ปิยบุตร มั่นใจก้าวไกล มีพรรคสำรองแล้ว ดึงสติคนจ้อง ซื้อส.ส.งูเห่า ยังไงก็ไร้ประโยชน์
https://www.matichon.co.th/politics/news_4661537
“ปิยบุตร” เข้าสภาในรอบหลายเดือน เตือน “สส.ก้าวไกล” ส่อเป็น “งูเห่า” จะเลือกอดีตหรืออนาคต ฝาก “คนให้กล้วย” คิดให้ดี หิ้วไปยังไงก็ไม่มีประโยชน์ เหตุเสียงครบ ย้ำการเปิดไต่สวนจะเป็นหลักประกันให้สองฝ่ายสู้เต็มที่ เชื่อ “ก้าวไกล” ตระเตรียมพรรคสำรองไว้แล้ว ลั่นประเทศนี้ยุบกันมาไม่รู้กี่พรรคต่อกี่พรรค
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ประชุมนัดแรก ในวาระการแต่งตั้งตำแหน่งใน กมธ. นาย
ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ในฐานะ กมธ. สัดส่วนพรรคก้าวไกล เดินทางมาประชุม พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนครั้งแรกในรอบหลายเดือน ถึงการรับตำแหน่ง กมธ.ว่า ในเรื่องของตำแหน่งยังไม่ทราบ ตนตั้งใจมาประชุม โดยการตอบรับการเป็น กมธ.ครั้งนี้ นาย
พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล เป็นคนชวน เนื่องจากคิดว่า ความรู้ของตนยังเป็นประโยชน์ในการทำงานด้านนิติบัญญัติ นอกจากประชุม กมธ.แล้ว ยังถือโอกาสมาเจอเพื่อนๆ ที่เป็นนักการเมือง ทั้งในพรรคก้าวไกล และต่างพรรค อย่างน้อยก็ได้มีโอกาสมาคุยกัน เรื่องบ้านเมือง รัฐธรรมนูญ รวมถึงนิรโทษกรรม
ส่วนจุดยืนเรื่องการออกเสียงทำประชามตินั้น นาย
ปิยบุตรกล่าวว่า กติกาเดิมค่อนข้างยาก ตนเข้าใจว่าการตั้ง กมธ.นี้มา ร่างของแต่ละพรรค และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ค่อยต่างกัน คือการปรับกลับมาใช้เสียงข้างมาก ใช้แค่คนกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิก็ถือว่าผ่านแล้ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการทำประชามติ กรณีเปิดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“
หากเป็นไปได้ แก้รอบนี้ทีเดียวเลยก็ดี เช่น เราเคยสังเกตมาแล้วว่าในการออกเสียงเลือกตั้งมีข้อบกพร่องอย่างไร ครั้งนี้จะทำหรือไม่ อย่างการออกเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า รวมถึงการให้มีผู้สังเกตการณ์ จะเติมเข้ามาหรือไม่ ไหนๆ แก้แล้ว อย่าไปแก้แค่ประเด็นเดียว แก้เรื่องอื่นให้สมบูรณ์ด้วยดีหรือไม่ ก็ต้องไปพูดคุยใน กมธ.” นาย
ปิยบุตรกล่าว
เมื่อถามว่า วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมคดียุบพรรคก้าวไกลในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ มีนัยยะอะไรหรือไม่ นายปิยบุตรกล่าวว่า เท่าที่ฟัง นาย
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญแถลงข่าว ก็ยืนยันว่า ภายในเดือน ก.ย. คงต้องตัดสินคดี ถือเป็นประโยชน์ต่อลูกความทั้งสองฝ่าย ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคก้าวไกล ก็ต้องต่อสู้อย่างเต็มที่ คดีนี้ถือเป็นคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคที่ประชาชนเลือกมา 14 ล้านเสียง เป็นอันดับ 1 ของประเทศ ดังนั้น ประชาชนจับตาทั้งในและต่างประเทศ การที่ศาลเปิดให้ไต่สวนอย่างเต็มที่ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นหลักประกันให้เห็นว่าศาลให้โอกาสทั้งสองฝ่ายสู้คดีอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่า คำตัดสินจะกระทบต่อพรรคก้าวไกลอย่างไร นาย
