บันทึกความทรงจำ :: เที่ยวเชียงใหม่ครั้งแรก "จากออนไลน์ สู่โต๊ะปิ้งย่าง"



บันทึกความทรงจำ :: เที่ยวเชียงใหม่ครั้งแรก "จากออนไลน์ สู่โต๊ะปิ้งย่าง"


การเดินทางครั้งนี้ของฉันมันไม่ได้เริ่มขึ้นเพราะอยากเที่ยว... แต่มันเริ่มต้นจากความผิดหวังบางอย่างที่เข้ามาในชีวิตช่วงนั้น
ป็นความผิดหวังที่ไม่ได้รุนแรงจนโลกพังทลาย แต่ก็หนักพอที่จะทำให้รู้สึกอึดอัด และอยากอยู่กับตัวเองสักพัก
ฉันไม่ได้วางแผนว่าจะต้องไปที่ไหน ไม่ได้มีลิสต์ร้านอาหารที่ต้องไปกิน ไม่ได้มีสถานที่ที่ต้องไปเช็กอิน

แค่อยากออกไปที่ไหนสักแห่ง อยากนั่งรถไฟนาน ๆ อยากมองวิวผ่านหน้าต่างไปเรื่อย ๆ อยากปล่อยให้ร่างกายเหนื่อยล้าบ้าง
เผื่อว่าความเหนื่อยทางกายจะช่วยให้สมองที่วุ่นวายมาตลอดหลายสัปดาห์ได้เงียบลงบ้าง
สุดท้ายปลายทางที่เลือกคือ  "เชียงใหม่"  เมืองที่ไม่เคยไปมาก่อน และไม่รู้เลยว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่ได้มีแค่ภูเขา วัด หรือร้านกาแฟ
แต่มันจะกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่อบอุ่นที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

ทริปนี้มันเกิดขึ้นแบบกะทันหันมาก ไม่ได้วางแผนอะไรมากมาย ที่จริงไม่ได้ดูปฏิทินด้วยซ้ำว่าอาทิตย์นี้มีวันหยุดชดเชย
ฉันตัดสินใจจองตั๋วรถไฟกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่กดได้แค่ ตั๋วนั่ง ชั้น 3 ทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ จองโฮสเทลที่ราคาต่อคืนไม่ถึง 300 บาท
วางแผนมันตอนนั้นว่าจะไปเดินเล่นในเมืองเชียงใหม่ ไปวัดพระธาตุดอยสุเทพ และไปเดินขึ้นดอยขุนตาล... แค่นั้น
หลังจากคิดทบทวนอยู่ซักพัก ฉันตัดสินใจแคปรูปตั๋วรถไฟเข้าไปโพสต์ใน Discord ของกิลด์ที่เล่นเกมอยู่ แท็กหัวหน้ากิลด์ (ชื่อพี่เอ)
กับเพื่อนอีกคน (คุณต้นหลิว) ที่อยู่เชียงใหม่ คิดแค่ว่าเผื่อเพื่อนว่างตอนเย็นจะได้ไปกินข้าวด้วยกัน

...แต่เรื่องมันเริ่มไม่เป็นไปตามแผน เมื่อเพื่อนในกิลด์อีกคนที่อยู่กรุงเทพฯ บอกว่าจะไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วย (ที่จริงก็โดนเพื่อนที่เชียงใหม่ยุให้ไปนั่นแหละ) แถมเพื่อนอีกคนที่อยู่เชียงรายก็จะนั่งรถข้ามจังหวัดมาเจอกันอีก!

จากทริป “ลำพัง” ดูจะกลายเป็นทริป “รุงรัง” ไปซะแล้ว


29 พ.ค. 2569 : วันเดินทาง

เป็นวันที่แย่ตั้งแต่ตื่นนอน... "อาหารเป็นพิษ" ดีที่ไม่รุนแรงมาก
วันนี้ต้องเดินทางไปเชียงใหม่กับรถไฟเที่ยว 14.15 น. มีแวบหนึ่งที่คิดจะทิ้งตั๋วรถไฟ ทิ้งค่าที่พัก แล้วนอนพักไปซะ แต่ก็เสียดายที่จะไม่ได้เจอเพื่อน
ทริปปุ๊บปั๊บของเราครั้งนี้ มีเพื่อน ๆ ตั้งใจจะมาเจอกันอีกตั้ง 4 คนเลยนะ!

