อธิบายทิศทางการทำมาหากิน ว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต พร้อมทางรอด (ยกตัวอย่าง ประเทศไทย) (ภาคที่ 1)

ผมเป็นคนคิดมากครับ พยายามคิดหาสาเหตุที่แท้จริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆรอบตัวบ่อยๆ สมัยที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย ครั้งหนึ่ง อาจารย์เคยพูดกับผมหลังจากที่ผมนำเสนอเรื่อง Blue Ocean Strategy ในคาบวิชาบริหารกลยุทธ์องค์กร แบบแปลกแหวกแนวไปไกลว่า คุณเป็นคนที่มีแนวคิดน่าสนใจ แต่เป็นการคิดแบบด่วนสรุป และอันตรายมาก ผมรับฟังในคำพูดอาจารย์และยอมรับในข้อนี้ แต่ผมก็เลิกคิดไม่ได้

หลังจากจบมหาวิทยาลัย โจทย์ใหม่ของผมขยับขยายไปใหญ่กว่าแค่การบริหารกลยุทธ์ขององค์กร โจทย์ใหม่ของผม คือ ผมอยากรู้อนาคตของการทำธุรกิจและทิศทางของการทำมาหากินที่โลกนี้กำลังหมุนไปสู่ หนังสือจำนวนหนึ่งที่ผมอ่านได้ให้ความเข้าในเรื่องนี้กับผมแต่เป็น scope ของโลก ซึ่งมันคงไม่มีประโยชน์ที่ผมจะเขียนกระทู้นี้ ถ้าผมไม่ได้โฟกัสลงมายังประเทศไทย โดยในที่นี่ ผมจะโฟกัสลงไปอีกถึงผลกระทบต่อคนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเรา ไม่ใช่พวกที่มีธุรกิจส่วนตัวที่บ้าน หรือถือหุ้นบริษัท มีสินทรัพย์เป็นหลักล้าน คนเหล่านี้ต่อให้โลกจะเปลี่ยนไปยังไง ก็ไม่ร้ายแรงถึงขนาดต้องตัดอวัยวะบางส่วนทิ้งไปเพื่อรักษาชีวิตหรอกครับ(อันนี้ เปรียบเทียบ) ล้มกี่ทีก็อยู่บนฟูก แค่เงินลดลงเท่านั้น

เนื้อหาด้านล่างต่อแต่นี้ไป คือ บทสรุปที่ผมคิดว่าเป็นคำอธิบายและคำตอบของโจทย์ข้อนี้ครับ โปรดใช้วิจารณญาณและคิดตามด้วยเหตุและผลนะครับ เพราะสิ่งที่ผมเขียนทั้งหมดนี้คงไม่ได้ถูกต้อง 100% อย่างไรก็ตามเจ้าของกระทู้พร้อมรับฟังความคิดเห็นและคำติชมครับ



มาเข้าใจทุนนิยม (Capitalism) กันก่อน



ผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะรู้อยู่แล้ว เอาเป็นว่าผมจะพูดสรุปๆละกันครับ

การทำ "ธุรกิจ" เป็นเพียงรูปแบบหนึ่ง ของการที่พวกเรา "ทำมาหากิน" บน ระบบทุนนิยม (Capitalism) ในปัจจุบัน
ในอดีต ตอนที่คำว่า "ธุรกิจ" ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน พวกเราก็ยังคง "ทำมาหากิน"
อนาคต อาจมีคำใหม่มาแทนที่คำว่า "ธุรกิจ" แต่สุดท้ายแล้ว เราก็ยัง "ทำมาหากิน" อาจจะบนระบบบางอย่างในอนาคต

มีหนทางมากมายในการ "ทำมาหากิน" ถ้า คนเราไม่คำนึงถึงคุณธรรม
ขอบคุณที่อย่างน้อยก็มี กฎหมาย ทุกคนเลย "ทำมาหากิน" ด้วยการ "ค้าขาย"
การค้าขาย คือ การที่ผู้ชื้อกับผู้ขาย แลกเปลี่ยน "คุณค่า" กับ "เงิน" ระหว่างกัน
"คุณค่า" ในที่นี่ สามารถเป็นได้หลายอย่าง แต่ถ้าจะอธิบายให้เห็นชัดที่สุด ก็คือ "สินค้า" หรือ "บริการ" นั่นแหละครับ

ไม่ว่าจะขายผักตามตลาด หรือ ขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด ก็เป็นธุรกิจได้ถ้าคุณขยายกิจการและพัฒนาระบบขึ้นมา
ใช่แล้วครับ เราสามารถกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า "ธุรกิจ" ก็คือ กิจการ "ค้าขาย" ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นเครื่องจักรนั่นแหละครับ


