🇹🇭💛มาลาริน💛🇹🇭26ก.ย.ไทยแถลงแผนบริหารจัดการโควิดหลัง1ต.ค./ป่วย319คน หาย1,145คน เสียชีวิต8คน/ซีอีโอไฟเซอร์ติดโควิดอีก



https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1028844

เพี้ยนแคปเจอร์สธ.แถลงแผนบริหารจัดการ 'โควิด' หลัง1 ต.ค. มาตรการดูแล รักษา การฉีดวัคซีน
26 กันยายน 2565 เวลา 14:07 น.


 
26 ก.ย. 2565- ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และนพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แถลงข่าวการป้องกันควบคุมโรคโควิด 19 ของกระทรวงสาธารณสุข หลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน – ยุบ ศบค.

นายอนุทินกล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ทั่วโลกรวมทั้งไทย กำลังกลับเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงปกติ มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในระดับต่ำมาก ภาพรวมมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมาก ส่วนประเทศไทยถือว่าประสบผลสำเร็จในการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด 19 จนได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกและประชาคมโลก มีอัตราป่วยและเสียชีวิตระดับต่ำ ขณะที่ประชาชนมากกว่าร้อยละ 92 มีภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนถึง 143.16 ล้านโดส และบางส่วนมีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยในช่วงเดือนกันยายนนี้ มีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลและผู้เสียชีวิตลดลงมาก รวมถึงมีอาการไม่รุนแรง ดังนั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านจึงได้เซ็นประกาศยกเลิก “โควิด 19” เป็นโรคติดต่ออันตราย และปรับเป็น “โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง” ตามคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีผลในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป ซึ่งที่ประชุม ศบค.เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ได้เห็นชอบยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งแห่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหมด มีผลวันที่ 30 กันยายนนี้ และให้หน่วยงานต่างๆ นำมาตรการตามกฎหมายเข้ามาแก้ไขปัญหาตามปกติ

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขมี พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เป็นเครื่องมือหลักในการบริหารสถานการณ์ในระยะถัดไป โดยมีกลไกทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่ ซึ่งอาจมีการปรับลดระดับความเข้มข้นของมาตรการตามสถานการณ์ เพื่อให้สังคมและเศรษฐกิจประเทศเดินหน้าต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังจัดทำแผนปฏิบัติการควบคุมโรคโควิด 19 รองรับการเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เป็นกรอบการดำเนินงานให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป ยืนยันว่า ภายใต้กลไกของ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ยังสามารถบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนแผนได้ต่อเนื่อง โดยไม่กระทบสิทธิของประชาชน และรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้ยั่งยืนต่อไปได้


 
“เป็นที่น่ายินดีว่า ประเทศไทยเป็นเป้าหมายการเดินทางของชาวต่างชาติเป็นอันดับต้นๆ หลังเปิดให้มีการเข้าออกประเทศได้ตามปกติ มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาวันละ 5-6 หมื่นคน หรือเดือนละ 1 ล้านคนเศษ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกมากในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในระบบการแพทย์และสาธารณสุขของไทยอย่างมาก เป็นโอกาสของการเติบโตด้าน Medical tourism และการเป็น Medical hub ในภูมิภาค สร้างรายได้ให้ประเทศตามนโยบาย Health for Wealth” นายอนุทินกล่าว
 

นพ.สุระ กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีโรงพยาบาลในสังกัด 900 กว่าแห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อีกกว่า 9,000 แห่ง มีบุคลากรทางการแพทย์กว่า 4 แสนคน จึงมีความพร้อมที่จะการดูแลผู้ป่วยโควิด 19 โดยมีเตียงผู้ป่วย 73,000 เตียง ขณะนี้มีผู้ป่วยโควิดนอนรักษา 4,800 คนคิดเป็น 6% เป็นการครองเตียงระดับ 2.1 และระดับ 1 คือ กลุ่มอาการไม่รุนแรง ประมาณ 90% ส่วนยารักษา ขณะนี้มียาฟาวิพิราเวียร์คงเหลือ 5.6 ล้านเม็ด ใช้เฉลี่ย 5.8 หมื่นเม็ดต่อวัน เพียงพอใช้ 3.1 เดือน ยาโมลนูพิราเวียร์คงเหลือ 20.3 ล้านเม็ด ใช้เฉลี่ย 1.48 แสนเม็ดต่อวัน เพียงพอใช้ 4.5 เดือน และยาเรมดิซีเวียร์คงเหลือ 2.3 หมื่นขวด ใช้เฉลี่ย 1.2 พันขวดต่อวัน เพียงพอใช้ครึ่งเดือน มีแผนจะจัดซื้อยาฟาวิพิราเวียร์เพิ่ม 10 ล้านเม็ด เพียงพอใช้ 5.5 เดือน ยาโมลนูพิราเวียร์ 35 ล้านเม็ด เพียงพอใช้ 7.2 เดือน และยาเรมดิซีเวียร์ 3 แสนขวด เพียงพอใช้ 8.2 เดือน และหากในอนาคตผู้ป่วยน้อยลงจะมียาใช้ได้นานกว่าที่ประมาณการไว้


