ว่าด้วยเรื่องฃองอักษรไทยสุโขทัย หรือว่าลายสือไทย ตอนที่ ๑

๏ ก่อนที่จะเข้าเรื่องหัวข้อหลัก ทางผมของทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า ทางผมไม่ใช่ฅนที่เป็นนักวิชาการหรืออาจารย์ที่ทำงานในด้านฃองจารึกศึกษาโดยเฉพาะ   ผมนั้นยังอยู่แค่ม. ๖ และเป็นเพียงผู้เรียบเรียงข้อมูลเท่านั้น    เพราะฉะนั้น ขอว่าอย่านำข้อมูลนี้ไปใช้ในการอ้างอิงในการทำรายงานหรือการบ้าน
ให้ถือว่ากระทู้นี้เหมือนกับเพื่อนที่มาเขียนสรุปเนื้อหาไว้ให้เข้าใจง่ายจะดีกว่า  หากท่านไหนสนใจศึกษาเพิ่มเติม ผมแปะแหล่งอ้างอิงไว้แล้วที่ท้ายกระทู้     ๚

              ถัดมา เรื่องที่ต้องขอแจ้งให้ทราบก่อน คือเรื่องของ"ศิลาจารึกหลักที่ ๑ จารึกพ่อฃุนรามคำแหง" ที่จะมีการกล่าวถึง ณ ที่นี้  เนื่องจากในช่วงเวลาที่
ผ่านมามีข้อเสนอจากทาง อ.พิริยะ ไกรฤกษ์ กับ อ.ไมเคิล วิคเคอรี ที่เสนอมาว่าจารึกหลักที่ ๑ นั้นเป็นจารึกที่ถูกทำฃึ้นใหม่และไม่ใช่หลักฐานร่วมสมัยกันกับในสมัยสุโขทัย     ผมจะยังไม่พูดถึงในประเด็นนี้นะครับ เพราะเนื้อหาเรื่องการโต้เถียงในทางวิชาการเรื่องนี้เนี่ยมันยาวมาก  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมจะขอกล่าวในมุมมองที่ว่า "ศิลาจารึกหลักที่ ๑" นี้เป็นหลักฐานร่วมสมัยกันกับในยุคฃองสุโขทัยก่อน  ขอให้ทุกท่านเข้าใจตรงกันนะครับ                                ๚

             หากทุกท่านเฃ้าใจตรงกันแล้ว ก็มาเฃ้าเรื่องอักษรไทยสุโขทัย หรือที่รู้จักกันว่าลายสือไทย ในหัวข้อแรกกันเลยดีกว่า

            


๏ มาเริ่มกันที่หัวข้อแรก อักษรที่มีมาก่อนลายสือไทย ๚ 
 อักษรที่ใช้กันอยู่ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบันนี้ หากไม่นับรวมอักษรโรมันที่มาภายหลัง ก็ล้วนได้ต้นแบบมาจากอักษรชุดเดียวกัน นั้นก็คืออักษรปัลลวะ ที่เป็นอักษรที่ใช้กันในประเทศอินเดียตอนใต้ในปัจจุบัน  โดยเจ้าอักษรนี้เริ่มปรากฏการใช้ในภูมิภาคนี้ ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๒ ( ราวพ.ศ. ๑,๐๐๑ - ๑,๒๐๐)  

             ภาพจาก"จารึกในประเทศไทย ฃอง ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
            ในช่วงแรก ๆ ก็ยังใช้เฃียนพวกภาษาที่ใช้ในพิธีกรรม อย่างภาษาปาฬีหรือสันสกฤต อะไรพวกนี้   เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มมีการนำอักษรเหล่านี้ไปใช้ในการเฃียนภาษาท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นภาษาปยู มอญโบราณ เขมรโบราณ เป็นต้น 
         พอเวลาผ่านไป อักษรปัลลวะที่เผยแผ่ไปในที่ต่าง ๆ ก็ค่อย ๆมีหน้าตาที่เปลี่ยนไปจากต้นฉบับ และมีพยัญชนะบางตัวก็อ่านออกเสียงไม่เหมือนกับต้นฉบับ  แต่ทั้งนี้ อักษรพวกนี้ก็ยังมีรูปแบบอักขรวิธีกับอักษรที่ยังคล้ายคลึงกับต้นแบบอยู่  หากว่านำตัวอักษรที่ใช้กันในปัจจุบัน มาลองเฃียนคำที่มาจากภาษาปาฬีหรือว่าสันสกฤต ก็จะเห็นความคล้ายคลึงกันมาก แม้ว่าคำอ่านจะต่างกันออกไปตามแต่ล่ะสำเนียงภาษา  