ปิยบุตรระบุว่า แกนนำของพรรคก็มีประสบการณ์มาตั้งแต่สมัยยุบพรรคอนาคตใหม่ แน่นอนว่าต้องสู้คดีอย่างเต็มที่ในทางกฎหมาย แต่ในทางการเมืองที่ต้องมีการตระเตรียมในอนาคต ก็คงเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่า ระหว่างนี้พรรคก้าวไกล คงไม่เสียสมาธิ ตั้งอกตั้งใจทำงานในฐานะ ส.ส. ส่วนพรรคสำรองนั้น นายปิยบุตรกล่าวว่า เป็นธรรมดา ประเทศนี้ยุบกันมาไม่รู้กี่พรรคต่อกี่พรรค แต่ละพรรคก็ต้องเตรียมเรื่องพวกนี้ไว้
เมื่อถามว่า ส.ส.จะอยู่กับพรรคหรือไม่ นาย
ปิยบุตรระบุว่า บริบทรอบนี้กับรอบที่แล้วต่างกัน รอบที่แล้ว เสียงของฝ่ายค้าน และรัฐบาลก้ำกึ่งมาก การดึง ส.ส.มีความสำคัญ แต่รอบนี้เสียงทิ้งห่าง และฝ่ายรัฐบาลคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดึง ส.ส.พรรคก้าวไกลไป รวมถึงกระแสของพรรคก้าวไกลก็สูงมาก บรรดา ส.ส.ของพรรคต้องคิดให้ดีว่า ถ้าย้ายพรรคแล้วจะทำอย่างไร ต่อให้รู้สึกไม่สบายใจ หรือมีใครมาเสนออะไรให้ก็ตาม แต่การอยู่พรรคก้าวไกลเป็นการอยู่เพื่ออนาคต ตนมีโอกาสพูดคุยกับ ส.ส.พรรคก้าวไกล ก็ถามว่า คุณจะเลือกข้างอดีตหรืออนาคต ถ้าคุณเลือกข้างอนาคต ทิศทางหลังจากนี้ ในการเลือกตั้งปี 2570 ยังมีความหวังอยู่
เมื่อถามว่า มีการปล่อยข่าวงูเห่าออกมาตลอด มองว่าคนปล่อยหวังผลอะไร นาย
ปิยบุตรกล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นเทศกาล เวลาพรรคการเมืองขนาดใหญ่ดูเหมือนจะถูกยุบในไม่ช้า ก็จะมีคนตั้งคำถามว่า จะมีการดึง ส.ส. จึงขอฝากคนที่อยากจะดึงไป “
ผมว่าไม่มีประโยชน์ เพราะเสียงคุณขาดลอยไปแล้ว ดึงไปก็ไม่มีประโยชน์ รัฐบาลก็มีเสถียรภาพเข้มแข็งดี”
เมื่อถามว่าหากตั้งพรรคใหม่ นโยบายแก้ไข ม.112 ควรจะนำไปหาเสียงด้วยหรือไม่ นาย
ปิยบุตรกล่าวว่า อยู่ที่กรรมการบริหารพรรคว่าคิดอ่านอย่างไร แต่ส่วนตัวต้องรอดูว่าความจำเป็นของการแก้ไขยังมีอยู่หรือไม่ พิจารณาเทียบกับความแนวความคิดของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะทำอะไรได้บ้าง แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับพรรคว่าจะมีความเห็นอย่างไร
'ชัชวาล ไทยสร้างไทย' ฟังเสียงสะท้อนชาวนา บ่น โครงการปุ๋ยคนละครึ่งไม่ตอบโจทย์
https://www.dailynews.co.th/news/3601080/
'ชัชวาล ไทยสร้างไทย' ฟังเสียงสะท้อนชาวนา บ่น โครงการปุ๋ยคนละครึ่งไม่ตอบโจทย์ หวังรัฐปัดฝุ่น นำโครงการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 กลับมาใช้ จี้ผู้มีอำนาจเร่งทบทวน ก่อนเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่
เมื่อวันที่ 3 ก.ค. นาย
ชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย ในฐานะกรรมาธิการการเกษตร สภาผู้แทนราษฎร รับฟังข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้อง โดยเฉพาะมาตรการในการช่วยเหลือพี่น้องชาวนาในฤดูกาลผลิตปี 2567/2568 โดยมีตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ เข้าให้ข้อมูล และเตรียมเข้าประชุมกรรมาธิการการเกษตรฯ
โดยภายหลังการพูดคุย นาย
ชัชวาล ให้ข้อมูลว่า ใกล้เข้าสู่ฤดูกาลผลิต ชาวนาหลายคนเตรียมการเพื่อปลูกข้าว จึงต้องการความชัดเจนว่าในปีนี้รัฐบาลจะมีมาตรการในการช่วยเหลือและดูแลพี่น้องชาวนาอย่างไรบ้าง มีความเหมือนหรือความแตกต่างจากปีที่ผ่านมาหรือไม่ เพราะจนถึงตอนนี้ ยังไม่เห็นความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว
นาย