 
นพ.โอภาสกล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง วันที่ 26 กันยายน 2565 มีผู้ป่วยรายใหม่ 319 ราย เสียชีวิต 8 ราย อัตราเสียชีวิต 0.1% ผู้ป่วยกำลังรักษาในโรงพยาบาล 4,755 ราย ในจำนวนนี้มีอาการปอดอักเสบ 495 ราย และใส่ท่อช่วยหายใจ 257 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 7.8% ขณะที่ผู้ป่วยรายสัปดาห์ที่รักษาแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักที่บ้าน (เจอ แจก จบ) และ Home Isolation มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน จากสัปดาห์ที่ 28 จำนวน 143,827 ราย ล่าสุดสัปดาห์ที่ 38 ลดลงเหลือ 81,258 ราย อย่างไรก็ตาม ผู้เสียชีวิตในสัปดาห์ที่ผ่านมา 89 ราย พบว่า ยังเป็นกลุ่ม 608 ถึง 97% และส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีน ได้รับไม่ครบหรือไม่ได้รับเข็มกระตุ้น คาดการณ์ว่าหลังจากนี้จะพบการระบาดของโรคโควิด 19 เป็น Small Wave ลักษณะเป็นตามฤดูกาลเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ และมีอัตราเสียชีวิตใกล้เคียงกันคือ 0.01%

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า ผู้ที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจแนะนำให้ปฏิบัติตนตามมาตรการ DMHT โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เมื่อต้องใกล้ชิดผู้อื่น ส่วนประชาชนทั่วไป ให้สวมหน้ากากอนามัยเมื่อเข้าไปในสถานที่แออัด หรือพื้นที่ปิด อากาศไม่ถ่ายเท เช่น โรงพยาบาล สถานที่ดูแลผู้สูงอายุ/เด็กเล็ก และให้ตรวจ ATK เมื่อมีอาการป่วย สำหรับหน่วยงาน องค์กร สถานประกอบการ ให้คัดกรองอาการป่วยของพนักงานเป็นประจำ หากมีพนักงานป่วยจำนวนมากให้รายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

ส่วนมาตรการดูแลรักษาผู้ป่วยจะแบ่งตามระดับความรุนแรงของอาการ คือ 1.ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรือสบายดี 2.ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงและไม่มีปัจจัยเสี่ยง 2 กลุ่มนี้ให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) โดยให้สังเกตอาการที่บ้าน กินยาต้านไวรัสหรือยารักษาตามอาการตามที่แพทย์สั่ง ลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นด้วยมาตรการ DMHT 3.ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยง หรือไม่มีปัจจัยเสี่ยงแต่มีปอดอักเสบที่ไม่รุนแรง และ 4.ผู้ป่วยที่มีอาการปอดบวมต้องรับออกซิเจน 2 กลุ่มนี้จะรักษาในสถานพยาบาลแบบผู้ป่วยใน
“ประชาชนยังสามารถรับบริการฉีดวัคซีนโควิด 19 ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตามสถานพยาบาลที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม.กำหนด เน้นฉีดในกลุ่มเสี่ยง เช่น กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปและโรคเรื้อรัง ส่วนการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นปีละ 1-2 ครั้งเหมือนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ขณะนี้ยังไม่มีคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกหรือสถาบันที่เชื่อถือได้ ขอให้รอคำแนะนำจากคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค รวมทั้งข้อมูลวัคซีนรุ่นใหม่และระยะเวลาที่ป้องกันโรคได้” นพ.โอภาสกล่าว