13.30 น. ฉันพาร่างพัง ๆ ของตัวเองสะพายเป้ 1 ใบ เพื่อไปยังจุดเริ่มต้นของการเดินทางแทบจะทุกทริป...สถานีรถไฟกรุงเทพอภิวัฒน์
ไม่มีรูปถ่ายสวย ๆ ที่แสดงว่าการเดินทางครั้งนี้ได้เริ่มขึ้นแล้ว ไม่มีคลิปวิดีโอบันทึกความทรงจำเก๋ ๆ ในมือมีแค่ขวดเกลือแร่ 1 ขวด
ฉันขึ้นไปนั่งบนรถไฟแล้วหลับตาลง ข้อความสุดท้ายที่คุยกับคุณหลิวที่ทักมาชวนว่า “ไม่ต้องไปขุนตาลไหม ไปเที่ยวแม่กำปองด้วยกันดีกว่า”
ฉันตอบกลับไปแค่ว่า “เดี๋ยวดูให้อีกทีนะ ว่าจะเปลี่ยนแผนได้ไหม”
แล้วหลังจากนั้น ฉันก็ทิ้งเพื่อน ทิ้งมือถือ ดิ่งเข้าสู่ความเงียบไปแบบนั้น...
รถไฟออกพ้นกรุงเทพไม่เท่าไหร่ ฝนก็ตกลงมาซะแล้ว

บนรถไฟชั้น 3 ตลอดทาง... ฉันไม่แม้แต่จะทักทายใคร ไม่ว่าจะเป็นคนนั่งข้าง ๆ หรือคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม แค่มองหน้าคนเหล่านั้นผ่าน ๆ
ในหัวนึกถึงคำพูดของ พี่ฮิว (ก็พี่ในกิลด์อีกนั่นแหละ) ที่เคยแนะนำว่า “ลองซื้อขนม ซื้อลูกอมติดมือขึ้นรถไฟไปสิ เอาไปผูกมิตร เผื่อได้คุยกับคนที่นั่งข้าง ๆ แก้เหงา” ...เอาไว้ครั้งหน้าที่สภาพร่างกายและจิตใจดีกว่านี้นะพี่... ตอนนี้ไม่ไหวจริง ๆ

30 พ.ค. 2569 : เชียงใหม่

04.30 น. | สวัสดีเชียงใหม่ครั้งแรก


รถไฟถึงเชียงใหม่เลทไปประมาณ 30 นาที นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันเดินทางมาถึงจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดที่เคยแอบสงสัยมาตลอดว่ามีอะไรดีนะ ทำไมทั้งคนไทยทั้งต่างชาติถึงดูจะหลงใหลจังหวัดนี้กันจัง
หลังจากล้างหน้าแปรงฟัน นั่งมองคนผ่านไปมาเพื่อรอเวลาออกไปหาข้าวเช้า อยู่ ๆ ฝนก็เทลงมาโครมใหญ่... แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะฉันยังไม่รู้เลยว่าจะไปไหน การนั่งรอให้ฝนหยุดตกตอนสาย ๆ ก็ไม่ได้เสียหายอะไรสำหรับทริปที่แทบจะไม่มีแพลนแบบนี้
       
มีที่ฝากกระเป๋านะ ทั้งของสถานีและตู้ฝากอัตโนมัติเลย

07.30 น. | กาดหลวง (ตลาดวโรรส)

ฉันเดินไปหยุดหน้าร้านปาท่องโก๋ที่ปั้นเป็นรูปไดโนเสาร์ชื่อดัง คนเต็มร้านและคิวข้างหน้าดูท่าจะรอนาน ด้วยความที่ไม่ได้กินอะไรตกถึงท้องมาเกือบวันเต็ม ๆ (จากอาการอาหารเป็นพิษที่เพิ่งจะดีขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน) ฉันเลยเปลี่ยนเป้าหมาย ดิ่งไปร้านข้าวต้มในตึกฝั่งตรงข้ามแทน
ระหว่างนั้น คุณต้นหลิว โทรมาบอกว่าฝั่งลำพูนที่เธอทำงานอยู่ฝนตกหนักมาก งานของเธอโดนแคนเซิล เลยจะมาเจอกันได้เร็วกว่าที่นัดไว้
“อย่าเพิ่งไปดอยสุเทพคนเดียวนะ รอคุณโบ๊ทมาถึงแล้วค่อยไปด้วยกัน” (นั่นไง... แพลนที่คิดไว้คร่าว ๆ เริ่มเปลี่ยนแล้วสิ)
    