ชัชวาล กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ซึ่งเคยเป็นโครงการที่ช่วยเหลือให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนระหว่างชะลอการขายข้าวโดยไม่ต้องเร่งขายข้าวเปลือกหรือโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกรและโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการค้าข้าว นาย
ชัชวาล กล่าวอีกว่า ที่สำคัญคือโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยสนับสนุนเงินให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าว ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ ซึ่งที่ผ่านมามาตรการดังกล่าว สามารถช่วยเหลือและเพิ่มสภาพคล่องให้พี่น้องชาวนาได้มากที่สุด จึงอยากขอความชัดเจนไปยังผู้มีอำนาจ ว่ามาตรการดังกล่าวจะยังมีอยู่หรือไม่ สำหรับโครงการปุ๋ยคนละครึ่งนั้น พี่น้องเกษตรกรต้องการทราบความชัดเจนเช่นกันว่า รัฐบาลจะช่วยเหลือค่าปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และสารชีวภัณฑ์ ให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกับกรมส่งเสริมการเกษตร ปีการผลิต 67/68 ตามพื้นที่ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนไว้ จำนวนครึ่งหนึ่งนั้น
นาย
ชัชวาล กล่าวว่า ต้องการสอบถามไปถึงผู้มีอำนาจว่า มาตรการเช่นนี้ชาวนาต้องมีทุนในการซื้อปุ๋ย แต่สถานการณ์ปัจจุบันพี่น้องชาวนาอยู่ด้วยความยากลำบาก ขาดสภาพคล่อง มาตรการดังกล่าวจึงไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น รัฐบาลจะมีการทบทวนและนำมาตรการ ช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งชาวนาจะได้ประโยชน์กว่ากลับมาใช้แทนได้หรือไม่
‘ธนาคารโลก’ ปรับลดจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 2.4% ห่วงหนี้สาธารณะเพิ่มสูง
https://www.dailynews.co.th/news/3601441/
ธนาคารโลก หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 2.4% เศรษฐกิจเจอท้าทาย 3 เรื่อง ห่วงหนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มสูง
วันที่ 3 ก.ค. นาย
เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทย (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยว่า เวิลด์แบงก์ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงเหลือ 2.4% จากประมาณการครั้งก่อน 2.8% โดยเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวได้จากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ขยายตัวต่อเนื่อง การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และภาคการส่งออก และในปี 68 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.8% จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการใช้จ่ายของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ตามงบประมาณปี 68
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเจอความท้าทาย 3 เรื่อง คือ เรื่องแรกการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อภาคการค้า ภาคบริการ และภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยมองว่าเศรษฐกิจโลกในปี 67 และปี 68 รวมถึงปีต่อไป ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน จากมาตรการกีดกันทางการค้า และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และจีน ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ได้ส่งผลถึงการค้า และการส่งออกของไทยค่อนข้างมาก