 
ด้าน นพ.ธเรศกล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ประชาชนยังสามารถรักษาพยาบาลโรคโควิด 19 ได้ฟรีจากกองทุนสุขภาพที่ผู้ป่วยมีสิทธิ เช่น หลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง ประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ เป็นต้น ส่วนกรณีผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีอาการฉุกเฉินวิกฤตสีแดง สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกที่ทั้งสถานพยาบาลภาครัฐหรือเอกชนตามสิทธิ UCEP Plus จนกว่าจะหายป่วย ซึ่งแตกต่างจากสิทธิ UCEP ปกติที่เมื่อครบ 72 ชั่วโมงจะต้องส่งกลับไปรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิ โดยสถานพยาบาลจะเบิกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลตามระบบ UCEP Plus ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนแรงงานต่างด้าวหากมีประกันสุขภาพก็สามารถใช้ประกันในการรักษาได้ฟรี
 
นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้มีการปรับปรุงแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโควิด (ไกด์ไลน์) เป็นครั้งที่ 25 รวมแล้ว 2 ปี 9 เดือน เรามีไกด์ไลน์แล้ว 26 ฉบับ โดยแนวทางนี้เป็นร่างที่ผู้เชี่ยวชาญกำลังสรุปเพื่อนำเสนอที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (EOC) กระทรวงสาธารณสุข วันที่ 28 กันยายนนี้ เพื่อเริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2565 โดยผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย ปอดปกติ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงหรือโรคร่วมสำคัญ สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอก ปฏิบัติตาม DMHT อย่างเคร่งครัด 5 วัน


 
ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยง หรือไม่มีปัจจัยเสี่ยงแต่มีปอดอักเสบเล็กน้อยถึงปานกลาง แพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆ ไปว่าต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลหรือไม่ ส่วนการให้ยา หากไม่มีอาการจะไม่ให้ยาต้านไวรัส ถ้ามีอาการไม่รุนแรง ปอดปกติ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องให้ยา หรืออาจพิจารณาให้ฟ้าทะลายโจร หรือยาฟาวิพิราเวียร์ หากให้ต้องเริ่มเร็วที่สุดภายใน 3-4 วัน ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงแต่มีปัจจัยเสี่ยง หรือไม่มีปัจจัยเสี่ยงแต่มีปอดอักเสบ พิจารณาให้ยาต้านไวรัสตัวใดตัวหนึ่ง โดยเริ่มจากยาแพกซ์โลวิดก่อน หากไม่ได้ค่อยเป็นยาเรมดิซีเวียร์ และโมลนูพิราเวียร์ตามลำดับ

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ใช้ยาแพกซ์โลวิดและโมลนูพิราเวียร์ไม่ได้ เนื่องจากไม่มีการศึกษาวิจัย หากมีอาการไม่มากให้ดูแลรักษาตามอาการ หรืออาจพิจารณาใฟ้ยาฟาวิพิราเวียร์เป็นเวลา 5 วัน แต่ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงหรืออาการเสี่ยงมากก็ให้เรมดิซีเวียร์ 3 วันหรือฟาวิพิราเวียร์ 5 วัน หรือหากอายุมากกว่า 12 ปีขึ้นไปให้แพกซ์โลวิด ส่วนกรณีปอดอักเสบให้เรมดิซีเวียร์ 5-10 วัน

https://www.thaipost.net/covid-19-news/229789/
 
เพี้ยนแคปเจอร์'วัคซีน 4 เข็ม-แพ็กซ์โลวิด' ไม่ช่วย! ซีอีโอไฟเซอร์ติดโควิดรอบ 2 ในเวลาแค่ 6 สัปดาห์


 
อัลเบิร์ต บูร์ลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของไฟเซอร์ มีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก เป็นครั้งที่ 2 ภายในเวลา 6 สัปดาห์ แม้ฉีดวัคซีนไปแล้ว 4 เข็ม ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเคยอ้างว่าวัคซีนของบริษัทมีประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตามรายงานของอาร์ทีนิวส์

วัคซีนเข็มกระตุ้นล่าสุด ออกแบบมารับมืออย่างเจาะจงกับตัวกลายพันธุ์โอมิครอนของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่และสายพันธุ์ย่อยต่างๆ ของมัน แต่ดูเหมือนไม่ได้รับความนิยมนัก จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ (ซีดีซี) พบว่ามีประชาชนผู้มีสิทธิในสหรัฐฯ เพียง 1.5% ที่เข้ารับวัคซีนเข็มดังกล่าว ในช่วง 3 สัปดาห์หลังจากได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (เอฟดีเอ)