ฝนตกปรอย ๆ ฉันกางร่มคันเก่งเดินช้า ๆ จากตลาดวโรรสเพื่อไปยังโฮสเทลที่จองไว้ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร อาจจะดูไกลสำหรับคนที่ไม่ชอบเดิน แต่สำหรับฉันที่มองว่าการเดิน 1-3 กิโลเมตรเป็นเรื่องธรรมดามาก และในเมื่อไม่มีอะไรให้ต้องรีบ การเดินช้า ๆ ไปพร้อมกับละอองฝนที่สาดเข้ามาเบา ๆ... มันก็ไม่ได้แย่นะ
   
ประตูท่าแพตอนในเช้าวันฝนตก อาจจะดูเหงาๆ ไปซักหน่อย

09.00 น. | รวมพลคนในกิลด์

หลังจากฝากกระเป๋าไว้ที่โฮสเทล ฉันก็โทรหา คุณโบ๊ท เพื่อนอีกคนที่นั่งรถบัสมาจากกรุงเทพฯ ตอนนี้เจ้าตัวถึงอาเขตเรียบร้อยแล้ว โดยมี พี่เอ
กำลังขับรถไปรับ ฉันเลยนัดทุกคนให้มาเจอฉันซะเลย
เชียงใหม่ขึ้นชื่อว่าคาเฟ่เยอะมากใช่ไหม? แต่คนไม่มีแพลนอย่างฉันกลับเดินเข้าร้านเงือกเขียว (Starbucks) แล้วส่งโลเคชั่นบอกทุกคนว่า “มาเจอกันที่สาขาประตูท่าแพนะ”
10 โมงกว่า ๆ ฉัน พี่เอ และคุณโบ๊ท มารวมตัวกันก่อน พวกเราสามคนเคยเจอกันที่กรุงเทพฯ เมื่อปีที่แล้ว เลยไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก ส่วนสมาชิกคนสุดท้าย... คุณต้นหลิว สาวสวยผมแดงที่วิ่งกระหืดกระหอบมาหน้าร้าน เห็นแวบแรกพวกเราก็จำเธอได้ทันทีจากรูปที่เห็นในไอจีบ่อย ๆ
ประโยคแรกที่ทักกันคือ เธอบอกว่าฉันปักหมุดร้านกาแฟผิด! ทำให้เธอขับรถวนหาอยู่นานมาก... เอ้า! กลายเป็นว่าคนเชียงใหม่เจ้าถิ่นสองคน (พี่เอกับคุณต้นหลิว) ไม่รู้ว่าตรงนี้มีสตาร์บั๊คซะงั้น! (ฮา)

:: คนต่างถิ่น 2 คน กับเจ้าถิ่นที่ไม่อยากไปวัด ::

เมื่อรวมตัวครบ...
คุณโบ๊ทผู้มาจากกรุงเทพฯ: ไม่รู้จะไปเที่ยวไหน
เจ้าถิ่นสองคน: หันมาถามฉันว่าจะไปไหน?
ฉัน: “ก็บอกแล้วว่าจะไปดอยสุเทพไง... ไม่ขับรถขึ้นก็นั่งรถแดง ไม่ก็ไปต่อคิวรถที่ประตูช้างเผือก”
คุณต้นหลิวรีบเบรกทันที: “นั่งรถแดงก็เมาหัวตายดิ!”

เข้าใจอารมณ์ไหม... คนเชียงใหม่สองคนคือไม่อยากไปวัดพระธาตุดอยสุเทพ แต่คนต่างถิ่นที่มาเชียงใหม่ครั้งแรกอย่างฉัน ยินยอมพร้อมใจว่ายังไงก็ต้องไปให้ได้! ด้วยความดื้อดึงของฉัน สุดท้าย คุณต้นหลิว สาวสวยสุดโหดของเรา ก็ยอมเป็นคนขับรถฝ่าทางโค้งพาเพื่อน ๆ ขึ้นดอยจนได้
ระหว่างทางในรถ พวกเราคุยกันเรื่อยเปื่อย ตั้งแต่เรื่องถนนหนทางที่พรุ่งนี้จะเป็นวันวิสาขบูชาและจะมีประเพณีเดินขึ้นดอย คุยไปถึงเรื่องเกม เพื่อนคนอื่น ๆ ในกิลด์ และชุดคอสตูมหมีแปลกประหลาดที่คุณต้นหลิวชอบมากในเกม... เรื่องไร้สาระพวกนี้แหละที่ช่วยละลายพฤติกรรม และทำให้ความอึดอัดของการเจอตัวจริงลดลงไปเยอะมาก