สำหรับอัตราเงินเฟ้อในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 0.7% โดยลดลงจากปีที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 1.3% และเป็นระดับต่ำที่สุดในภูมิภาค ซึ่งมีสาเหตุจากราคาอาหารและพลังงานที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างช้า โดยอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 1.1% ได้ในปี 68 ซึ่งมองว่าเป็นความท้าทายของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ต้องดูแลเรื่องเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงยังมีปัจจัยกดดันจากโครงการเงินดิจิทัลที่ยังไม่รู้จะเริ่มเมื่อไร ซึ่งโครงการนี้ มีผลกับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอาจจะทำให้เป็นประเด็นที่ยากในการดำเนินนโยบายการเงิน
ขณะที่เรื่องที่ 2 ความท้าทายเรื่องภาคการคลัง ต้องยอมรับว่าการลงทุนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ในช่วงหลังโควิด-19 การลงทุนของไทยติดลบค่อนข้างมาก ส่วนหนี้สาธารณะตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาอยู่ที่ 64% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันจากรายจ่ายเพื่อดูแลสังคม แต่ภาพรวมก็ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ 70% ของจีดีพี แต่ยอมรับว่าทิศทางของหนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เป็นประเด็นที่น่าห่วงและต้องจับตาดู
ขณะที่เรื่องที่ 3 ความท้าทายเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะปานกลาง โดยมองว่าไทยมีการลงทุนเพิ่มขึ้น และมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพผ่านการเพิ่มคุณภาพทางการศึกษา สาธารณสุข และเพิ่มศักยภาพแรงงาน ซึ่งจะส่งผลให้คนย้ายเข้าไปสู่งานที่มีมูลค่าเพิ่มและมีรายได้ดีขึ้น และนโยบายการคลังจะต้องตอบโจทย์สังคมสูงอายุ แต่ยังมีพื้นที่ทำการคลังที่เพียงพอจะรักษาเสถียรภาพไม่ให้หนี้สาธารณะสูงเกินไป โดยมุ่งเน้นการทำนโยบายการคลังแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มคนยากจน กลุ่มผู้สูงอายุ หากทำนโยบายที่กว้าง จะส่งผลเสียต่อหนี้สาธารณะของประเทศ
ส่วนการพัฒนาเมืองรอง มองว่าในระยะยาว เมืองรองมีศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพของไทย กระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ และสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันได้ในระดับโลก โดยที่ผ่านมา การพัฒนาเมืองไทยจะมุ่งเน้นที่กรุงเทพฯ ในการเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ
ภัตตาคาร-ร้านอาหาร ระดมปัญหาร้อง นายกฯ เร่งกระตุ้นใช้จ่าย สู้ต้นทุนขยับ
https://www.matichon.co.th/economy/news_4661788
ภัตตาคาร-ร้านอาหาร ระดมปัญหาร้อง นายกฯ เร่งกระตุ้นใช้จ่าย สู้ต้นทุนขยับ
นาง
ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวถึงการปรับราคาผงชูรสว่า หากเทียบอัตราขึ้น 4% กับไซซ์ใหญ่ ไม่ได้สูงจนเป็นนัยยะต่อการปรับราคาอาหารปรุงสำเร็จ แต่ที่ผู้ประกอบการกังวลคือวัตถุดิบต่างๆ จากนี้จะทยอยกันปรับขึ้นราคา เมื่อรวมกันหลายๆ สินค้า ย่อมกระทบต่อต้นทุนปรุงอาหาร รวมกับตอนนี้จำนวนลูกค้ากับร้านอาหารทั่วไปยังขายไม่ได้มากนัก กำลังซื้อผู้บริโภคค่อนข้างน้อย อาจเรียกได้ว่าฝืด คนกินอาหารนอกบ้านก็จริง แต่การ