โดยสิ่งที่ชักใยระบบทุนนิยมไว้ ทำงานอย่างนี้ครับ

นักลงทุน ทั่วโลก โยกย้ายเงินทุนของตนเองไปร่วมทุนใน ธุรกิจ (บริษัท) ที่เขาคิดว่าสร้าง ผลตอบแทน ให้ตนเองคุ้มค่าที่สุด แล้วรอรับเงินปันผล พูดกันตรงๆก็คือ ระบบนี้ ทำให้คนกลุ่มนี้สามารถใช้เงินทำงานได้นั่นเอง

ประเทศ ทุกประเทศในโลกที่เล่นอยู่ในระบบทุนนิยม มีบทบาทหลักๆ คือ ทำยังไงก็ได้เพื่อ รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และ ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เพื่อ... อำนวยความสะดวกให้เหล่า บริษัท ดำเนิน ธุรกิจ ของตนเองได้อย่างมั่นคง (ถ้ามีปัญหานัก เดี๊ยวอเมริกาช่วยเคลียร์)

ธุรกิจ มีบทบาทหลักๆ คือ เป็นเครื่องจักรที่เติบโตและสร้างผลกำไรให้เจ้าของธุรกิจ พร้อมทั้ง ปันผลให้ นักลงทุน อย่างสม่ำเสมอ ผลพลอยได้ก็คือ มันช่วยสร้างการจ้างงาน ให้คนหาเช้ากินค่ำในประเทศนั้นๆมีงานทำ... ถ้าโชคร้าย ธุรกิจเจ๊ง เราก็ตกงาน ในขณะที่นักลงทุนก็ย้ายเงินไปบริษัทอื่นเรียบร้อยแล้วครับ


ถ้า ธุรกิจ ที่เราเห็นกันเต็มบ้านเต็มเมืองนี้ คือ เครื่องจักร ในการ ค้าขาย แล้วพวกเราทุกคนที่ทำงานเป็นลูกจ้างให้ ธุรกิจ เหล่านี้ ก็คงไม่ต่างจาก ฟันเฟือง หนึ่งในเครื่องจักร ที่พร้อมจะถอดเปลี่ยน โยนทิ้งได้เสมอตามความคุ้มค่านั่นแหละครับ



ทิศทางที่ AEC มุ่งไปสู่



การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น AEC ก็เช่นเดียวกัน แรงจูงใจเบื้องหลังก็ เพื่อ ลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกให้เหล่า บริษัท ดำเนิน ธุรกิจ ให้เติบโตได้ง่ายขึ้น...จริงเหรอครับ ? อาจจะไม่ใช่แค่นั้น

เมื่อเปิด AEC ธุรกิจขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์เต็มๆ จากทรัพยากรมหาศาลของตนเอง พร้อมทั้งความสะดวกในการขยายตลาดไปประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในทางกลับกันธุรกิจขนาดเล็กก็ต้องเจอกับการแข่งขันที่รุนแรงและอาจถูกธุรกิจขนาดใหญ่จากประเทศเพื่อนบ้านบดขยี้ได้ง่ายๆ

แรงงานที่มีความสามารถ ก็มีโอกาสโยกย้ายไปทำงานต่างประเทศ ที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ในทางกลับกัน แรงงานที่ด้อยฝีมือ แม้แต่บริษัทในประเทศตัวเองก็ยังไม่อยากจะจ้าง เพราะไปจ้างแรงงานต่างประเทศเก่งๆ ค่าแรงถูกกว่ามีถมเถไป


เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะเปิด AEC ไปทำไมครับ ? จริงๆมันก็เพื่อให้ ธุรกิจข้ามชาติ แข่งขันกันได้ง่ายขึ้นนั่นแหละครับ
การเปิด AEC มีคนได้ มีคนเสีย แต่มีคนอยู่แค่กลุ่มเดียวที่ได้เต็มๆ... นั่นก็คือ เหล่า นักลงทุน ทั่วโลกไงครับ กลุ่มคนที่กุมบังเหียนเหล่า บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ทุกๆบริษัท พระราชาที่แท้จริงของโลกในปัจจุบันนี้ แข่งกันเข้าไป ใครแพ้ ใครชนะ กูก็ได้อยู่ดี

ทีนี้เราจะทำอะไรได้ครับ เมื่อแรงงานต่างประเทศมาแย่งงานคนไทยจนตกงาน
จะอยู่เฉยๆ.. หรือจะพัฒนาความสามารถในการเป็น ฟันเฟือง ของตนเองมาแข่งขันกันต่อไปดี ?