ฉันกับพี่เอ รู้จักกันมาสิบกว่าปีแล้ว เล่นเกมด้วยกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย มีช่วงหนึ่งที่ฉันหายไปเพราะหน้าที่การงาน ส่วนคุณโบ๊ทกับคุณต้นหลิว ฉันเพิ่งรู้จักได้ราว ๆ หนึ่งปี

แต่พวกเราคือคนที่พูดคุยผ่านโปรแกรมออนไลน์ (Discord) แทบจะทุกวัน... ร่วมมือกันจัดปาร์ตี้ไปลงคอนเทนต์โหด ๆ ในเกม, บ่นเรื่องที่ทำงาน, แชร์เรื่องราวชีวิต, แอบส่องโซเชียลกันและกัน

สำหรับฉัน... พวกเขาคือเพื่อนที่ฉันรู้สึกสนิทใจและสบายใจที่จะคุยด้วย มากกว่าคนในชีวิตจริงบางคนซะอีก ยิ้ม

11 โมงกว่า ๆ | ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพ

พวกเราขับรถขึ้นมาถึงข้างบน อาจจะเป็นเพราะฝนเพิ่งหยุดตกไป ยอดเขาตอนนั้นเลยถูกคลุมด้วยหมอกบาง ๆ ที่กำลังไหลผ่านไปเรื่อย ๆ สวยมาก
แต่ความหิวเหนือกฎทุกสิ่ง... พวกเราตั้งใจว่า “กินข้าวก่อนเถอะ แล้วค่อยไปเดินขึ้นบันไดนาค ไหว้พระ ถ่ายวิวทีหลัง” ปรากฏว่ากว่าจะกินเสร็จ เดินออกจากร้านมาอีกที... หมอกหายวับไปกับตา!
...เพราะแบบนี้สินะ ในชีวิตเราถึงไม่ควรรอเวลา T^T

การจะขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ มีทางเลือกสองทาง คือนั่งรถรางไฟฟ้า 20 บาท หรือเดินขึ้นบันไดนาค
แน่นอนว่าพวกเราเลือก... "เดิน" ด้วยเหตุผลจากคุณต้นหลิวที่บอกว่า “มาครั้งแรกต้องเดินขึ้นสิ!” ...จ้าาา แม่สาวผมแดง ไม่ได้ดูสังขารแต่ละคนในทีมเลย

และก็นั่นแหละ พอเดินลากสังขารขึ้นไปถึงข้างบนปุ๊บ ทุกคนพุ่งตัวไปนั่งพักเหนื่อยทันที นั่งเมาท์กันไฟแลบจนหายเหนื่อย แล้วอยู่ ๆ ก็สะดุ้งนึกขึ้นได้ว่า... “เออ... พวกเราขึ้นมานั่งคุยกันเฉย ๆ เหรอ? ไหว้พระล่ะ! ไปไหว้พระกันก่อนนนน!

ทริปนี้เราได้เดินเวียนเทียนรอบพระธาตุ ได้ลองเสี่ยงเซียมซีที่ใบทำนายอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ (คงเพราะตอนนั้นสมองเบลอ ๆ ไม่มีสติมั้ง พอตกเย็นมานั่งอ่านอีกทีก็ยังงงตัวเองอยู่เลยว่าตอนนั้นทำไมอ่านไม่รู้เรื่อง)

และที่ขาดไม่ได้คือ การไปยืนต่อคิวถ่ายรูปเช็กอินใบละ 100 บาท ที่เขาจะพิมพ์ภาพให้และแถมไฟล์รูปด้วย แก๊งคนบ้าอย่างพวกเราก็จัดกันไปเลย...
ซื้อกันคนละใบ (กลับมาคิดดูตอนนี้นะ... ทำไมพวกเราไม่แชร์ไฟล์กันวะคะ? ซื้อแยกทำไมทุกคน!)
จากนั้นก็แวะไปถ่ายรูปวิวเมืองเชียงใหม่นิดหน่อย แล้วก็ได้เวลากลับลงมาเช็กอินที่โฮสเทล
.
.
(ต่อเม้นข้างล่างค่า)
.
.

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่