JJNY : 5in1 ปิยบุตรดึงสติ│ทสท.ฟังเสียงชาวนา│‘ธ.โลก’ลดจีดีพีไทย│ภัตตาคาร-ร้านอาหารร้อง นายกฯ│ศาลรัสเซียสั่งจำคุกหนุ่ม 19
https://www.matichon.co.th/politics/news_4661537
“ปิยบุตร” เข้าสภาในรอบหลายเดือน เตือน “สส.ก้าวไกล” ส่อเป็น “งูเห่า” จะเลือกอดีตหรืออนาคต ฝาก “คนให้กล้วย” คิดให้ดี หิ้วไปยังไงก็ไม่มีประโยชน์ เหตุเสียงครบ ย้ำการเปิดไต่สวนจะเป็นหลักประกันให้สองฝ่ายสู้เต็มที่ เชื่อ “ก้าวไกล” ตระเตรียมพรรคสำรองไว้แล้ว ลั่นประเทศนี้ยุบกันมาไม่รู้กี่พรรคต่อกี่พรรค
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ประชุมนัดแรก ในวาระการแต่งตั้งตำแหน่งใน กมธ. นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ในฐานะ กมธ. สัดส่วนพรรคก้าวไกล เดินทางมาประชุม พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนครั้งแรกในรอบหลายเดือน ถึงการรับตำแหน่ง กมธ.ว่า ในเรื่องของตำแหน่งยังไม่ทราบ ตนตั้งใจมาประชุม โดยการตอบรับการเป็น กมธ.ครั้งนี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล เป็นคนชวน เนื่องจากคิดว่า ความรู้ของตนยังเป็นประโยชน์ในการทำงานด้านนิติบัญญัติ นอกจากประชุม กมธ.แล้ว ยังถือโอกาสมาเจอเพื่อนๆ ที่เป็นนักการเมือง ทั้งในพรรคก้าวไกล และต่างพรรค อย่างน้อยก็ได้มีโอกาสมาคุยกัน เรื่องบ้านเมือง รัฐธรรมนูญ รวมถึงนิรโทษกรรม
ส่วนจุดยืนเรื่องการออกเสียงทำประชามตินั้น นายปิยบุตรกล่าวว่า กติกาเดิมค่อนข้างยาก ตนเข้าใจว่าการตั้ง กมธ.นี้มา ร่างของแต่ละพรรค และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ค่อยต่างกัน คือการปรับกลับมาใช้เสียงข้างมาก ใช้แค่คนกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิก็ถือว่าผ่านแล้ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการทำประชามติ กรณีเปิดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“หากเป็นไปได้ แก้รอบนี้ทีเดียวเลยก็ดี เช่น เราเคยสังเกตมาแล้วว่าในการออกเสียงเลือกตั้งมีข้อบกพร่องอย่างไร ครั้งนี้จะทำหรือไม่ อย่างการออกเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า รวมถึงการให้มีผู้สังเกตการณ์ จะเติมเข้ามาหรือไม่ ไหนๆ แก้แล้ว อย่าไปแก้แค่ประเด็นเดียว แก้เรื่องอื่นให้สมบูรณ์ด้วยดีหรือไม่ ก็ต้องไปพูดคุยใน กมธ.” นายปิยบุตรกล่าว
เมื่อถามว่า วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมคดียุบพรรคก้าวไกลในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ มีนัยยะอะไรหรือไม่ นายปิยบุตรกล่าวว่า เท่าที่ฟัง นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญแถลงข่าว ก็ยืนยันว่า ภายในเดือน ก.ย. คงต้องตัดสินคดี ถือเป็นประโยชน์ต่อลูกความทั้งสองฝ่าย ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคก้าวไกล ก็ต้องต่อสู้อย่างเต็มที่ คดีนี้ถือเป็นคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคที่ประชาชนเลือกมา 14 ล้านเสียง เป็นอันดับ 1 ของประเทศ ดังนั้น ประชาชนจับตาทั้งในและต่างประเทศ การที่ศาลเปิดให้ไต่สวนอย่างเต็มที่ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นหลักประกันให้เห็นว่าศาลให้โอกาสทั้งสองฝ่ายสู้คดีอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่า คำตัดสินจะกระทบต่อพรรคก้าวไกลอย่างไร นายปิยบุตรระบุว่า แกนนำของพรรคก็มีประสบการณ์มาตั้งแต่สมัยยุบพรรคอนาคตใหม่ แน่นอนว่าต้องสู้คดีอย่างเต็มที่ในทางกฎหมาย แต่ในทางการเมืองที่ต้องมีการตระเตรียมในอนาคต ก็คงเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่า ระหว่างนี้พรรคก้าวไกล คงไม่เสียสมาธิ ตั้งอกตั้งใจทำงานในฐานะ ส.ส. ส่วนพรรคสำรองนั้น นายปิยบุตรกล่าวว่า เป็นธรรมดา ประเทศนี้ยุบกันมาไม่รู้กี่พรรคต่อกี่พรรค แต่ละพรรคก็ต้องเตรียมเรื่องพวกนี้ไว้
