ตอนที่ 1 >>> http://pantip.com/topic/34366768
ตอนที่ 2 >>> http://pantip.com/topic/34366827
ตอนที่ 3
‘ยามเมื่อสายตามิอาจจะมองเห็นสิ่งใด ความหวาดผวาในจิตใจนั้นไซร้จักยิ่งทวีคูณ’ วลีที่สุดแสนจะธรรมดา แต่สามารถใช้บรรยายถึงความรู้สึกนึกคิดของชายหนุ่มผู้ซึ่งต้องมนต์สะกดแห่งค ‘ยามเมื่อสายตามิอาจจะมองเห็นสิ่งใด ความหวาดผวาในจิตใจนั้นไซร้จักยิ่งทวีคูณ’ วลีที่สุดแสนจะธรรมดา แต่สามารถใช้บรรยายถึงความรู้สึกนึกคิดของชายหนุ่มผู้ซึ่งต้องมนต์สะกดแห่งความหวาดระแวงอยู่ภายใต้ห้องสี่เหลี่ยม ที่ไม่ว่าจะหันมองไปทางใดก็ไร้ซึ่งแสงสว่าง แม้นเสียงที่ร้องตะโกนออกมาของเขาอาจจะพอให้จินตภาพได้ถึงความวิตกภายในจิตใจ แต่ก็ไม่อาจจะเทียบเท่าวิญญาณที่กำลังมอดไหม้ด้วยไฟแห่งความหวาดกลัว
ภวังค์แห่งความผวาเข้าครอบงำชายหนุ่มได้ไม่ถึงเสี้ยววินาที บรรดาเครื่องปั่นไฟสำรองก็ต่างพากันส่งเสียงทำงานแทรกขึ้นมาในหมู่ผู้คนที่โหวกเหวก แสงสีทองนวลผ่องของหลอดไฟน้อยใหญ่ได้สาดส่องไปทั่วท้องทางเดิน เผยให้เห็นกลุ่มเงาของเจ้าหน้าที่ซึ่งต่างพากันวิ่งไปมาอย่างโกลาหล
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ!” น้ำเสียงที่ตื่นตระหนกโผล่พ้นขอบประตูเข้ามาด้วยสีหน้าที่ตื่นตูม ดวงตากลมโตสีเหลืองอ่อนของเธอจดจ้องไปยังใบหน้าของชายหนุ่มที่ซีดเซียว ซึ่งก็มีเพียงเสียงหอบหายใจอันสั่นรัวของเขาเท่านั้นที่เป็นดั่งคำตอบในข้อสงสัยที่เธอได้ถามไปเมื่อสักครู่
มันไม่จำเป็นต้องถามสิ่งใดอื่นอีก หลังจากที่พยาบาลสาวได้เห็นถึงสภาพของเท็นเดอร์ ไลน์ ซึ่งดวงตาที่เบิกโพรงพร้อมกับหยดเหงื่อที่ชุ่มช่ำไปทั่วทั้งใบหน้านั้นก็นับว่าเป็นคำตอบที่มากเพียงพอแล้วสำหรับเธอ ตอนนี้ทั้งปากกาและกระดาษรายงานได้ถูกนำมาไว้ยังมือข้างเดียวกันก่อนที่หญิงสาวจะเดินจ้ำอ้าวเข้ามายืนยังข้างเตียง พร้อมด้วยฝ่ามือที่ค่อยๆวางลงบนหน้าผากของชายหนุ่มอย่างทะนุถนอม
“อื้อหือ…ตัวคุณเย็นมากเลย” เสียงพึมพำหลุดออกมาก่อนที่มือข้างเดิมจะค่อยๆวาดไปยังแก้มของชายหนุ่มเพื่อลูบเอาเหงื่อที่มีอยู่เต็มใบหน้าของเขาให้ลดน้อยลงไป พร้อมด้วยมืออีกข้างที่วางข้าวของไว้ยังปลายเตียง เพราะเธอจเป็นต้องใช้มันเพื่อประคองตัวเขาให้ค่อยๆเอนตัวลงนอน
“อย่า…อย่าทิ้งผมไป…อยู่กับผมก่อน…อย่าปล่อยผมไว้คนเดียว” น้ำเสียงที่สั่นเครือผสมผสานกับลมหอบได้หลุดออกมาจากปากของเท็ด ดวงตาของเขายังคงเปิดกว้างมองจ้องมายังพยาบาลสาวซึ่งกำลงค่อยๆพยายามกดตัวเขาให้เอนลงนอนอย่างช้าๆ
“ได้ค่ะ ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น แต่ว่าตอนนี้คุณต้องใจเย็นๆลงก่อนนะคะ” คำพูดที่พยายามจะลดแรงสั่นสะเทือนของหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองศึกอยู่ภายในทรวงอกของชายหนุ่ม ดูเหมือนจะได้ผลอยู่พอสมควรเพราะมือที่ออกแรงกดอยู่บนบริเวณนั้น มันบ่งบอกได้ถึงการต่อต้านที่ลดน้อยลงไปพร้อมทั้งเสียงของลมหายใจที่ค่อยๆแผ่วเบาลงจนใกล้จะเป็นปกติ
“คุณห้ามทิ้งผมไปไหนนะ…ผมขอร้อง…อย่าปล่อยผมไว้คนเดียว” มือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของเท็ดรีบรุดขึ้นมาคว้ามือที่อ่อนนุ่มและเรียวเล็กของนางพยาบาลสาวเอาไว้จนแน่นหลังจากที่เธอสามารถดันตัวเขาให้ลงไปนอนได้สำเร็จ แต่ถึงกระนั้นคำอ้อนวอนซึ่งหลบซ่อนอยู่ในแววตาที่กำลังหวาดกลัวของเขาก็ทำให้เธอยังไม่สามารถก้าวออกไปจากที่ตรงนั้นได้ มืออีกข้างที่ไม่ได้โดนเหนี่ยวรั้งเอาไว้จึงถูกนำมาใช้ในการปลอบประโลมเพื่อพยายามให้อีกฝ่ายได้คลายความกังวลลง
