จบใหม่กลับมาช่วยงานธุรกิจที่บ้านแต่ได้เงินน้อยขาดอิสระ

สวัสดีค่ะ ปัจจุบันอายุ 23 ปี เรียนจบด้านการโรงแรมฝึกงานได้ 6 เดือน และกลับมาทำงานกับที่บ้านได้ 1 ปี แล้วค่ะ
ขอเกริ่นก่อนว่าที่บ้านทำธุรกิจโรงแรมเล็กๆจำนวน 40 หลัง บนเนื้อที่ 30 ไร่ อยู่ที่ต่างจังหวัดค่อนข้างทุรกันดาร ไม่ใช่จังหวัดท่องเที่ยว แอบกระซิบว่ารายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดอยู่รั้งท้ายเป็นลำดับที่ 76 (ดีที่ยังไม่ใช่ที่โหล่😅)
ทำให้รายได้ของที่บ้านไม่ได้ใหญ่โตอู้ฟู่นัก แต่ก็พอมีพอกิน งานที่ทำก็ไม่ได้ยุ่งจนหัวหมุนหรือเครียดในทุกๆวัน แต่ปัญหาที่ทำให้คิดหนักว่าควรทำยังไงกับชีวิตต่อดี มีดังนี้
1. เป็นโรงแรมที่ดูแลโดยครอบครัว พนักงานน้อย ระบบการทำงานยุ่งเหยิง
ตารางชีวิตของเราคือทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจนถึงห้าโมงเย็น(ห้าโมงเย็นจะมีพนักงานกะกลางคืนมาเฝ้าต่อ) ไม่มีวันหยุด
หน้าที่หลักคือคอยรับลูกค้าที่จะมาเช็คอิน
อาจจะฟังเหมือนดูดี งานสบาย ไม่ต้องเดินทางไปทำงาน แถมหลังเลิกงานก็มีเวลาว่างเป็นของตัวเอง
แต่ความเป็นจริงคือ
ตั้งแต่รับลูกค้าเช็คอิน พาไปดูห้อง ห้องมีปัญหา น้ำไม่ไหล แอร์ไม่เย็น ทีวีดูไม่ได้ ไฟไม่ติด เราเป็นคนจัดการ
รับโทรศัพท์โรงแรม รับจองห้อง พูดคุยกับลูกค้า ดูแลเพจเฟซบุ๊ก ไลน์ tiktok ของโรงแรม คอยลงคอนเทนท์สม่ำเสมอ หน้าที่นี้ไม่มีพักสี่ห้าทุ่มก็ยังตอบลูกค้าอยู่ เราเป็นคนจัดการ
ลูกค้าทำสัญญารายเดือน โปรโมชั่นต่างๆ พยายามหาคอนเนคชั่นท้องถิ่น หาลูกค้ากรุ๊ปเพิ่ม หาพาร์ทเนอร์ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร รถรับจ้าง เราเป็นคนจัดการ
ทำบัญชีตรวจเงินรายวัน (ตัดรอบสามครั้งต่อวัน) บัญชีรายเดือนยอดจองยอดห้องพัก รายรับรายจ่ายของโรงแรม จ่ายเงินพนักงาน จัดการพนักงาน คุมงาน ขับรถเข้าเมืองซื้อของใช้ของโรงแรม
ในวันที่ห้องเต็มหรือห้องเยอะ ต้องไปช่วยแม่บ้านทำความสะอาดห้อง พร้อมกับวิ่งรับลูกค้าเช็คอินและคอยรับโทรศัพท์ด้วย ถ้าห้องไม่เยอะก็ต้องทำหน้าที่หลักและช่วยห้องซักรีดผ้าของโรงแรม ในบางวันต้องลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อแก้ไขปัญหาบางอย่างที่พนักงานไม่สามารถแก้ไขได้
งานติดต่อราชการ จ่ายภาษี ต่อใบอนุญาต ใบอนุญาตของแรงงาน งานเอกสาร เป็นเรารับผิดชอบทั้งหมด

2. งานบ้านและดูแลบุพการีก็ยังต้องทำ
เช้ามาต้องรีบตัดรอบออฟฟิศ บรีฟแม่บ้านว่ามีอะไรบ้าง แล้วไปช่วยแม่ทำกับข้าว (แม่เราทำกับข้าวอย่างน้อยวันละสองครั้ง) ตั้งโต๊ะ ล้างหม้อไหกระทะทุกอย่าง กินข้าวเสร็จต้องเก็บโต๊ะ เก็บจานพ่อแม่ที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะเฉยๆ ไปล้าง ระหว่างนี้ถ้ามีลูกค้ามาเราต้องทิ้งทุกอย่างมารับลูกค้า (ซึ่งระยะครัวกับออฟฟิศค่อนข้างไกลกันมากต้องขี่มอเตอร์ไซด์) เป็นอย่างนี้วนไปสามครั้งต่อวัน บางวันกว่าจะเสร็จจากการช่วยทำกับข้าวเก็บกวาดครัวก็ปาไปหนึ่งทุ่มสองทุ่ม เวลากินข้าวก็ต้องนั่งฟังเรื่องที่ไม่อยากฟัง
ส่วนระหว่างวันนอกจากทำงานเราต้องคอยดูว่าเค้าทำอะไร บางวันก็นึกอยากทำขนมที่ใช้เวลาสองชั่วโมง บางวันก็จะตัดกิ่งไม้ย้ายกระถางงานใช้แรง ถ้าไม่ไปช่วยก็จะโดนต่อว่า
วันไหนที่เราป่วยก็จะโดนถามซ้ำๆ ว่าเมื่อไหร่จะหายจะลุกไปทำงานได้ ทำงานทั้งๆที่ป่วยไม่ได้เหรอ ก็กินยาเอาสิ
บางครั้งเราขอหยุดไปเที่ยวบ้างก็จะโดนด่า ถึงจะดื้อจนได้ไปก็จะโดนโทรไปตามทุกวันอยู่ดีว่าให้รีบกลับ ไม่มีใครช่วยงาน(ไปสามวัน สี่เดือนไปที)
หนักสุดคือเค้าชอบบอกคนอื่นว่าเราไม่มีประโยชน์ วันๆไม่ทำอะไร นอนอยู่บ้านเฉยๆ ชอบบอกให้เราทำน้ำทำขนมขาย หัดทำนู่นทำนี่เยอะๆ (แต่เงินซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์ทุกอย่างเราเป็นคนจ่าย ซื้อทีหมด4-500)
และมีความคับข้องใจอีกมากมายที่ยังเล่าไม่หมด

