วันวาน 15

กระทู้สนทนา

.


            นอกจากความสุขที่จำขึ้นใจแล้ว ยังมีเรื่องราวอะไรอีกไหมที่ทำให้เราจำได้ขึ้นใจ แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าจะบอกว่าเหตุการณ์ที่เลวร้าย ที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเอง ย่อมจำไม่ลืม ถ้าไม่ใช่เหตุการณ์ที่เลวร้ายอะไรนัก และหรือถ้าไม่ใช่ความสุข มีเหตุการณ์อะไรอีกไหม ที่จำไม่ลืม

             ฉันเคยมีเหตุการณ์หนึ่งที่ถือว่าโหดร้ายมาก ถ้าเทียบกับวัยประถมช่วงนั้น กึ่ง ๆ เลวร้าย จำไม่ลืมเลย! เข็ด กลัวมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกวันนี้ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ย่างกรายเข้าไปใกล้เลย แม้แต่ดูก็ไม่ดู

               แก้ตัวไม่ได้ว่าเราไม่ควรที่จะไปนึกถึงวันวานที่เลวร้ายของตัวเอง มันจะทำให้ตัวเราเป็นทุกข์เปล่า ๆ จริงอยู่หากเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าในวันวานมันเป็นเรื่องที่เลวร้าย แต่ในเวลาปัจจุบันที่เรามองย้อนกลับไป มันกลับเป็นเรื่องที่สนุก น่าจะจดจำล่ะ?! เราก็ควรนึกถึงได้ไม่ใช่หรือ เพราะมันสร้างความสุขให้เรามากกว่าความทุกข์

                โดนยายดุด้วยทั้งที่ฉันเป็นเด็กนะ ไม่รู้ความอะไร ตอนนี้ฉันก็จำความรู้สึกตอนนั้นของตัวเองได้ดี ทว่าปัจจุบันมันกลับเป็นเรื่องปกติ ฉันถึงบอกว่ามันกึ่ง ๆ เลวร้ายอย่างไรล่ะ

              เรื่องมีอยู่ว่า…

             เมื่อวานทั้งโรงเรียนได้ยินเสียงประทัดดังขึ้นรัว ๆ ในช่วงบ่ายโมง หากมีเสียงประทัดจุดในหมู่บ้านตอนกลางวันแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องดีแน่! นั่นหมายถึงว่า เป็นสัญญาณบอกกับคนทั้งหมู่บ้านว่า ‘มีสมาชิกในหมู่บ้านเสียชีวิต’

               บ่ายโมงบอสกับเพื่อน ๆ กำลังตั้งใจเรียนอยู่ดี ๆ ก็ได้ยินเสียงประทัดดังขึ้นรัว ๆ บอสสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ก่อนจะตามด้วยเสียงหัวเราะของเพื่อน ๆ ในห้อง ไม่ได้หัวเราะกับอาการตกใจของบอส เฮฮาหัวเราะให้กับเสียงประทัดต่างหาก

                 “ผู้ใดตายวะ?”

                 “มีคนตาย!”

                 “บ้านเฮาไผตายสู…”

               เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพวกเธอในห้องเรียน ที่เต็มไปด้วยความเฮฮาตามประสาเด็ก ไม่มีความสลดใจใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่รู้เลยว่าใครเสียชีวิตในหมู่บ้าน

                 “จุ๊ ๆ ๆ” ครูบัญชาจุ๊ปากให้พวกเธอเงียบ “เงียบ ๆ ทุกคน! เสียงประทัดที่ได้ยินเมื่อกี้ไม่ได้เป็นงานรื่นเริงนะ”

               “มีคนตายครับ” ดิวเพื่อนผู้ชายตอบมาจากทางหลังห้อง เพราะพวกเธอรู้ดีว่าเป็นสัญญาณของเรื่องอะไร บอสกับจ๋อมหันไปมองดิว บอสเองก็รู้ว่าถ้ามีเสียงประทัดดังขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนี้หมายถึงอะไร แต่ตนเองก็ไม่ได้รู้ร้อนหนาวใด ๆ เหมือนกัน