“ฉันจะคอยดูแลคุณอยู่ตรงนี้เองค่ะ อย่ากังวลเลยนะคะนอนหลับพักผ่อนเถอะค่ะ” ไม่ว่าเพราะคำปฏิญาณที่มีในหน้าที่การงานหรืออาจเป็นความสงสารที่มีต่อคนไข้ ซึ่งไม่ว่าข้อไหนก็แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่ยากจะเห็นได้ในสังคมปัจจุบัน ภาพของหญิงสาวในชุดสีขาวซึ่งกำลังใช้มือข้างหนึ่งยืนลูบหัวของอีกฝ่ายอย่างช้าๆ ในขณะที่มืออีกข้างของเธอก็วางสัมผัสไว้ที่หน้าอกของชายหนุ่ม พลางเปรยคำพูดเบาๆเพื่อคลายความวิตกให้กับอีกฝ่าย ซึ่งมันถูกส่งออกมาพร้อมด้วยแววตาที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นห่วงเป็นใย
เพียงเวลาแค่ไม่นานตัวเท็ดก็ได้ด่ำดิ่งเข้าสู่ห่วงแห่งนิทรา อาจจะเพราะด้วยร่างกายที่อ่อนล้าซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับสภาวะตกตะลึงที่เมื่อหากใครเจอเข้าต่างก็ต้องหมดไฟ ช่างเป็นเหตุผลที่ใช้ได้ดีเมื่ออยากอธิบายว่าเหตุใดชายหนุ่มจึงหลับใหลลงไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ ปล่อยให้พยาบาลสาวที่คอยกล่อมทำได้แค่เพียงยืนดู ก่อนจะช่างใจว่าถึงเวลาที่เธอควรจะออกไปดูแลคนไข้รายอื่นได้แล้วหรือยัง
“เอ็มม่า คนไข้ห้องนี้มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า” เสียงที่ทุ่มใหญ่ของอีกสตรีดังขึ้นพร้อมใบหน้าอ้วนกลมที่มีรอยย่นขึ้นอยู่ประปราย เธอยืนโผล่พ้นขอบประตูออกมาเล็กน้อยพร้อมด้วยไฟฉายอันจิ๋วในมือที่ส่องตรงเข้ามายังอีกฝ่าย
“เขาปกติดีค่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง” เอ็มม่าตอบกลับไป
“แล้วทำไมถึงนานนักเล่า...เธอต้องไปตรวจห้องคนไข้ฝั่งนี้ทั้งหมดไม่ใช่หรือไง” หางเสียงที่ตวัดขึ้นสูงเล็กน้อยเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่พอใจต่อการทำงานของลูกน้องในแผนก ก่อนที่หล่อนจะค่อยๆชะเง้อหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองลึกเข้าไปยังชายหนุ่มที่นอนหลับอยู่บนเตียง
“แล้วสรุปเขาร้องทำไม”
“อ๋อ พอดีเขาฝันร้ายน่ะค่ะ แต่ตอนนี้อาการเขาดีขึ้นแล้ว” เธอตอบพลางหันไปมองดูเท็ดเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าที่เธอได้รายงานต่ออีกฝ่ายไปนั้นไม่มีอะไรผิดพลาด
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องไปตามคุณหมอฮิวส์ ส่วนเธอก็ไปตรวจห้องอื่นได้แล้ว จะทำอะไรก็อย่าให้มันชักช้าเกินไปนัก” คำตำหนิของหัวหน้าแผนกส่งผลให้เอ็มม่าทำได้แค่เพียงพยักหน้างึกงักก่อนจะรีบเก็บกระดาษรายงานและปากกาขึ้นมากอดไว้แนบอก แล้วรีบเดินจ้ำออกจากห้องไปโดยไม่ทันได้สังเกตถึงรอยเปียกบนพื้นพรมสีน้ำตาลอ่อนที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนมันเป็นเพียงแค่แอ่งน้ำที่เกิดขึ้นอย่างไร้สาเหตุ แต่บัดนี้มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นประโยคสั้นๆที่ถึงแม้ว่าจะเรียงตัวกันได้ไม่ค่อยสวยมากนัก แต่ก็พอจะสามารถจับใจความของมันได้ว่า ‘ฉันรอคุณอยู่’