เอฟดีเออนุมัติวัคซีนเข็มกระตุ้นชนิดป้องกันไวรัส 2 สายพันธุ์ แม้ในข้อเท็จจริงคือมันไม่เคยผ่านการทดลองในมนุษย์ โดยมีแค่การทดสอบในหนูเท่านั้น

บูร์ลา รักษาอาการติดเชื้อโควิด-19 หนแรก ด้วยแพ็กซ์โลวิด ยาเม็ดต่อต้านไวรัสที่ผลิตโดยไฟเซอร์ เช่นเดียวกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน และแอนโทนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของทำเนียบขาว ที่ต่างกลายเป็นเคสหายาก “rebound infections” ติดเชื้อโควิด-19 ซ้ำอีกรอบ แม้กินยาต้านไวรัสแพ็กซ์โลวิดจนหายแล้ว

เมื่อปีที่แล้ว บูร์ลา อ้างผลการศึกษาหนึ่งในแอฟริกาใต้ เผยให้เห็นว่าวัคซีนของไฟเซอร์มีประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19
(ที่มา : อาร์ทีนิวส์)

https://www.thaipost.net/covid-19-news/229789/

ติดตามข่าวโควิดวันนี้ค่ะ...
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 12
กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าว "การป้องกันควบคุมโรคโควิด 19 หลังยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ยุบ ศบค." วันที่ 26 กันยายน 2565 เวลา 9.30 น.
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
https://web.facebook.com/100068069971811/videos/832688288093691/(มีคลิป)
แถลงความคืบหน้าสถานการณ์โรคโควิด 19
ณ กระทรวงสาธารณสุข
26 กันยายน 2565


[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
รวมสไลด์แถลงสถานการณ์โควิด-19 จาก ศบค.
วันจันทร์ที่ 26 กันยายน 2565
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid02u42Qf3MJZnfUfXNLqDNDa8wz9N1Fr5LEkRUCeZ3HLWQ2QmSyuceqYGerASweCoE4l


จำนวนการได้รับวัคซีนสะสม (28 ก.พ. 2564 - 25 ก.ย. 2565)
รวม 143,278,301 โดส ใน 77 จังหวัด

ภาพรวมยอดฉีดวัคซีน วันที่ 25 กันยายน 2565
ยอดฉีดทั่วประเทศ 11,990 โดส

เข็มที่ 1 : 1,205 ราย
เข็มที่ 2 : 1,879 ราย
เข็มที่ 3 : 8,906 ราย

จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 สะสม : 57,321,169 ราย
จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม : 53,827,842 ราย
จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 3 สะสม : 32,129,290 ราย

แหล่งข้อมูล : MOPH-IC
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid02iPTaT8XpH4Cy2P7gj3AgbCfD2FkSYPWL9Y3d3MKjjTV88H3f9jog7Zr9Nr3VBp5Nl


เนื่องจากการระบาดทั่วโลก มีจำนวนผู้ป่วยอาการรุนแรงและการเสียชีวิตลดลง และจำนวนวัคซีนในประเทศมีเพียงพอกับความต้องการ ซึ่งประชาชนได้รับวัคซีน ในระดับความครอบคลุมสูง มีภูมิคุ้มกันโรคเพิ่มขึ้น

กระทรวงสาธารณสุขจึงออกประกาศ ยกเลิกโควิด-19 จากการเป็นโรคติดต่ออันตราย และกำหนดให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่ 1 ต.ค.65 เป็นต้นไป

ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid0eaxv3Ad1LL81KkaahZW3NasEeBXeWKSC9tLRbikhu4L2tCoqUCXfHTHN1fN4KZWql



โรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง และโรคระบาด ต่างกันอย่างไร ?
ที่นี่มีคำตอบ

ที่มา : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid0A6cgCoUu6mpkuAJXPE6Weh8va2vJEgRaeE7kmzzzpeVX1cJ8c9JQWgr1zbY21rCVl


เกาะติดยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายสัปดาห์
เดือน กันยายน 2565
วันจันทร์ที่ 26 กันยายน 2565
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid02gDDFvr4M5jh9Srqp7m5aJMyGFXKZSo2rTeHvXbLW18cctxdQJQ42F8JKr7qknMZjl


รายละเอียดผู้เสียชีวิตของประเทศไทย
วันจันทร์ที่ 26 กันยายน 2565 จำนวน 8 ราย
แหล่งข้อมูล : กระทรวงสาธารณสุข
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid02e2kGeA5L2mgYeEGWFRz8CpaTj9a3HPrnN8ykQuVbQua5QsWtQ1f2qnssZLhTjGCml