              “ผู้ใดตายบอส” จ๋อมสะกิดถาม

              “บ่ฮู้แหล่วอิหนิ! ไผสิฮู้อยู่นำกันอยู่” บอสตอบจ๋อม นั่งโต๊ะเรียนคู่กัน ส่วนพิมพ์ก็นั่งคู่กับแพรวเช่นเดิม วันไหนเบื่อ ๆ พวกเธอก็ค่อยสลับคู่กันนั่ง

                “ใช่! มีคนตาย แล้วนักเรียนรู้มั้ยว่า ในขณะที่นักเรียนกำลังหัวเราะเฮฮาอยู่เนี่ย ญาติ ๆ ของคนตายเขาเสียใจร่ำไห้ปานจะขาดใจแค่ไหน ที่ต้องเสียคนในครอบครัวไปน่ะ” ครูบัญชาได้โอกาสอบรมพวกเธอไปในตัว “ต่อไปเวลาได้ยินเสียงประทัดแบบนี้ นักเรียนต้องอยู่ในอาการสงบเข้าใจมั้ย ให้เกียรติและไว้อาลัยเขาเข้าใจมั้ย”

                “ครับ/ค่า” เสียงของพวกเธอทั้งห้องตอบรับประสานกัน จากนั้นก็เลิกสนใจและกลับมาตั้งใจเรียนเหมือนเดิม มีเพื่อน ๆ บ้างคนซุบซิบถามว่าใครตายในหมู่บ้านให้ได้ยินไม่ขาดระยะ ครูบัญชาก็ไม่ได้ว่าอะไร

                เลิกเรียนกลับมาถึงบ้าน บอสรีบเปลี่ยนชุดนักเรียนให้เรียบร้อย ช่วยงานบ้านพี่ปาว และ รีบอาบน้ำจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนมืด อีกทั้งน้องบีมด้วย จากนั้นก็มานั่งเล่นกับน้องบีมและยายที่หน้าบ้าน

               “บอสอย่าไปหาแล่นเล่นเด้อหนิ มืงฮู้จักบ่แม่ลองตายนั่น” ยายห้ามเธอ นั่งเคี้ยวหมากที่แคร่ใกล้ ๆ กับเธอ

               “เอ้ายายแม่ลองใดตายยาย บอสได้ยินเสียงบั้งกะโพกอยู่ ตอนอยู่โรงเรียนน่ะ ยายแม่ลองเป็นไผเป็นหยังเราคือตาย” บอสถามอย่างใคร่รู้ ถึงจะเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ใช่ว่าบอสจะรู้จักทุกคน ยิ่งคนละคุ้มแล้วไม่ค่อยรู้จักใครเลย

                “แม่ลองกะลูกแม่ใหญ่ก้องนั่นเด้ เอื้อยพ่อจุ้ม” ยายบอก ยายก้องกับพ่อจุ้มบอสรู้จักดี เพราะเป็นคนในคุ้มเดียวกันนี่เอง “แม่ลองเราออกเฮือนไปอยู่คุ้มเหนือพุ่น คุ้มทางเฮือนผู้ใหญ่บ้านพุ่น”

                 “ลูกยายก้องคุ้มเฮาหนิบ่” บอสหมายถึงคนในคุ้มตัวเอง

                ยายพยักหน้ายืนยัน “เอ้อ! กะลูกกกแม่ใหญ่ก้องหนิล่ะ เราออกเฮือนไปอยู่คุ้มทางเฮือนพ่อใหญ่ไทยพุ่น”

                 “ยายเป็นหยังแม่ลองเราคือตายฮั่น” บอสถามเพราะอยากรู้มาก

                “ถืกงูกัด! ว่ากัดอยู่เถียงนาว่าสั่น ว่างูสามเหลี่ยมว่าสั่น ฮืยเป็นตะย่าน! ให้สูพากันไปเล่นฮก ๆ เข้า งูสิกัดตาย” ยายได้โอกาสขู่พวกเธอไปอีก