รอยน้ำได้ค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆ โดยไม่ทิ้งไว้ซึ่งร่องรอยใดอื่นเสมือนว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ณ.จุดนี้ เหลือไว้เพียงพื้นพรมที่ว่างเปล่ากับความทรงจำที่น่าหวาดกลัวซึ่งตอนนี้มันได้ฝังตัวเองลงไปยังสมองที่สุดแสนจะสับสนของเท็นเดอร์ ไลน์
‘ตรู๊ดๆ…ตรู๊ดๆ’
“ฮัลโหล เบ็ตตี้พูดค่ะ” น้ำเสียงที่เล็กและใสอันเป็นเอกลักษณ์ของหญิงสาวพูดขึ้นพลางแนบโทรศัพท์ไว้ข้างหู พร้อมด้วยมือทั้งสองที่กำลังช่วยกันคนโยเกิร์ตรสธรรมชาติให้ผสมเข้ากันกับไอศครีมรสวานิลาในถ้วยเซรามิกสีเขียวใบใหญ่ ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่นักเมื่อเธอพยายามออกแรงกดทัพพีเข้ากับก้อนไอศครีมที่มันถูกแช่แข็งมาจนดีเกินไป เพราะเธอกดเท่าไหร่มันก็ไม่ยอมบี้แบนดั่งใจเธอเสียที
“ไงเบ็ตตี้ ผมไมค์นะ นี่ผมโทรมารบกวนคุณหรือเปล่า” คำทักทายที่ต่อท้ายมาด้วยประโยคคำถามเมื่อเขาได้ยินเสียงสิ่งของกระทบกันเล็ดลอดผ่านเข้ามา
“อ๋อ ไม่หรอกค่ะ พอดีฉันกำลังจัดการกับมื้อดึกอยู่น่ะค่ะ ฮ่าๆ คุยได้ไม่มีปัญหาคะ” เสียงหัวเราะเล็กน้อยที่ผสมมากับคำอธิบายมันสามารถใช้ได้ดีถ้าหากต้องการให้อีกฝ่ายไม่รู้สึกผิดกับเรื่องที่เขากำลังคิดอยู่
“ฮ่าๆ ไม่กลัวหุ่นเสียหรือไง ผลวิจัยส่วนใหญ่เขาก็บอกกันนะว่าทานอาหารตอนกลางคืนมันทำให้อ้วนน่ะ”
“นี่! คุณกำลังถามคำถามต้องห้ามกับผู้หญิงอยู่นะไมค์” แม้คำพูดนี้จะดูเหมือนประโยคต่อว่า แต่ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะจริงจังกับมันสักเท่าไหร่ เลยทำให้มันกลายเป็นเพียงแค่คำพูดเหน็บแนมเบาๆจากปากของหญิงสาวคนหนึ่งเท่านั้นเอง
“โอ...ผมขอโทษ เอ่อ คือผมไม่ได้ตั้งใจจะ...เอ่อ” จริงอยู่ที่ในใจขอเบ็ตตี้จะมองว่าคำพูดเมื่อสักครู่นี้ของเธอมันเป็นเพียงแค่การเหน็บแนมเชิงหยอกเล่นเล็กน้อย แต่อีกฝ่ายดันติดกับอย่างไม่น่าเชื่อซึ่งมันแสดงออกได้ชัดเจนจากคำขอโทษและคำพูดที่ดูเหมือนพยายามจะแก้ต่างเพียงแต่เจ้าตัวยังไม่สามารถจะหาเหตุผลใดมาอ้างแทนได้
“ฮ่าๆ คิดมากน่าไมค์ ฉันล่อคุณเล่นเฉยๆ แหม่คุณนี่ก็ทำเป็นเครียดไปได้ ว่าแต่คุณมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ” หญิงสาวรีบตัดบทเข้าประเด็นทันทีก่อนที่ทุกอย่างมันจะเลยเถิดไปมากกว่านี้
“อ๋อ พอดีผมจะถามว่าวันนี้คุณไม่ได้ไปเยี่ยมเท็ดมันหรือ” คำถามที่ออกจากปากของไมค์ทำให้บรรยากาศในการทำอาหารของเบ็ตตี้ต้องกร่อยลงแทบจะทันทีทันใด เมื่อภาพของเจสสิก้าศัตรูหัวใจดันลอยโผล่ขึ้นมาในความคิด ซึ่งก่อนหน้านี้มันเคยเป็นภาพของโยเกิร์ตผสมไอศครีมวานิลาแสนอร่อยของเธอ
“ไม่ได้ไปหรอก ทีแรกก็ว่าจะไปอยู่นะ แต่รถมันดันพัง! เสียก่อน” คำทิ้งท้ายประโยคที่เน้นเสียงพร้อมด้วยทัพพีที่บี้ลงไปยังไอศครีมอย่างสุดแรง ตบท้ายด้วยใบหน้าที่บูดบึ้ง ซึ่งมันกลายเป็นส่วนผสมของอารมณ์โกรธที่ช่างลงตัวเสียเหลือเกินสำหรับเบ็ตตี้ในตอนนี้
“คุณมีรถด้วยหรือเบ็ตตี้ ผมไม่ยักรู้” ข้อสงสัยแทบจะถูกส่งกลับมาทันทีที่ได้ยินคำอธิบายของหญิงสาว เพราะตั้งแต่ไมค์ได้รู้จักกับเบ็ตตี้มามันไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เขาจะเห็นว่าเธอสามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยรถของตัวเอง
“อ๋อ ฉันหมายถึงรถโดยสารน่ะ พอดีมีหมา! วิ่งตัดหน้ามาน่ะ” แม้จะตกใจเล็กน้อยที่คำโกหกของตัวเองไม่ค่อยเนียนในตอนแรก แต่เมื่อคิดหาข้อแก้ต่างมาอ้างได้หญิงสาวก็ไม่ลืมที่จะเน้นคำเพื่อความสะใจของตัวเอง เพราะในใจลึกๆแล้วตัวเธอนั้นรู้ดีว่าความหมายของสัตว์สี่ขาที่เธออ้างไปนั้นเธอกำลังหมายถึงใคร
“อืม...ผมก็แค่โทรมาถามดูเฉยๆน่ะ เพราะปกติจะเห็นคุณไปเยี่ยมเจ้าเท็ดมันทุกวันไง แต่ก็น่าเสียดายนะที่คุณไม่ได้ไปวันนี้”
“ทำไมหรอ” น้ำเสียงที่เรียบเฉยจนผิดปกติของเธอตอบกลับไป นั้นก็เพราะตัวเบ็ตตี้เองก็พอจะเดาคำตอบได้อยู่แล้วว่า สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะบอกคงเกี่ยวข้องกับเรื่องของเจสสิก้าซึ่งไปหาเท็ดที่โรงพยาบาลหรืออะไรเทือกนี้เป็นแน่แท้
“เท็ดมันฟื้นแล้วนะ”
“จริงหรือ!”
น้ำเสียงที่สูงปรี๊ดขึ้นมาพร้อมด้วยหน้าตาที่ตื่นตูม จนดูเหมือนเธอจะลืมไปแล้วว่าเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนตนได้ดูถูกคำตอบของอีกฝ่ายไว้ว่าอย่างไร
“แล้วคุณคิดว่าผมจะโกหกคุณให้ได้อะไรขึ้นมาล่ะ” รอยยิ้มน้อยๆของชายหนุ่มเผยออกมาหลังจากที่ได้ยินเสียงของฝ่ายตรงข้ามกำลังลิงโลดในคำตอบที่ได้ยิน
“ให้ตายเถอะ! นี่มันวิเศษไปเลย ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันต้องไปเยี่ยมเท็ดให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้วฉันขอไปนอนก่อนนะไมค์ อยากให้ถึงพรุ่งนี้ไวๆจัง ขอบคุณมากๆเลยที่มาบอกให้ฉันได้รู้ แค่นี้ก่อนนะ บ๊ายบายคะ” ชายหนุ่มได้แต่ยืนยิ้มค้างกับน้ำเสียงที่ตื่นเต้นของอีกฝ่าย จนตัวเขาเองสามารถนึกภาพตามได้หมดทุกอิริยาบถ
“ผมก็อยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆเหมือนกัน ไม่ได้เห็นหน้าคุณแค่วันเดียวเหมือนชีวิตผมมันมีอะไรบางอย่างขาดหายไป” ไมค์เปรยออกมาเบาๆพลางยืนมองดูภาพของหญิงสาวบนจอโทรศัพท์ของเขา เธอช่างน่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่งในสายตาของไมค์ รอยยิ้มของเธอในภาพมันช่างเป็นอะไรที่เขาสามารถมองดูได้ไม่มีเบื่อ ยิ่งมันอยู่คู่กับนัยน์ตาสีฟ้าของเธอด้วยแล้วมันยิ่งทำให้เขาร่วงหล่นลึกลงไปในห้วงแห่งความรักชนิดที่ไม่สามารถจะหยั่งถึงพื้นด้านล่างได้เลย
ซึ่งมันจริงหรือที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ‘การแอบรักใครสักคนนั้นมันทรมาน แต่การที่ได้รู้คนที่เราแอบรักเขาดันไปรักคนอื่น มันช่างทรมานเสียยิ่งกว่า’ เหตุไฉนเลยชายหนุ่มผู้นี้ถึงได้ยืนมองดูภาพของหญิงสาวที่ตนแอบหลงรักด้วยความสุขใจ แม้เธอคนนั้นจะมีใจให้กับชายอีกคนที่เป็นดั่งเพื่อนรักของตน เขาเลือกที่แบกรับมันไว้อย่างนั้นรึ หรือว่าเขาเลือกที่จะเก็บความรู้สึกเอาไว้ทั้งๆที่ภายในหัวใจมันโหยหา ซึ่งบางทีเขาก็อาจจะเลือกมองข้ามเรื่องราวที่ทำให้ตนช้ำใจแล้วมองเพียงพลังที่นำมันมาหล่อเลี้ยงให้หัวใจของเขาได้มีความสุข และมันก็คงไม่มีใครสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้นอกจากตัวของเขาเอง ซึ่งก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่สำคัญอะไรเลยสำหรับเขา เพราะตอนนี้เขารับรู้ไว้แค่ว่า เธอคือหัวใจของเขา เธอคือความรักทั้งหมดของเขา เธอคือชีวิตของเขา และที่สำคัญเธอคนนั้นคือ ‘เบ็ตตี้’
