ทฤษฎีใหม่อธิบายว่า ทำไม “ไขมันพอกตับ” ถึงเป็นหนึ่งในสาเหตุของเบาหวาน

ในปี 2026 วงการแพทย์เริ่มมูฟออนจากความรู้เดิมที่ว่าเบาหวานเกิดจากการกินน้ำตาลเท่านั้น ไปสู่โรคที่ซับซ้อนจากระบบเผาผลาญรวนทั้งระบบ โดยเฉพาะกับจุดศูนย์กลางของระบบเผาผลาญทั้งมวลอย่าง "ตับ"
เมื่อก่อนเราอาจจำว่า ตับ คืออวัยวะที่ใช้กำจัดแอลกอฮอล์ แต่ตับก็ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดด้วย
ตามปกติเมื่อน้ำตาลในเลือดสูงจากการกิน อินซูลินจะสูงตาม และบอกให้ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ ตับเองก็จะได้รับสัญญาณนี้ และดูดน้ำตาลมาเก็บในรูปของ "ไกลโคเจน" แหล่งพลังงานสำรองที่อยู่ในตับ
เมื่อน้ำตาลในเลือดตก อินซูลินลดลง ตับจะค่อย ๆ สลายไกลโคเจนส่งกลับเข้ากระแสเลือด เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดพลังงาน
แต่เมื่อตับถูกไขมันพอก จะเกิดภาวะดื้ออินซูลินเหมือนอวัยวะอื่น ๆ โดยทำให้ตับหน้ามืดตามัว ไม่รู้ว่าน้ำตาลในเลือดสูงแค่ไหนแล้ว แทนที่จะดูดน้ำตาลเข้ามาผลิตไกลโคเจน กลับสลายไกลโคเจนปล่อยน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด และยังไปขุดโปรตีนและไขมันมาเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเติมเข้าไปเพิ่มอีก น้ำตาลในเลือดจึงสูงตลอดเวลา
ภาวะนี้เองที่ไปโอเวอร์โหลดตับอ่อนที่ผลิตอินซูลิน นอกจากจะต้องทำงานหนักขึ้น น้ำตาลในเลือดที่สูงตลอดเวลาทำให้ตับอ่อนมีไขมันพอกไปด้วย จนมันหยุดทำงาน และเกิดเป็นเบาหวาน หรืออาการที่น้ำตาลในเลือดสูงจนควบคุมไม่ได้
ผู้ที่เสนอทฤษฎีนี้คือนักวิทยาศาสตร์ชื่อ ดร.รอย เทเลอร์ ที่สังเกตว่าคนไข้เบาหวานของเขามักมีภาวะไขมันพอกตับร่วมด้วยเสมอ
และเขายังพบอีกว่า เมื่อคนไข้เหล่านี้ลดน้ำหนักลงอย่างน้อย 10 กก. คนไข้จำนวนมากเข้าสู่อาการเบาหวานสงบ และตับอ่อนกลับมาทำงานอีกครั้ง และบางรายสามารถหยุดยาได้เมื่อแพทย์สั่ง โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวานมายังไม่เกิน 6-10 ปี
จุดสำคัญก็คือ เทคนิคนี้สามารถใช้ได้กับทั้งคนไข้ที่อ้วนหรือมีน้ำหนักปกติ เพราะบางคนมีกรรมพันธุ์ที่ร่างกายจะเก็บไขมันในช่องท้องเยอะ ไขมันจึงพอกตับได้แม้มีน้ำหนักปกติ เป็นเบาหวานได้แม้ไม่อ้วน
การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าเบาหวานไม่ได้เกิดจากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโรคทางระบบเผาผลาญที่ซับซ้อน และมีความสัมพันธ์กับภาวะอ้วนลงพุง และนำไปสู่ DiRECT Trial หรือโปรแกรมลดน้ำหนักเพื่อรักษาเบาหวาน ที่เป็นการพลิกโฉมการรักษาเบาหวานในอังกฤษ
ปัจจุบันแนวทางนี้เริ่มถูกนำมาปรับใช้แล้วในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยก็เริ่มมีการนำไปใช้แล้วในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ลองสอบถามดูกันได้ ลุงหวังว่าจะมีคนไทยอีกมากสามารถคุมเบาหวานให้สงบ และกลับมาใช้ชีวิตปกติโดยหยุดยา หรือกินยาน้อยลงได้นะคร๊าบ