             บอสนั่งคุยกับยายไปเรื่อย น้องบีมก็เล่นอยู่ ณ บริเวณเดียวกัน งานบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอเวลาตาพาวัวกลับบ้านและกินข้าวเย็นเท่านั้น

             ระหว่างที่เธอกับยายคุยกัน แม่น้อยภรรยาพ่อจุ้มเดินผ่านมาพอดี หยุดคุยถึงเรื่องแม่ลองโดนงูกัดให้ยายฟัง บอสเองก็นั่งฟังอย่างตั้งใจอยู่เงียบ ๆ ไม่ปริปากพูดแทรกเลยสักนิด

              “ตะลิโตนป้าลองคักแม่ใหญ่เอ้ย นอนเหยียดหลับตาเฮ็ดส่วยหล่วยอยู่ ลูกกับผัวไห้บ่ทันเซาเท่าเดี๋ยวหนิ อี่แม.. ยายก้องให้นำลูกบ่ทันเซาคือกัน ข่อยกะน้ำตาฮ่งนวยนำ ลิโตนชาติป้าลองคัก พ่อใหญ่จุ้มกะลักไห้นำเอื้อยเด้ข่อยเห็น บ่ไห้หรอกหั่นน้ำตาไหลบ่เซา” แม่น้อยพูดถึงพี่สามีและแม่ของสามีให้ยายฟัง บอสสังเกตว่าแม่น้อยก็คงจะร้องไห้มาเหมือนกัน “ข่อยมาเอาของซือ ๆ ข่อยสิกลับไปใหม่อยู่”

                “กูกะสิไปกินทานหามันอยู่น้อย ถ่าพ่อใหญ่มืงจักคราวก่อน ก่อนสินอนกะบ่สั่นสาดสั่นเสื่อบ่ว้าอิหนิกะดาย กูมาหน่ายแถะว่ะ” ยายพูดถึงแม่ลองด้วยความสงสาร แม่น้อยกับยายยืนคุยกันพอหอมปากหอมคอ จากนั้นแม่น้อยจึงขอตัว บอสนั่งฟังจับใจความรู้เรื่อง รู้เรื่องราวว่าใครเสียชีวิตและเสียชีวิตเพราะอะไร

               แม่ลองและครอบครัวมีอาชีพทำนาทำสวนเหมือนชาวบ้านทั่วไป ทั้งสองคนไม่ได้นอนที่บ้าน แม่ลองกับสามีไปนอนที่สวน ฝากลูกชายไว้กับแม่ของสามีหรือย่าที่บ้าน แม่ลองกับสามีนอนที่เถียงนา งูสามเหลี่ยมเลื้อยมาซุ่มอยู่ในที่นอนของแม่ลองโดยที่ทั้งสองคนก็ไม่รู้ตัว  

                ช่วงเช้ามืดทั้งสองสามีภรรยาตื่นมารดน้ำผักตามปกติ พอสาย ๆ หลังกินข้าวเช้าเสร็จไม่มีอะไรทำแล้ว แม่ลองจึงขอสามีไปนอนพักสักหน่อย ขึ้นไปนอนบนเถียงนาไม่ทันไร แม่ลองก็กรี๊ดร้องบอกว่าโดนงูกัด

                สามีของแม่ลองรีบวิ่งขึ้นมาช่วย เห็นงูอยู่ข้าง ๆ ตัวของแม่ลองโดยที่มันก็ไม่เลื้อยหนีไปไหน สามีของแม่ลองจึงนำไม้มาตีงูจนตาย แล้วนำแม่ลองส่งโรงพยาบาล แต่ไม่ทันแล้ว! แม่ลองเสียชีวิตไปแล้ว ชาวบ้านไปดูงูที่กัดบอกว่ามันคือ ‘งูสามเหลี่ยม’ นั่นเอง

              “ปาวบอมอย่าพากันไปเล่นไสเด้อ อยู่เฮือนถ่ายาย ยายกับตาจะไปเฮือนดีกินข้าวแล้วหนิ” ยายกำชับพี่ชายกับพี่สาวระหว่างนั่งกินข้าวมื้อเย็น “ยายกับตาออกไป ให้พากันปิดเฮือนไว้เลย! ยายไปกินทานคราวเดียวยายกะมา ให้ตาไปนั่งฟังพระสวดนำแม่ใหญ่ก้องเด้อ ข่อยสิกลับมาอยู่นำเด็กน้อย” ยายหันไปบอกตา ตาก็ตกลงตามนั้น