เมื่อถามว่า ส.ส.จะอยู่กับพรรคหรือไม่ นายปิยบุตรระบุว่า บริบทรอบนี้กับรอบที่แล้วต่างกัน รอบที่แล้ว เสียงของฝ่ายค้าน และรัฐบาลก้ำกึ่งมาก การดึง ส.ส.มีความสำคัญ แต่รอบนี้เสียงทิ้งห่าง และฝ่ายรัฐบาลคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดึง ส.ส.พรรคก้าวไกลไป รวมถึงกระแสของพรรคก้าวไกลก็สูงมาก บรรดา ส.ส.ของพรรคต้องคิดให้ดีว่า ถ้าย้ายพรรคแล้วจะทำอย่างไร ต่อให้รู้สึกไม่สบายใจ หรือมีใครมาเสนออะไรให้ก็ตาม แต่การอยู่พรรคก้าวไกลเป็นการอยู่เพื่ออนาคต ตนมีโอกาสพูดคุยกับ ส.ส.พรรคก้าวไกล ก็ถามว่า คุณจะเลือกข้างอดีตหรืออนาคต ถ้าคุณเลือกข้างอนาคต ทิศทางหลังจากนี้ ในการเลือกตั้งปี 2570 ยังมีความหวังอยู่
เมื่อถามว่า มีการปล่อยข่าวงูเห่าออกมาตลอด มองว่าคนปล่อยหวังผลอะไร นายปิยบุตรกล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นเทศกาล เวลาพรรคการเมืองขนาดใหญ่ดูเหมือนจะถูกยุบในไม่ช้า ก็จะมีคนตั้งคำถามว่า จะมีการดึง ส.ส. จึงขอฝากคนที่อยากจะดึงไป “ผมว่าไม่มีประโยชน์ เพราะเสียงคุณขาดลอยไปแล้ว ดึงไปก็ไม่มีประโยชน์ รัฐบาลก็มีเสถียรภาพเข้มแข็งดี”
เมื่อถามว่าหากตั้งพรรคใหม่ นโยบายแก้ไข ม.112 ควรจะนำไปหาเสียงด้วยหรือไม่ นายปิยบุตรกล่าวว่า อยู่ที่กรรมการบริหารพรรคว่าคิดอ่านอย่างไร แต่ส่วนตัวต้องรอดูว่าความจำเป็นของการแก้ไขยังมีอยู่หรือไม่ พิจารณาเทียบกับความแนวความคิดของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะทำอะไรได้บ้าง แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับพรรคว่าจะมีความเห็นอย่างไร
'ชัชวาล ไทยสร้างไทย' ฟังเสียงสะท้อนชาวนา บ่น โครงการปุ๋ยคนละครึ่งไม่ตอบโจทย์
https://www.dailynews.co.th/news/3601080/
'ชัชวาล ไทยสร้างไทย' ฟังเสียงสะท้อนชาวนา บ่น โครงการปุ๋ยคนละครึ่งไม่ตอบโจทย์ หวังรัฐปัดฝุ่น นำโครงการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 กลับมาใช้ จี้ผู้มีอำนาจเร่งทบทวน ก่อนเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่
เมื่อวันที่ 3 ก.ค. นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย ในฐานะกรรมาธิการการเกษตร สภาผู้แทนราษฎร รับฟังข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้อง โดยเฉพาะมาตรการในการช่วยเหลือพี่น้องชาวนาในฤดูกาลผลิตปี 2567/2568 โดยมีตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ เข้าให้ข้อมูล และเตรียมเข้าประชุมกรรมาธิการการเกษตรฯ
โดยภายหลังการพูดคุย นายชัชวาล ให้ข้อมูลว่า ใกล้เข้าสู่ฤดูกาลผลิต ชาวนาหลายคนเตรียมการเพื่อปลูกข้าว จึงต้องการความชัดเจนว่าในปีนี้รัฐบาลจะมีมาตรการในการช่วยเหลือและดูแลพี่น้องชาวนาอย่างไรบ้าง มีความเหมือนหรือความแตกต่างจากปีที่ผ่านมาหรือไม่ เพราะจนถึงตอนนี้ ยังไม่เห็นความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว
นายชัชวาล กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ซึ่งเคยเป็นโครงการที่ช่วยเหลือให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนระหว่างชะลอการขายข้าวโดยไม่ต้องเร่งขายข้าวเปลือกหรือโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกรและโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการค้าข้าว นายชัชวาล กล่าวอีกว่า ที่สำคัญคือโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยสนับสนุนเงินให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าว ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ ซึ่งที่ผ่านมามาตรการดังกล่าว สามารถช่วยเหลือและเพิ่มสภาพคล่องให้พี่น้องชาวนาได้มากที่สุด จึงอยากขอความชัดเจนไปยังผู้มีอำนาจ ว่ามาตรการดังกล่าวจะยังมีอยู่หรือไม่ สำหรับโครงการปุ๋ยคนละครึ่งนั้น พี่น้องเกษตรกรต้องการทราบความชัดเจนเช่นกันว่า รัฐบาลจะช่วยเหลือค่าปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และสารชีวภัณฑ์ ให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกับกรมส่งเสริมการเกษตร ปีการผลิต 67/68 ตามพื้นที่ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนไว้ จำนวนครึ่งหนึ่งนั้น
นายชัชวาล กล่าวว่า ต้องการสอบถามไปถึงผู้มีอำนาจว่า มาตรการเช่นนี้ชาวนาต้องมีทุนในการซื้อปุ๋ย แต่สถานการณ์ปัจจุบันพี่น้องชาวนาอยู่ด้วยความยากลำบาก ขาดสภาพคล่อง มาตรการดังกล่าวจึงไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น รัฐบาลจะมีการทบทวนและนำมาตรการ ช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งชาวนาจะได้ประโยชน์กว่ากลับมาใช้แทนได้หรือไม่
‘ธนาคารโลก’ ปรับลดจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 2.4% ห่วงหนี้สาธารณะเพิ่มสูง
https://www.dailynews.co.th/news/3601441/
ธนาคารโลก หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 2.4% เศรษฐกิจเจอท้าทาย 3 เรื่อง ห่วงหนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มสูง
วันที่ 3 ก.ค. นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทย (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยว่า เวิลด์แบงก์ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงเหลือ 2.4% จากประมาณการครั้งก่อน 2.8% โดยเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวได้จากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ขยายตัวต่อเนื่อง การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และภาคการส่งออก และในปี 68 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.8% จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการใช้จ่ายของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ตามงบประมาณปี 68
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเจอความท้าทาย 3 เรื่อง คือ เรื่องแรกการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อภาคการค้า ภาคบริการ และภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยมองว่าเศรษฐกิจโลกในปี 67 และปี 68 รวมถึงปีต่อไป ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน จากมาตรการกีดกันทางการค้า และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และจีน ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ได้ส่งผลถึงการค้า และการส่งออกของไทยค่อนข้างมาก