นิยายเรื่อง ดวงใจอาถรรพ์ : สัมผัสรักไร้โฉม (ตอนที่3)
ตอนที่ 2 >>> http://pantip.com/topic/34366827
ตอนที่ 3
‘ยามเมื่อสายตามิอาจจะมองเห็นสิ่งใด ความหวาดผวาในจิตใจนั้นไซร้จักยิ่งทวีคูณ’ วลีที่สุดแสนจะธรรมดา แต่สามารถใช้บรรยายถึงความรู้สึกนึกคิดของชายหนุ่มผู้ซึ่งต้องมนต์สะกดแห่งค ‘ยามเมื่อสายตามิอาจจะมองเห็นสิ่งใด ความหวาดผวาในจิตใจนั้นไซร้จักยิ่งทวีคูณ’ วลีที่สุดแสนจะธรรมดา แต่สามารถใช้บรรยายถึงความรู้สึกนึกคิดของชายหนุ่มผู้ซึ่งต้องมนต์สะกดแห่งความหวาดระแวงอยู่ภายใต้ห้องสี่เหลี่ยม ที่ไม่ว่าจะหันมองไปทางใดก็ไร้ซึ่งแสงสว่าง แม้นเสียงที่ร้องตะโกนออกมาของเขาอาจจะพอให้จินตภาพได้ถึงความวิตกภายในจิตใจ แต่ก็ไม่อาจจะเทียบเท่าวิญญาณที่กำลังมอดไหม้ด้วยไฟแห่งความหวาดกลัว
ภวังค์แห่งความผวาเข้าครอบงำชายหนุ่มได้ไม่ถึงเสี้ยววินาที บรรดาเครื่องปั่นไฟสำรองก็ต่างพากันส่งเสียงทำงานแทรกขึ้นมาในหมู่ผู้คนที่โหวกเหวก แสงสีทองนวลผ่องของหลอดไฟน้อยใหญ่ได้สาดส่องไปทั่วท้องทางเดิน เผยให้เห็นกลุ่มเงาของเจ้าหน้าที่ซึ่งต่างพากันวิ่งไปมาอย่างโกลาหล
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ!” น้ำเสียงที่ตื่นตระหนกโผล่พ้นขอบประตูเข้ามาด้วยสีหน้าที่ตื่นตูม ดวงตากลมโตสีเหลืองอ่อนของเธอจดจ้องไปยังใบหน้าของชายหนุ่มที่ซีดเซียว ซึ่งก็มีเพียงเสียงหอบหายใจอันสั่นรัวของเขาเท่านั้นที่เป็นดั่งคำตอบในข้อสงสัยที่เธอได้ถามไปเมื่อสักครู่
มันไม่จำเป็นต้องถามสิ่งใดอื่นอีก หลังจากที่พยาบาลสาวได้เห็นถึงสภาพของเท็นเดอร์ ไลน์ ซึ่งดวงตาที่เบิกโพรงพร้อมกับหยดเหงื่อที่ชุ่มช่ำไปทั่วทั้งใบหน้านั้นก็นับว่าเป็นคำตอบที่มากเพียงพอแล้วสำหรับเธอ ตอนนี้ทั้งปากกาและกระดาษรายงานได้ถูกนำมาไว้ยังมือข้างเดียวกันก่อนที่หญิงสาวจะเดินจ้ำอ้าวเข้ามายืนยังข้างเตียง พร้อมด้วยฝ่ามือที่ค่อยๆวางลงบนหน้าผากของชายหนุ่มอย่างทะนุถนอม
“อื้อหือ…ตัวคุณเย็นมากเลย” เสียงพึมพำหลุดออกมาก่อนที่มือข้างเดิมจะค่อยๆวาดไปยังแก้มของชายหนุ่มเพื่อลูบเอาเหงื่อที่มีอยู่เต็มใบหน้าของเขาให้ลดน้อยลงไป พร้อมด้วยมืออีกข้างที่วางข้าวของไว้ยังปลายเตียง เพราะเธอจเป็นต้องใช้มันเพื่อประคองตัวเขาให้ค่อยๆเอนตัวลงนอน
“อย่า…อย่าทิ้งผมไป…อยู่กับผมก่อน…อย่าปล่อยผมไว้คนเดียว” น้ำเสียงที่สั่นเครือผสมผสานกับลมหอบได้หลุดออกมาจากปากของเท็ด ดวงตาของเขายังคงเปิดกว้างมองจ้องมายังพยาบาลสาวซึ่งกำลงค่อยๆพยายามกดตัวเขาให้เอนลงนอนอย่างช้าๆ
“ได้ค่ะ ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น แต่ว่าตอนนี้คุณต้องใจเย็นๆลงก่อนนะคะ” คำพูดที่พยายามจะลดแรงสั่นสะเทือนของหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองศึกอยู่ภายในทรวงอกของชายหนุ่ม ดูเหมือนจะได้ผลอยู่พอสมควรเพราะมือที่ออกแรงกดอยู่บนบริเวณนั้น มันบ่งบอกได้ถึงการต่อต้านที่ลดน้อยลงไปพร้อมทั้งเสียงของลมหายใจที่ค่อยๆแผ่วเบาลงจนใกล้จะเป็นปกติ
“คุณห้ามทิ้งผมไปไหนนะ…ผมขอร้อง…อย่าปล่อยผมไว้คนเดียว” มือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของเท็ดรีบรุดขึ้นมาคว้ามือที่อ่อนนุ่มและเรียวเล็กของนางพยาบาลสาวเอาไว้จนแน่นหลังจากที่เธอสามารถดันตัวเขาให้ลงไปนอนได้สำเร็จ แต่ถึงกระนั้นคำอ้อนวอนซึ่งหลบซ่อนอยู่ในแววตาที่กำลังหวาดกลัวของเขาก็ทำให้เธอยังไม่สามารถก้าวออกไปจากที่ตรงนั้นได้ มืออีกข้างที่ไม่ได้โดนเหนี่ยวรั้งเอาไว้จึงถูกนำมาใช้ในการปลอบประโลมเพื่อพยายามให้อีกฝ่ายได้คลายความกังวลลง