             ละแวกหมู่บ้านของเธอเรียกงานศพว่า ‘เฮือนดี’ เพราะละแวกหมู่บ้านของเธอจัดงานศพที่บ้าน จึงเรียกบ้านนั้นว่า บ้านดีหรือเฮือนดีเพื่อแก้เคล็ด

               ด้วยความที่ยายก้องเป็นคนในคุ้มเดียวกัน ไปมาหาสู่กัน มีอะไรก็แบ่งกันกิน ยายกับตาจึงไปช่วยงานศพของแม่ลอง ลูกสาวของยายก้องเต็มที่ โดยเฉพาะตาที่เป็นคนอาวุโสที่สุดในคุ้ม ตาเกือบจะเป็นพ่องานเลยก็ว่าได้ ไปอยู่ช่วยงานศพจนกว่าจะถึงวันเผา

                ………………………………………

                วันนี้ที่โรงเรียนบอสนำข่าวว่าใครตายเมื่อวานมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง ทว่าทุกคนนั้นทราบกันหมดแล้วว่า ‘แม่ลองโดนงูกัดตาย’ บอสจึงหุบปากไป แต่ก็หาจังหวะพูดในส่วนที่เพื่อน ๆ ยังไม่รู้ให้ฟัง

               บอสนำเรื่องราวที่ฟังแม่น้อยกับยายคุยกันเมื่อวานมาเล่าให้เพื่อน ๆ ในห้องเรียนฟัง ได้ผล! ทุกคนต่างสนใจฟังที่บอสเล่ากันหมด จากนั้นก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา ตามความคิดของตนเอง

               “เป็นตะย่านน้อสู งูสามเหลี่ยมมันเป็นโตจังใดวะ” แพรวถาม พวกเธอนั่งจับกลุ่มคุยกันในห้องเรียนระหว่างรอคุณครูเข้ามาสอน

              “งูสามเหลี่ยมมันกะเป็นตัวคือรูปสามเหลี่ยมเลย” แพทตอบแพรว สีหน้าพวกเธอมีความหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย ไม่ครื้นเครงเหมือนเมื่อวานเลยสักนิด ทุกคนต่างกลัวโดนงูกัด แพทตอบตามความคิดและความเข้าใจของตนเอง พวกเธอก็เชื่อกันเพราะไม่มีใครเคยเห็นสักคน

              “กูได้ยินเพิ่นเว้าว่า แม่ลองเลื้อยคืองูหนิมืงก่อนตาย” น้ำผึ้งพูด ทำหน้าเหยเกน่าหวาดกลัวไปอีก

               “หืย!!!!” พวกเธอที่นั่งฟังอุทานออกมาด้วยความหวาดกลัวพร้อมกัน บอสนึกภาพตามที่เพื่อนพูด ภาพแม่ลองเลื้อยเหมือนงูก่อนตาย บอสยิ่งสยดสยองอยู่ในใจ กลัวที่สุด

                “เราเลื้อยคืองูเลยบ่น้ำ” บอสถามน้ำผึ้ง เพื่อนพยักหน้าตอบ ยิ่งทำให้บอสหวาดกลัวเข้าไปอีก ทั้งที่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

               “เพิ่นว่าเรากลายเป็นงูเลย!” ชมพู่พูดอีก พวกเธอล้วนไม่มีใครได้เห็นศพของแม่ลอง ทว่าพูดไปตามที่ได้ยินผู้ใหญ่สนทนากัน และ นึกคิดเอาเอง ต่างนำมาเล่าให้กันและกันหวาดกลัว ทุกคนที่ได้ฟังเกิดการหวาดกลัวงูขึ้นมาจริง ๆ