สำหรับอัตราเงินเฟ้อในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 0.7% โดยลดลงจากปีที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 1.3% และเป็นระดับต่ำที่สุดในภูมิภาค ซึ่งมีสาเหตุจากราคาอาหารและพลังงานที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างช้า โดยอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 1.1% ได้ในปี 68 ซึ่งมองว่าเป็นความท้าทายของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ต้องดูแลเรื่องเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงยังมีปัจจัยกดดันจากโครงการเงินดิจิทัลที่ยังไม่รู้จะเริ่มเมื่อไร ซึ่งโครงการนี้ มีผลกับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอาจจะทำให้เป็นประเด็นที่ยากในการดำเนินนโยบายการเงิน
ขณะที่เรื่องที่ 2 ความท้าทายเรื่องภาคการคลัง ต้องยอมรับว่าการลงทุนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ในช่วงหลังโควิด-19 การลงทุนของไทยติดลบค่อนข้างมาก ส่วนหนี้สาธารณะตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาอยู่ที่ 64% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันจากรายจ่ายเพื่อดูแลสังคม แต่ภาพรวมก็ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ 70% ของจีดีพี แต่ยอมรับว่าทิศทางของหนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เป็นประเด็นที่น่าห่วงและต้องจับตาดู
ขณะที่เรื่องที่ 3 ความท้าทายเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะปานกลาง โดยมองว่าไทยมีการลงทุนเพิ่มขึ้น และมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพผ่านการเพิ่มคุณภาพทางการศึกษา สาธารณสุข และเพิ่มศักยภาพแรงงาน ซึ่งจะส่งผลให้คนย้ายเข้าไปสู่งานที่มีมูลค่าเพิ่มและมีรายได้ดีขึ้น และนโยบายการคลังจะต้องตอบโจทย์สังคมสูงอายุ แต่ยังมีพื้นที่ทำการคลังที่เพียงพอจะรักษาเสถียรภาพไม่ให้หนี้สาธารณะสูงเกินไป โดยมุ่งเน้นการทำนโยบายการคลังแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มคนยากจน กลุ่มผู้สูงอายุ หากทำนโยบายที่กว้าง จะส่งผลเสียต่อหนี้สาธารณะของประเทศ
ส่วนการพัฒนาเมืองรอง มองว่าในระยะยาว เมืองรองมีศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพของไทย กระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ และสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันได้ในระดับโลก โดยที่ผ่านมา การพัฒนาเมืองไทยจะมุ่งเน้นที่กรุงเทพฯ ในการเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ
ภัตตาคาร-ร้านอาหาร ระดมปัญหาร้อง นายกฯ เร่งกระตุ้นใช้จ่าย สู้ต้นทุนขยับ
https://www.matichon.co.th/economy/news_4661788
ภัตตาคาร-ร้านอาหาร ระดมปัญหาร้อง นายกฯ เร่งกระตุ้นใช้จ่าย สู้ต้นทุนขยับ
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวถึงการปรับราคาผงชูรสว่า หากเทียบอัตราขึ้น 4% กับไซซ์ใหญ่ ไม่ได้สูงจนเป็นนัยยะต่อการปรับราคาอาหารปรุงสำเร็จ แต่ที่ผู้ประกอบการกังวลคือวัตถุดิบต่างๆ จากนี้จะทยอยกันปรับขึ้นราคา เมื่อรวมกันหลายๆ สินค้า ย่อมกระทบต่อต้นทุนปรุงอาหาร รวมกับตอนนี้จำนวนลูกค้ากับร้านอาหารทั่วไปยังขายไม่ได้มากนัก กำลังซื้อผู้บริโภคค่อนข้างน้อย อาจเรียกได้ว่าฝืด คนกินอาหารนอกบ้านก็จริง แต่การ