ข่าวดี คือ โชคชะตาของพวกเราอาจจะไม่ได้มีเพียง 2 ทางเลือกครับ



ทิศทางที่ Digital Economy มุ่งไปสู่



ย่อหน้าด้านบน ผมได้อธิบายทิศทางการเปลี่ยนแปลงของระบบทุนนิยมแล้ว
ย่อหน้านี้ ผมจะอธิบายถึงอีกสิ่งที่เปรียบเสมือนคลื่นใต้น้ำ สร้างความเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลกซึ่งนับวันจะรุนแรงมากขึ้นๆเรื่อย นั่นก็คือ การแพร่กระจายของเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ต หรือที่รัฐบาลของเราเรียกมันว่า Digital Economy ครับ

ยกตัวอย่างง่ายที่สุด

ทุกวันนี้ เวลาผมจะซื้ออะไร ผมก็จะหาข้อมูลในเน็ต เพื่อดู review ของสินค้าตัวนั้น ก่อนจะเลือกซื้อสินค้าที่ดีที่สุดในราคาที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งผมเชื่อว่าพวกเราเกือบทุกคนก็มีพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า ไม่แตกต่างจากผมนัก
ที่สำคัญที่สุด คือ ทุกคนทำ และ ทุกคนบอกต่อๆกัน....

ถ้าทุกคนเข้าถึงข้อมูลและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเอง แล้วบริษัทที่ขายสินค้าธรรมดาๆทั่วไป ที่แข่งขันด้านราคา หรือ ความแตกต่าง ไม่ได้ จะอยู่รอดได้อย่างไร?

หรือ ถ้า ศิลปิน หรือ นักดนตรี สามารถแบ่งปันผลงานของตนเองฟรีๆ ผ่าน Youtube และสามารถอัดดนตรีขายเองได้ด้วยต้นทุนที่ไม่แพง แล้ว 'ค่ายเพลง' ยังจำเป็น อยู่มั้ย ?

หรือ ถ้าผมซื้อสินค้าใน อินเตอร์เน็ต ได้คุณภาพเทียบเท่าขึ้นไปแต่ราคาถูกกว่าที่ซื้อตาม 'ห้างสรรพสินค้า' หรือ 'ร้านสะดวกซื้อ' แล้ว 'คนกลาง' เหล่านี้ยังจำเป็น อยู่มั้ย ?


ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ถ้านับจากนี้เป็นต้นไปจะมีธุรกิจอีกหลายธุรกิจ บริษัทอีกหลายบริษัท ที่อาจต้องล้มลง และพวกเราก็ตกงานไป

และเมื่อสินค้าของตนเองขายไม่ค่อยออก ผนวกกับ การที่บริษัทเหล่านี้มีทางเลือกมากขึ้น ว่าจะใช้ระบบมาทำงานแทนคุณ หรือ รอ AEC เปิด แล้วจ้างแรงงานต่างชาติที่เก่งกว่าและค่าจ้างถูกกว่าเข้ามาทำงานแทนคุณ ก็ยิ่งมีโอกาสเพิ่มขึ้นที่บริษัทจะเลิกจ้างพวกเรา

เอาเป็นว่า ไม่ว่าทางไหน เราก็โดนอยู่ดี



ทางเลือกที่ 3



ถึงตอนนี้ผมว่าพวกเราเริ่มเห็นทิศทางของ การทำมาหากิน ในอนาคตกันคร่าวๆแล้ว และ หลายคนก็คงอยากจะเลือกทางเลือกที่ 3 ซึ่งก็คือการออกไปทำธุรกิจส่วนตัวอยู่แล้ว เพราะในยุคนี้การเริ่มต้นธุรกิจอะไรสักอย่างมันไม่ได้ยาก และแทบจะไม่มีต้นทุนเลย แต่จำไว้นะครับว่า คุณทำได้ ทุกคนก็ทำได้ กำแพงที่ปิดกั้นข้อมูลข่าวสารมันแทบจะไม่เหลือแล้ว นั่นหมายความว่า หาก ธุรกิจยอดเยี่ยม ผู้คนก็จะบอกต่อๆกันไปไม่รู้จบ แต่ถ้า คิดจะทำธุรกิจแบบทำไปวันๆให้ตัวเองรอด คนก็บอกต่อเช่นเดียวกัน และไม่นานนักหรอกที่ธุรกิจตัวนี้ จะต้องจบชีวิตลง

เพราะฉะนั้น ทางเดียวที่คุณจะอยู่รอดได้ อย่างยั่งยืน นับจากนี้เป็นต้นไป ไม่ใช่แค่การสร้างธุรกิจทั่วๆไปขึ้นมาเพื่อหาเงิน แต่เป็น การสร้างสิ่งที่ น่าทึ่ง ขึ้นมา บนโลกใบนี้ สร้าง คุณค่า จริงๆขึ้นมาก่อนจะนำมา ค้าขาย

อินเตอร์เน็ตไม่ได้แค่ช่วยให้เราติดต่อสื่อสารกันง่ายขึ้นอย่างเดียว การแสวงหาความรู้ก็ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน และนี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้าง คุณค่า ครับ



ภาคที่ 2 เสร็จแล้วนะครับ http://pantip.com/topic/33838143
"จากแรงจูงใจสุดท้ายของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ สู่ "ทฤษฎีแห่งการสร้างสรรค์" (ภาคที่ 2)"
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่