“ฉันจะคอยดูแลคุณอยู่ตรงนี้เองค่ะ อย่ากังวลเลยนะคะนอนหลับพักผ่อนเถอะค่ะ” ไม่ว่าเพราะคำปฏิญาณที่มีในหน้าที่การงานหรืออาจเป็นความสงสารที่มีต่อคนไข้ ซึ่งไม่ว่าข้อไหนก็แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่ยากจะเห็นได้ในสังคมปัจจุบัน ภาพของหญิงสาวในชุดสีขาวซึ่งกำลังใช้มือข้างหนึ่งยืนลูบหัวของอีกฝ่ายอย่างช้าๆ ในขณะที่มืออีกข้างของเธอก็วางสัมผัสไว้ที่หน้าอกของชายหนุ่ม พลางเปรยคำพูดเบาๆเพื่อคลายความวิตกให้กับอีกฝ่าย ซึ่งมันถูกส่งออกมาพร้อมด้วยแววตาที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นห่วงเป็นใย
เพียงเวลาแค่ไม่นานตัวเท็ดก็ได้ด่ำดิ่งเข้าสู่ห่วงแห่งนิทรา อาจจะเพราะด้วยร่างกายที่อ่อนล้าซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับสภาวะตกตะลึงที่เมื่อหากใครเจอเข้าต่างก็ต้องหมดไฟ ช่างเป็นเหตุผลที่ใช้ได้ดีเมื่ออยากอธิบายว่าเหตุใดชายหนุ่มจึงหลับใหลลงไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ ปล่อยให้พยาบาลสาวที่คอยกล่อมทำได้แค่เพียงยืนดู ก่อนจะช่างใจว่าถึงเวลาที่เธอควรจะออกไปดูแลคนไข้รายอื่นได้แล้วหรือยัง
“เอ็มม่า คนไข้ห้องนี้มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า” เสียงที่ทุ่มใหญ่ของอีกสตรีดังขึ้นพร้อมใบหน้าอ้วนกลมที่มีรอยย่นขึ้นอยู่ประปราย เธอยืนโผล่พ้นขอบประตูออกมาเล็กน้อยพร้อมด้วยไฟฉายอันจิ๋วในมือที่ส่องตรงเข้ามายังอีกฝ่าย
“เขาปกติดีค่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง” เอ็มม่าตอบกลับไป
“แล้วทำไมถึงนานนักเล่า...เธอต้องไปตรวจห้องคนไข้ฝั่งนี้ทั้งหมดไม่ใช่หรือไง” หางเสียงที่ตวัดขึ้นสูงเล็กน้อยเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่พอใจต่อการทำงานของลูกน้องในแผนก ก่อนที่หล่อนจะค่อยๆชะเง้อหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองลึกเข้าไปยังชายหนุ่มที่นอนหลับอยู่บนเตียง
“แล้วสรุปเขาร้องทำไม”
“อ๋อ พอดีเขาฝันร้ายน่ะค่ะ แต่ตอนนี้อาการเขาดีขึ้นแล้ว” เธอตอบพลางหันไปมองดูเท็ดเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าที่เธอได้รายงานต่ออีกฝ่ายไปนั้นไม่มีอะไรผิดพลาด
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องไปตามคุณหมอฮิวส์ ส่วนเธอก็ไปตรวจห้องอื่นได้แล้ว จะทำอะไรก็อย่าให้มันชักช้าเกินไปนัก” คำตำหนิของหัวหน้าแผนกส่งผลให้เอ็มม่าทำได้แค่เพียงพยักหน้างึกงักก่อนจะรีบเก็บกระดาษรายงานและปากกาขึ้นมากอดไว้แนบอก แล้วรีบเดินจ้ำออกจากห้องไปโดยไม่ทันได้สังเกตถึงรอยเปียกบนพื้นพรมสีน้ำตาลอ่อนที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนมันเป็นเพียงแค่แอ่งน้ำที่เกิดขึ้นอย่างไร้สาเหตุ แต่บัดนี้มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นประโยคสั้นๆที่ถึงแม้ว่าจะเรียงตัวกันได้ไม่ค่อยสวยมากนัก แต่ก็พอจะสามารถจับใจความของมันได้ว่า ‘ฉันรอคุณอยู่’