              เพื่อที่จะเข้าใจเรื่องฃองอักษรไทยสโขทัย ก็จำเป็นจะต้องทำความเฃ้าใจพวกอักษรที่มีใช้มาก่อน โดยต่อไปนี้ผมจะขอยกตัวอย่างเป็นอักษรเขมรมูลนะครับ เพราะว่ามันมีฟอนต์สำหรับคอมพิวเตอร์  
              ภายในระบบฃองอักษรที่มีใช้กันมาก่อนลายสือไทย ตัวพยัญชนะจะมีอย่างน้อย ๒ รูป คือตัวเต็ม และก็ตัวเชิง   หากให้เทียบตามความเฃ้าใจฃองฅนยุคปัจจุบัน ก็คงเหมือนตัวโรมันที่มีพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ (A,a)  แต่ว่าในระบบแบบนี้มันใช้คนล่ะแบบกันนะครับ  
            
              ตัวเต็มก็คืออักษรขนาดปกติที่พวกเราใช้กันอยู่นี้แหละครับ ส่วนตัวเชิงที่เป็นตัวที่ย่อขนาดหรือเปลี่ยนรูปลงมานั้น มีหน้าที่การใช้งาน ๒ ลักษณะใหญ่ ๆ
             อย่างแรก คือใช้กำกับตัวสะกด สอง คือใช้กำกับพยัญชนะต้นเป็นพยัญชนะควบกล้ำ
           ยกตัวอย่างวิธีการใช้ เช่น หากผมจะเฃียนคำว่า"สังฆะ" เผอิญว่าในระบบอักษรนี้ไม่มีไม้หันอากาศ หากต้องการจะให้ "ง งู"เป็นตัวสะกด ก็จะต้องนำตัวเชิงไปใส่ไว้ใต้ ง งู ซึ่งก็คือนำตัวเชิง ฆ ระฆัง ไปใส่  ทีนี้มันก็จะอ่านว่า "สัง"  ส่วน ฆ ระฆัง มันอยู่เดี่ยว ๆ จะเป็นเสียงสระอะ อ่านว่า"ฆะ"  รวมกันอ่านว่า"สังฆะ"


              ในกรณีที่ตัวที่เอาไปใส่เป็นตัวเชิงดันมีสระผสมอยู่ด้วย ในกรณีนี้จะไม่มีการเฃียนสระกับตัวเชิงนะครับ ถ้าทำอย่างนั้นมันจะเละ ดังนั้นก็เลยเฃียนสระไว้อยู่กับพวกตัวเต็มนี้แหละ ให้อ่านตัวเชิงผสมกับสระข้างบนมันก็จะลายตานิดหน่อย
          

             ในการเฃียนพวกพยัญชนะควบกล้ำนี้เอง ก็ใช้ตัวเชิงเหมือนกัน เพียงแค่เพียงนำตัวเชิงไม่ว่าจะเป็น น ม ร ล  ลฯล ไปผสมกับตัวเต็มก็จะกลายเป็นตัวควบแล้ว ในตัวฃอง ร เรือ พอเปลี่ยนเป็นตัวควบกล้ำจะไม่เฃียนเป็น ร เรือ ตัวจิ๋วแบบชาวบ้าน มันจะแปลงรุปเป็นตะขอเกาะแทน
              ลักษณะฃองการเฃียนตัวควบแบบนี้ยังคงมีใช้มาจนถึงปัจจุบัน  แม้แต่ในอักษรลาวยุคปัจจุบันก็มีตัว หฺล (ຫຼ) ที่ใช้ตัวเชิง ล ลิง อยู่ด้วย
              นี้ก็จะเป็นข้อมูลคราว ๆ ฃองอักขรวิธีฃองอักษรที่ใช้กันมาก่อนจะมีลายสือไทย  ทีนี้ก็ถึงคราวฃองหัวข้อหลักกันแล้ว นั้นก็คือเรื่องลายสือไทย

        กำเนิดลายสือไทย
            บริเวณพื้นที่ฃองประเทศไทย ณ ตอนนั้นก็ใช้อักษรอย่าง อักษรมอญโบราณและขอมโบราณ  ในการเฃียนหนังสือ  โดยพอมีกลุ่มฅนที่ใช้ภาษาไท เคลื่อนย้ายมา จึงเริ่มนำอักษรที่ใช้กันอยู่แล้วมาลองเฃียนภาษาไท
             แม้ว่าเรื่องลายสือไทยนี้จะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปในหมู่ฅนไทย แต่ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านจะต้องเคยมีข้องใจว่าหากมีอักษรใช้กันอยู่ แล้วพ่อฃุนราม
จะประดิษฐ์อักษรไทยฃึ้นมาทำไม ? หรือว่า ทำไมอักษรไทยในยุคหลังถึงไม่เฃียนสระกับพยัญชนะไว้บรรทัดเดียวกับพ่อฃุน ฯ ?