ที่มา : Jones Salad
ทำไม “ไขมันพอกตับ” ถึงเป็นหนึ่งในสาเหตุของเบาหวาน
ในปี 2026 วงการแพทย์เริ่มมูฟออนจากความรู้เดิมที่ว่าเบาหวานเกิดจากการกินน้ำตาลเท่านั้น ไปสู่โรคที่ซับซ้อนจากระบบเผาผลาญรวนทั้งระบบ โดยเฉพาะกับจุดศูนย์กลางของระบบเผาผลาญทั้งมวลอย่าง "ตับ"
เมื่อก่อนเราอาจจำว่า ตับ คืออวัยวะที่ใช้กำจัดแอลกอฮอล์ แต่ตับก็ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดด้วย
ตามปกติเมื่อน้ำตาลในเลือดสูงจากการกิน อินซูลินจะสูงตาม และบอกให้ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ ตับเองก็จะได้รับสัญญาณนี้ และดูดน้ำตาลมาเก็บในรูปของ "ไกลโคเจน" แหล่งพลังงานสำรองที่อยู่ในตับ
เมื่อน้ำตาลในเลือดตก อินซูลินลดลง ตับจะค่อย ๆ สลายไกลโคเจนส่งกลับเข้ากระแสเลือด เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดพลังงาน
แต่เมื่อตับถูกไขมันพอก จะเกิดภาวะดื้ออินซูลินเหมือนอวัยวะอื่น ๆ โดยทำให้ตับหน้ามืดตามัว ไม่รู้ว่าน้ำตาลในเลือดสูงแค่ไหนแล้ว แทนที่จะดูดน้ำตาลเข้ามาผลิตไกลโคเจน กลับสลายไกลโคเจนปล่อยน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด และยังไปขุดโปรตีนและไขมันมาเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเติมเข้าไปเพิ่มอีก น้ำตาลในเลือดจึงสูงตลอดเวลา
ภาวะนี้เองที่ไปโอเวอร์โหลดตับอ่อนที่ผลิตอินซูลิน นอกจากจะต้องทำงานหนักขึ้น น้ำตาลในเลือดที่สูงตลอดเวลาทำให้ตับอ่อนมีไขมันพอกไปด้วย จนมันหยุดทำงาน และเกิดเป็นเบาหวาน หรืออาการที่น้ำตาลในเลือดสูงจนควบคุมไม่ได้
ผู้ที่เสนอทฤษฎีนี้คือนักวิทยาศาสตร์ชื่อ ดร.รอย เทเลอร์ ที่สังเกตว่าคนไข้เบาหวานของเขามักมีภาวะไขมันพอกตับร่วมด้วยเสมอ
และเขายังพบอีกว่า เมื่อคนไข้เหล่านี้ลดน้ำหนักลงอย่างน้อย 10 กก. คนไข้จำนวนมากเข้าสู่อาการเบาหวานสงบ และตับอ่อนกลับมาทำงานอีกครั้ง และบางรายสามารถหยุดยาได้เมื่อแพทย์สั่ง โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวานมายังไม่เกิน 6-10 ปี
จุดสำคัญก็คือ เทคนิคนี้สามารถใช้ได้กับทั้งคนไข้ที่อ้วนหรือมีน้ำหนักปกติ เพราะบางคนมีกรรมพันธุ์ที่ร่างกายจะเก็บไขมันในช่องท้องเยอะ ไขมันจึงพอกตับได้แม้มีน้ำหนักปกติ เป็นเบาหวานได้แม้ไม่อ้วน
การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าเบาหวานไม่ได้เกิดจากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโรคทางระบบเผาผลาญที่ซับซ้อน และมีความสัมพันธ์กับภาวะอ้วนลงพุง และนำไปสู่ DiRECT Trial หรือโปรแกรมลดน้ำหนักเพื่อรักษาเบาหวาน ที่เป็นการพลิกโฉมการรักษาเบาหวานในอังกฤษ
ปัจจุบันแนวทางนี้เริ่มถูกนำมาปรับใช้แล้วในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยก็เริ่มมีการนำไปใช้แล้วในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ลองสอบถามดูกันได้ ลุงหวังว่าจะมีคนไทยอีกมากสามารถคุมเบาหวานให้สงบ และกลับมาใช้ชีวิตปกติโดยหยุดยา หรือกินยาน้อยลงได้นะคร๊าบ
ที่มา : Jones Salad