              “บอส ๆ เฮาไปเบิ่งบ่เฮา ว่าแม่ลองกลายเป็นงูอิหลิบ่” พิมพ์สะกิดบอส และ ชวนไปที่งานศพแม่ลอง บอสสองจิตสองใจ อีกใจอยากไปให้เห็นกับตา อีกใจก็กลัว

               “มืงฮู้จักเฮือนแม่ลองอยู่บ่พิมพ์ เฮือนเราอยู่ตรงใด” เพราะบอสไม่รู้จริง ๆ ว่าบ้านแม่ลองอยู่ที่ไหน แม้แต่หน้าตาบอสก็จำไม่ได้ ไม่รู้จัก! ทั้งที่แม่ลองก็คือลูกสาวของยายก้อง คนในคุ้มเดียวกัน

               “กูฮู้! เฮือนเราอยู่คุ้มทางเฮือนกูหนิล่ะ คุ้มทางหลังเฮือนกูแหมะ อยู่ใกล้ ๆ เฮือนผู้ใหญ่บ้าน กูฮู้จักอยู่” จ๋อมเสนอตัว อาสาจะพาไปที่บ้านแม่ลอง บอสลังเล มองหน้าพี่สาวฝาแฝดทั้งสองคน ก่อนจะตกลงไปก็ไป เพราะสองฝาแฝดก็จะไปเช่นกัน ไม่นานคุณครูก็เข้ามาสอน พวกเธอจึงเลิกคุยกันถึงเรื่องแม่ลอง หันมาตั้งใจเรียน

               ระฆังสุดท้ายดังขึ้น พวกเธอไปรวมตัวเข้าแถวเพื่อกลับบ้าน ไม่นานคุณครูก็เช็กชื่อและปล่อยกลับบ้านใครบ้านมัน บอสบอกให้น้องบีมกลับไปกับพี่บอมก่อน น้องบีมก็ไม่งอแง ยอมกลับกับพี่บอมโดยง่าย ส่วนพวกเธอสี่คนจะพากันไปบ้านของแม่ลองกัน

              “แฝด จ๋อม ถ้าพ่อใหญ่กูเห็นว่ากูมาเด้ ถ้าเราถามสิตอบว่าจังใดว่าสูมาหยัง” จนป่านนี้บอสก็ยังมีความลังเล ทั้งกลัวเรื่องงูกัดแม่ลอง ทั้งกลัวตาเห็นเข้า เพราะไม่ใช่ญาติ ทั้งอยากไปเห็นกับตาจะได้มีเรื่องมาโม้กับเพื่อนในห้องอีก เด็กอย่างพวกเธอไม่ควรไปอยู่ตรงนั้น ตาเห็นตาคงดุตายแน่

               “เออแมนอยู่อี่จ๋อม! เทือพ่อแม่กูเห็น เทือใหญ่นงค์เห็น” สองฝาแฝดก็ระแวงเหมือนกัน

                 แม่ลองไม่ใช่ญาติพวกเธอ ที่พวกเธอระแวงกลัวเจอคนในครอบครัว หรือ ญาติ ๆ เพราะเวลาหมู่บ้านของพวกเธอมีงาน ไม่ว่าจะเป็นงานศพหรืองานบุญ ทุกคนล้วนไปช่วยเหลือกันอย่างไม่มีค่าจ้าง ช่วยด้วยใจทั้งนั้น ยิ่งเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงแล้ว ยิ่งไม่ทิ้งกันเลย อยู่ช่วยงานตั้งแต่เริ่มจนเสร็จสิ้น

                  จ๋อมนิ่งคิด “เอาจังสิกะได้ เทือมีไผเห็นสู ให้บอกว่าพากูมาหาแม่กูกะได้ เอาบ่! ข่อยพาอี่จ๋อมมาหาแม่มัน จักนอยข่อยกะเมือว่าจังสิ” จ๋อมหาทางออกให้พวกเธอสามคน และ พวกเธอสามคนก็เห็นด้วยเป็นอย่างดี ตกลงพูดตามจ๋อมบอกถ้ามีญาติมาเจอเข้า แล้วพวกเธอก็ปั่นจักรยานไปยังงานศพแม่ลองกันเลย
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่