงวนรักษาไว้ให้ลูกหลานแบบนี้ต่อไปได้ ในปีนี้มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติทวงคืนผืนป่า จำนวน 200,000 ไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้อีก 400,000 ไร่ โดยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ดำเนินการไปได้แล้วประมาณ 23,000 ไร่ ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคมนี้”
นี่คือ ความลักลั่นของนโยบายรัฐไทยที่นักการเมือง หน่วยงานราชการและรัฐบาลปัจจุบัน ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการสร้างผลงานจากยุครัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งสู่รัฐบาลรัฐประหารในปัจจุบัน
ข้ออ้างที่ว่าประเทศต้องการผืนป่าไว้ให้ลูกหลาน ต้องจัดการกับผู้บุกรุกรายใหญ่ ต้องไม่ให้คนจนได้รับผลกระทบ สุดท้าย หน่วยงานของรัฐก็กินรวบ ทั้งไล่ชุมชนออกจากป่าและผูกขาดอำนาจการจัดการ
นโยบายปลูกป่าที่สร้างหน้าสร้างตาให้ผู้มีอำนาจและนายทุนได้สร้างภาพรักสิ่งแวดล้อมทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา รัฐเคยศึกษาวิจัยไหมว่า ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมหรือไม่ ปลูกป่าสำเร็จหรือล้มเหลว
การที่รัฐออกนโยบายทวงผืนป่าแล้วชี้หน้ามาที่ชาวสวนยางเยี่ยงอาชญากรหรือข้าศึก แล้วระดมกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและท้องถิ่นเข้ากวาดล้าง นโยบายเช่นนี้เป็นธรรมต่อชาวสวนแล้วจริงหรือ
ถึงเวลาแล้วที่รัฐไทยต้องทบทวนนโยบายทวงผืนป่าด้วยการโค่นยางที่ไม่เป็นธรรมโดยเร็ว
-------------------------------------
หมายเหตุ พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “ชานชาลาประชาชน”
หนังสือแทบลอยด์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 21-27 มิถุนายน 2558
ขอบคุณภาพจาก www.thairath.co.th
ความคิดเห็นที่ 17
ความคิดเห็นที่ 43
1897669 เวลาจะเอาผิดฝ่ายตรงข้ามนี่ ฉลาดเป็นกรด
ถ้าคุณรู้จักใช้ตรรกะนี้ apply กับเรื่องอื่นๆ คงไม่อยู่ในกะลาแบบนี้
คุณ 2 มาตรฐานกับบางเรื่อง เฉพาะที่มันจะไม่บ่อนทำลายความเชื่อของคุณ
ผมเจอมาหลายคน เก่งแต่กับเสื้อแดง แต่พอฝ่ายตัวเอง
เหมือนกะคนไอคิวอนุบาลก็มิปาน
จะบอกอะไรให้ อาการแบบนี้ แถวบ้านผม (รวันดา)
เรียกว่า ."ถูกล้างสมองโดยสมบูรณ์"
กับเรื่องเพื่อไทย เสื้อแดง ทักษิณ ตรรกะฉลาดล้ำ
แต่พอเรื่องศาล รธน เรื่องนิติรัฐ นิติธรรมในสังคม ไบ้กันหมด
เพียงเพราะอยากเอาชนะนั่นเอง
ถ้าคุณรู้จักใช้ตรรกะนี้ apply กับเรื่องอื่นๆ คงไม่อยู่ในกะลาแบบนี้
คุณ 2 มาตรฐานกับบางเรื่อง เฉพาะที่มันจะไม่บ่อนทำลายความเชื่อของคุณ
ผมเจอมาหลายคน เก่งแต่กับเสื้อแดง แต่พอฝ่ายตัวเอง
เหมือนกะคนไอคิวอนุบาลก็มิปาน
จะบอกอะไรให้ อาการแบบนี้ แถวบ้านผม (รวันดา)
เรียกว่า ."ถูกล้างสมองโดยสมบูรณ์"
กับเรื่องเพื่อไทย เสื้อแดง ทักษิณ ตรรกะฉลาดล้ำ
แต่พอเรื่องศาล รธน เรื่องนิติรัฐ นิติธรรมในสังคม ไบ้กันหมด
เพียงเพราะอยากเอาชนะนั่นเอง
แสดงความคิดเห็น
✿ เรื่องทั้งหมดมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ...ขอพี่น้องชาวสวนยางอย่าได้ฆ่าตัวตายกันอีกเลย เราต้องผ่านมันไปให้ได้..
โปรดนึกถึงครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังด้วยเถอะครับ ลูกเมียท่านจะอยู่กันอย่างไร.. รอให้วิกฤตในครั้งนี้ผ่านไปให้ได้ก่อน
แม้ท่านจะเคยดูถูกพี่น้องภาคอีสาน จนทำให้เกิดการโต้เถียง ก่นด่ากัน แต่นั่นก็เป็นเพียงอารมณ์เพียงชั่ววูบ
ถึงแม้พวกเขาจะถูกท่านด่าว่า ว่าเป็น "ควายแดง", "ขี้ข้าทักษิณ" ซึ่งก็ต้องมีโกรธกันไปบ้าง
แต่พวกเขาก็ไม่อยากให้พวกท่านถึงกับต้อง "อัตตวินิบาต"
เพราะเราอย่างไรก็เป็น "คนไทย" ด้วยกัน ไม่ว่าจะรัก หรือ ชังกัน
เราก็ต้องอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ร่วมกันตลอดไป
โปรดหันกลับมารักกันเถอะนะ มาร่วมกันแก้ไขสิ่งผิดพลาดที่ผ่านๆ มากัน
ได้โปรด...
โปรดกด + สักนิด หากคิดว่ามีประโยชน์