รอยน้ำได้ค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆ โดยไม่ทิ้งไว้ซึ่งร่องรอยใดอื่นเสมือนว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ณ.จุดนี้ เหลือไว้เพียงพื้นพรมที่ว่างเปล่ากับความทรงจำที่น่าหวาดกลัวซึ่งตอนนี้มันได้ฝังตัวเองลงไปยังสมองที่สุดแสนจะสับสนของเท็นเดอร์ ไลน์
‘ตรู๊ดๆ…ตรู๊ดๆ’
“ฮัลโหล เบ็ตตี้พูดค่ะ” น้ำเสียงที่เล็กและใสอันเป็นเอกลักษณ์ของหญิงสาวพูดขึ้นพลางแนบโทรศัพท์ไว้ข้างหู พร้อมด้วยมือทั้งสองที่กำลังช่วยกันคนโยเกิร์ตรสธรรมชาติให้ผสมเข้ากันกับไอศครีมรสวานิลาในถ้วยเซรามิกสีเขียวใบใหญ่ ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่นักเมื่อเธอพยายามออกแรงกดทัพพีเข้ากับก้อนไอศครีมที่มันถูกแช่แข็งมาจนดีเกินไป เพราะเธอกดเท่าไหร่มันก็ไม่ยอมบี้แบนดั่งใจเธอเสียที
“ไงเบ็ตตี้ ผมไมค์นะ นี่ผมโทรมารบกวนคุณหรือเปล่า” คำทักทายที่ต่อท้ายมาด้วยประโยคคำถามเมื่อเขาได้ยินเสียงสิ่งของกระทบกันเล็ดลอดผ่านเข้ามา
“อ๋อ ไม่หรอกค่ะ พอดีฉันกำลังจัดการกับมื้อดึกอยู่น่ะค่ะ ฮ่าๆ คุยได้ไม่มีปัญหาคะ” เสียงหัวเราะเล็กน้อยที่ผสมมากับคำอธิบายมันสามารถใช้ได้ดีถ้าหากต้องการให้อีกฝ่ายไม่รู้สึกผิดกับเรื่องที่เขากำลังคิดอยู่
“ฮ่าๆ ไม่กลัวหุ่นเสียหรือไง ผลวิจัยส่วนใหญ่เขาก็บอกกันนะว่าทานอาหารตอนกลางคืนมันทำให้อ้วนน่ะ”
“นี่! คุณกำลังถามคำถามต้องห้ามกับผู้หญิงอยู่นะไมค์” แม้คำพูดนี้จะดูเหมือนประโยคต่อว่า แต่ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะจริงจังกับมันสักเท่าไหร่ เลยทำให้มันกลายเป็นเพียงแค่คำพูดเหน็บแนมเบาๆจากปากของหญิงสาวคนหนึ่งเท่านั้นเอง
“โอ...ผมขอโทษ เอ่อ คือผมไม่ได้ตั้งใจจะ...เอ่อ” จริงอยู่ที่ในใจขอเบ็ตตี้จะมองว่าคำพูดเมื่อสักครู่นี้ของเธอมันเป็นเพียงแค่การเหน็บแนมเชิงหยอกเล่นเล็กน้อย แต่อีกฝ่ายดันติดกับอย่างไม่น่าเชื่อซึ่งมันแสดงออกได้ชัดเจนจากคำขอโทษและคำพูดที่ดูเหมือนพยายามจะแก้ต่างเพียงแต่เจ้าตัวยังไม่สามารถจะหาเหตุผลใดมาอ้างแทนได้
“ฮ่าๆ คิดมากน่าไมค์ ฉันล่อคุณเล่นเฉยๆ แหม่คุณนี่ก็ทำเป็นเครียดไปได้ ว่าแต่คุณมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ” หญิงสาวรีบตัดบทเข้าประเด็นทันทีก่อนที่ทุกอย่างมันจะเลยเถิดไปมากกว่านี้
“อ๋อ พอดีผมจะถามว่าวันนี้คุณไม่ได้ไปเยี่ยมเท็ดมันหรือ” คำถามที่ออกจากปากของไมค์ทำให้บรรยากาศในการทำอาหารของเบ็ตตี้ต้องกร่อยลงแทบจะทันทีทันใด เมื่อภาพของเจสสิก้าศัตรูหัวใจดันลอยโผล่ขึ้นมาในความคิด ซึ่งก่อนหน้านี้มันเคยเป็นภาพของโยเกิร์ตผสมไอศครีมวานิลาแสนอร่อยของเธอ
“ไม่ได้ไปหรอก ทีแรกก็ว่าจะไปอยู่นะ แต่รถมันดันพัง! เสียก่อน” คำทิ้งท้ายประโยคที่เน้นเสียงพร้อมด้วยทัพพีที่บี้ลงไปยังไอศครีมอย่างสุดแรง ตบท้ายด้วยใบหน้าที่บูดบึ้ง ซึ่งมันกลายเป็นส่วนผสมของอารมณ์โกรธที่ช่างลงตัวเสียเหลือเกินสำหรับเบ็ตตี้ในตอนนี้
“คุณมีรถด้วยหรือเบ็ตตี้ ผมไม่ยักรู้” ข้อสงสัยแทบจะถูกส่งกลับมาทันทีที่ได้ยินคำอธิบายของหญิงสาว เพราะตั้งแต่ไมค์ได้รู้จักกับเบ็ตตี้มามันไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เขาจะเห็นว่าเธอสามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยรถของตัวเอง
“อ๋อ ฉันหมายถึงรถโดยสารน่ะ พอดีมีหมา! วิ่งตัดหน้ามาน่ะ” แม้จะตกใจเล็กน้อยที่คำโกหกของตัวเองไม่ค่อยเนียนในตอนแรก แต่เมื่อคิดหาข้อแก้ต่างมาอ้างได้หญิงสาวก็ไม่ลืมที่จะเน้นคำเพื่อความสะใจของตัวเอง เพราะในใจลึกๆแล้วตัวเธอนั้นรู้ดีว่าความหมายของสัตว์สี่ขาที่เธออ้างไปนั้นเธอกำลังหมายถึงใคร
“อืม...ผมก็แค่โทรมาถามดูเฉยๆน่ะ เพราะปกติจะเห็นคุณไปเยี่ยมเจ้าเท็ดมันทุกวันไง แต่ก็น่าเสียดายนะที่คุณไม่ได้ไปวันนี้”
“ทำไมหรอ” น้ำเสียงที่เรียบเฉยจนผิดปกติของเธอตอบกลับไป นั้นก็เพราะตัวเบ็ตตี้เองก็พอจะเดาคำตอบได้อยู่แล้วว่า สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะบอกคงเกี่ยวข้องกับเรื่องของเจสสิก้าซึ่งไปหาเท็ดที่โรงพยาบาลหรืออะไรเทือกนี้เป็นแน่แท้
“เท็ดมันฟื้นแล้วนะ”
“จริงหรือ!”
น้ำเสียงที่สูงปรี๊ดขึ้นมาพร้อมด้วยหน้าตาที่ตื่นตูม จนดูเหมือนเธอจะลืมไปแล้วว่าเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนตนได้ดูถูกคำตอบของอีกฝ่ายไว้ว่าอย่างไร
“แล้วคุณคิดว่าผมจะโกหกคุณให้ได้อะไรขึ้นมาล่ะ” รอยยิ้มน้อยๆของชายหนุ่มเผยออกมาหลังจากที่ได้ยินเสียงของฝ่ายตรงข้ามกำลังลิงโลดในคำตอบที่ได้ยิน
“ให้ตายเถอะ! นี่มันวิเศษไปเลย ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันต้องไปเยี่ยมเท็ดให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้วฉันขอไปนอนก่อนนะไมค์ อยากให้ถึงพรุ่งนี้ไวๆจัง ขอบคุณมากๆเลยที่มาบอกให้ฉันได้รู้ แค่นี้ก่อนนะ บ๊ายบายคะ” ชายหนุ่มได้แต่ยืนยิ้มค้างกับน้ำเสียงที่ตื่นเต้นของอีกฝ่าย จนตัวเขาเองสามารถนึกภาพตามได้หมดทุกอิริยาบถ
“ผมก็อยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆเหมือนกัน ไม่ได้เห็นหน้าคุณแค่วันเดียวเหมือนชีวิตผมมันมีอะไรบางอย่างขาดหายไป” ไมค์เปรยออกมาเบาๆพลางยืนมองดูภาพของหญิงสาวบนจอโทรศัพท์ของเขา เธอช่างน่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่งในสายตาของไมค์ รอยยิ้มของเธอในภาพมันช่างเป็นอะไรที่เขาสามารถมองดูได้ไม่มีเบื่อ ยิ่งมันอยู่คู่กับนัยน์ตาสีฟ้าของเธอด้วยแล้วมันยิ่งทำให้เขาร่วงหล่นลึกลงไปในห้วงแห่งความรักชนิดที่ไม่สามารถจะหยั่งถึงพื้นด้านล่างได้เลย
ซึ่งมันจริงหรือที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ‘การแอบรักใครสักคนนั้นมันทรมาน แต่การที่ได้รู้คนที่เราแอบรักเขาดันไปรักคนอื่น มันช่างทรมานเสียยิ่งกว่า’ เหตุไฉนเลยชายหนุ่มผู้นี้ถึงได้ยืนมองดูภาพของหญิงสาวที่ตนแอบหลงรักด้วยความสุขใจ แม้เธอคนนั้นจะมีใจให้กับชายอีกคนที่เป็นดั่งเพื่อนรักของตน เขาเลือกที่แบกรับมันไว้อย่างนั้นรึ หรือว่าเขาเลือกที่จะเก็บความรู้สึกเอาไว้ทั้งๆที่ภายในหัวใจมันโหยหา ซึ่งบางทีเขาก็อาจจะเลือกมองข้ามเรื่องราวที่ทำให้ตนช้ำใจแล้วมองเพียงพลังที่นำมันมาหล่อเลี้ยงให้หัวใจของเขาได้มีความสุข และมันก็คงไม่มีใครสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้นอกจากตัวของเขาเอง ซึ่งก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่สำคัญอะไรเลยสำหรับเขา เพราะตอนนี้เขารับรู้ไว้แค่ว่า เธอคือหัวใจของเขา เธอคือความรักทั้งหมดของเขา เธอคือชีวิตของเขา และที่สำคัญเธอคนนั้นคือ ‘เบ็ตตี้’