3. ทำงานหนัก ไม่มีชีวิตของตัวเอง และไม่มีอนาคต
ทั้งหมดทั้งมวลที่ทำมา แม่ให้ค่าแรงเราเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งเราเป็นคนทำบัญชีทำให้รู้ว่าเงินที่เราได้คือ 5% ของกำไร(หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว) เท่านี้ไม่มีเพิ่มเติมอะไร แม่บ้านกับคนสวนได้เงินเดือนเยอะกว่าเรา เราเป็นคนที่เงินเดือนน้อยที่สุด เค้าบอกว่า กินอยู่ฟรี ค่าเดินทางก็ไม่ต้องเสีย จริงๆ เค้าไม่ต้องจ่ายเราสักบาทเลยก็ยังได้

4. เมื่อไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง ไฟในตัวจึงเริ่มมอด ขี้หงุดหงิดและกลายเป็นคนแบบที่ไม่อยากเป็น
เพราะชีวิตผูกติดกับงาน กระทั่งเวลานอนก็ไม่ใช่ของเรา ทนอยู่แบบนี้ได้ครบหนึ่งปีพอดี เราก็เริ่มกลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย สมาธิสั้น ไม่อยากทำอะไรเลย สมองไม่อยากคิดเรื่องงานแม้แต่วินาทีเดียว กลายเป็นคนแบบที่ตัวเองไม่ชอบแบบเต็มตัว แต่จะหนีไปไหนก็ไม่ได้ ทางเดียวที่หนีได้คือหนีออกจากบ้านไปหางานทำเอง และเรารู้สึกว่าตัวเราที่เป็นแบบนี้ไม่ส่งผลดีต่อธุรกิจ เจ้าของธุรกิจที่ไม่รักในธุรกิจตัวเองมันจะไปเจริญรุ่งเรืองได้ยังไง

เราพอจะมีเงินเก็บและเงินสำรองฉุกเฉิน เราสามารถเก็บของออกจากบ้านวันนี้เลยก็ได้ แต่ก็อดห่วงแม่ไม่ได้เพราะเค้าอายุเยอะแล้ว เพื่อนก็ไม่มี งานในโรงแรมก็ทำได้แต่ไม่เรียบร้อย (แม่เปิดโรงแรมช่วงเราอยู่ม.ต้น งานพวกนี้เราทำมาตั้งแต่เด็ก ส่วนมากเค้าจะดูแลสวน กลํบมาจากมหาลัยพบว่าระบบที่พยายามวางไว้ตั้งแต่ก่อนไปเรียนต่อแทบจะพังอยู่รอมร่อ)
เวลาที่เค้าบอกว่าเราอยู่บ้านไร้ประโยชน์ให้หาอะไรทำ เราก็บอกเค้าว่างั้นเราจะออกไปหางานทำเอง เค้าก็จะบอกว่าไม่ให้ไป ถ้าไปคือเนรคุณ ถ้าไปแล้วใครจะดูแลที่บ้าน เค้าว่าเค้าทำไม่ไหวหรอก ใจเราจะไปหลายรอบ แต่ก็นึกถึงช่วงเวลาที่เค้าลำบากทำงานหาเงินส่งเราเรียนตลอดสี่ปีที่เราเรียนมหาลัย
หรือเราต้องทนให้ครบสี่ปีเหรอ แต่ถึงเวลานั้นเราจะเป็นยังไง

เรากลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นคนจับจด ความกล้าพูดกล้าคิดกล้าทำจะหายไป ความคิดที่จะแสวงหาความก้าวหน้าและโอกาสจะหายไป กลายเป็นเหมือนท่อนไม้ทื่อๆ ที่โดนโซ่ล่ามให้ทำหน้าที่เดิมๆ ไปจนตาย

เราเหนื่อยมาก เริ่มเครียดจนช่วงหลังๆมาร้องไห้บ่อยขึ้น ขี้หงุดหงิดมากขึ้น ล่าสุดนี้เพิ่งขอลาไปเที่ยวมาสามวันแม้กระทั่งตอนเที่ยวอยู่ก็ไม่มีความสุขเลย พอกลับมาก็ยิ่งเศร้าหนักกว่าเดิม
อยากจะขอคำแนะนำว่าควรทำยังไงต่อดีคะ
เพี้ยนเพลีย

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่