             พวกเราไปกันทีล่ะประเด็น เอาที่เรื่องแรกก่อน พ่อฃุนรามจะประดิษฐ์อักษรไทยฃึ้นมาทำไม ?
            หากว่าเป็นในอดีตมีการอธิบายเหตุผลว่าเป็นเรื่องฃองการสร้างเอกลักษณ์ให้กับชาติบ้าง หรือว่าต้องการให้มีฐานะทัดเทียมกับบ้านเมืองอื่น ๆ บ้าง
เรื่องพวกนี้เป็นการอธิบายในมุมมองแบบรัฐชาติ และฃาดมุมมองในหลาย ๆ แง่  เพราะ สาเหตุในการประดิษฐ์ตัวอักษรเป็นเรื่องฃองการใช้งาน  นั้นก็เพราะว่า
ตัวอักษรที่ใช้มาก่อนนั้น"ฃาดรูปเสียง"ในการเฃียนภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็นพยัญชนะ สระรวมถึงวรรณยุกต์  ในขณะที่ภาษามอญโบราณหรือเขมรโบราณไม่มีปัญหานี้  แต่ภาษาไทมีหน่วยเสียงที่เกินจากตัวที่มีเยอะมาก
            ไม่ว่าจะเป็น ฃ* ฅ* ด(รวมฎ) บ ฝ ฟ*
             อือ แอะ แอ ออ เอีย เอือ อัว เออ และใอ* รวมถึงวรรณยุกต์ ที่บรรดาอักษรที่ได้ต้นแบบจากอักษรปัลลวะไม่มีเสียงพวกนี้
 *ในอดีตออกเสียงคนล่ะแบบกับปัจจุบัน
           

            ดังนั้นเองการจะแก้ไขเรื่องนี้ก็คือ การเพิ่มรูปอักษรเข้าไปใช้ไหมล่ะครับ  แต่ว่านอกจากการเพิ่มรูปอักษรแล้ว ในยุคสมัยฃองพ่อฃุนรามคำแหงก็ได้มี"การออกแบบอักษรและอักขรวิธีแบบใหม่" อย่างการนำตัวพยัญชนะของอักษรมอญโบราณและขอมโบราณ มาลดเส้นขีดให้เฃียนง่ายฃึ้น 
            บางตัวที่มันหันไปคนล่ะทิศล่ะทาง ก็จับหันไปทางเดียวกัน
         
            ในขณะที่บางตัวก็จับเปลี่ยนรูปไปจากเดิมบ้างก็มี
            
             บางตัวก็ไม่รู้ว่าได้ต้นแบบมาจากตัวอักษรใด
            ทางด้านฃองอักขรวิธีเอง ที่การนำสระมาไว้บรรทัดเดียวกันกับพยัญชนะ เปลี่ยนรูปแบบการเฃียนคำควบกล้ำ  แต่ว่าอักขรวิธีในยุคนี้ที่สำคัญต่อพัฒนาในยุคหลังมาจนถึงปัจจุบัน นั้นคือ"การยกเลิกการใช้ตัวเชิงที่กล่าวมาฃ้างต้น มาใช้ตัวเต็มอย่างเดียว"   เพิ่มรูปวรรณยุกต์เอก โท
            จึงได้ออกมาเป็นอักษรไทยสุโขทัยอย่างที่เราจะเห็นในศิลาจารึกหลักที่ ๑ นี้เอง
 
           

แหล่งอ้างอิง         
จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ,“จากลายสือไทยสู่อักษรไทย”,พิมพ์ครั้งแรก,กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๑
อิงอร สุพันธุ์วนิช, วิวัฒนาการอักษรและอักขรวิธีไทย, พิมพ์ครั้งแรก,กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๗
เทิม มีเต็ม, “อักษรไทยโบราณ”,ใน แบบเรียนหนังสือภาษาโบราณ, เทียมสิทธิ์ หลวงสุภา และคณะ,บรรณาธิการ ( นครปฐม : บริษัทรุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๔๓ ),หน้า ๕๓-๗๖
ยอร์ช เซเดส์, “ตำนานอักษรไทย ฉบับของ กรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ”,โครงการพัฒนาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ๒๕๐๔
 
     
           
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่