รัฐบาล ยืนยัน !! เดินหน้าฉีดวัคซีนตามแผน แม้ปรับโควิดเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) มีมติยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศลดระดับโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.65 เป็นต้นไป รัฐบาลได้จัดเตรียมแนวทางบริหารจัดการในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งการเฝ้าระวัง การรักษาโรค รวมถึงแผนการบริหารจัดการวัคซีนไว้รองรับอย่างชัดเจน

ในส่วนของการให้วัคซีนป้องกันโรคนั้นยังคงดำเนินไปตามเป้าหมายเดิม คือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปสามารถเข้ารับบริการวัคซีนได้ตามสถานพยาบาลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งผู้ที่ยังไม่เคยรับวัคซีนและผู้รับเข็มกระตุ้น เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณวัคซีนมีเพียงพอกับความต้องการ ทั้งวัคซีนคงคลังที่สามารถจัดสรรได้ทันที และวัคซีนที่ทำสัญญาไว้แล้วรอการส่งมอบจากผู้ผลิตในระยะต่อไป

สำหรับโครงสร้างการดำเนินงานของการบริหารจัดการวัคซีนในระยะที่โควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง จะมี 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.ให้คำแนะนำการใช้ 2.การเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับวัคซีน 3.การจัดหาและการกระจายวัคซีนโควิด19 จากเดิมที่ดำเนินการโดย ศบค. จะเปลี่ยนไปอยู่ในการดูแลของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ และจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดหาและกระจายวัคซีนโควิด19 ภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติต่อไป

โดยแผนการให้วัคซีนประชาชนในเดือน ต.ค.65 มีทั้งสิ้น 7 ล้านโดส เป้าหมาย 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ต้องการรับเข็ม1-2 หรือ เข็มกระตุ้น จำนวน 5 ล้านโดส 2.ผู้ที่อายุ 12-17 ปี ที่ต้องการเข็ม1-2 หรือเข็มกระตุ้น จำนวน 5 แสนโดส 3.เด็กอายุ 5-11 ปี ที่ต้องการเข็ม 1-2 หรือเข็มกระตุ้น จำนวน 1 ล้านโดส 3)เด็กอายุ 6 เดือน-4 ปี ที่ต้องการรับเข็ม 1 จำนวน 5 แสนโดส และ 4.ผู้ที่เข้าเกณฑ์กลุ่มเสี่ยงและต้องการภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป(LAAB) จำนวน 4 หมื่นโดส

ที่มา : รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid0CRAPpVKErRGjUm3GQHwSd8H4JMK5jarGPGhzS4gKB28ez2SLnwNkKFWxtQAqJrD2l


สธ. แจงสิทธิรักษาโควิด หลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

- กรณีเจ็บป่วยด้วยโรคโควิด 19 สามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากกองทุนที่ผู้ป่วยมีสิทธิ

- กรณีที่เป็นผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีอาการฉุกเฉินวิกฤต สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกที่ ทั้งสถานพยาบาลภาครัฐหรือสถานพยาบาลภาคเอกชน ตามระบบ UCEP Plus

ทั้งนี้ประชาชนและสถานพยาบาล สามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลตามระบบ UCEP Plus ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ที่มา : กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สบส. กระทรวงสาธารณสุข
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid02ioA7xLx1aDY8943Ht7y8V5r87YoANMrLQWoVeDyHh1VjKwgh2iTTRbc7Cv3o6AXLl


นับถอยหลัง 4 วัน สุดท้าย! ก่อนปิดศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ

ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ยังคงให้บริการฉีดวัคซีนโควิด19 ถึง 30 ก.ย.65 นี้ สามารถ Walk inไปฉีดเข็มกระตุ้นได้ฟรี! ทุกสัญชาติ ติดต่อประตู 2 เวลา 09.00 - 16.00 น.

ทั้งนี้ หากมีสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเร่งฉีดวัคซีนอีกครั้ง ทางศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อได้เตรียมแผนเพื่อกลับมาเปิดศูนย์ฯ ให้บริการใหม่ได้ภายใน 1 วัน
https://web.facebook.com/Rachadaspoke/posts/pfbid02J3orwrqwLHCUzPxeA3AyLHxtcHqcEgPGEZqG56hnEVWGiPpbKjQV9wUx3afQCEKl
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่