ขอแชร์ประสบการณ์ผ่าตัดยุบโหนกแก้ม พร้อม กรอกระดูกโหนก โดยศัลยกรรมในกรุงเทพฯ ครับ

ก่อนอื่น ผมขอรับประกันว่า สิ่งที่ผมเขียนนี้ ผมเขียนขึ้นมาเอง ค่ารักษาออกเอง ไม่ได้รับจ้างค่าโฆษณาใดๆ โดยก่อนอื่น ผมหาข้อมูลใน Internet แต่ไม่ค่อยมีกรณีที่ตัดกระดูกพร้อมกรอกระดูกโหนกของผู้ชายที่เขียนละเอียดมากนัก และผมมีปัญหาเคยฉีดฟิลเลอร์ปลอมช่วงแก้มเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งบางที่ เขาจะไม่รับทำครับ ผมเลยตั้งใจว่า ถ้าผมได้ผ่าตัดยุบโหนกแก้มแล้ว ผมอยากเขียนเล่าประสบการณ์ไว้ เผื่อมีประโยชน์สำหรับคนที่อยากผ่าตัดลดขนาดโหนกแก้มที่มีปัญหาคล้าย ๆ กันในอนาคตครับ

ปัญหา ของผม คือ เวลาถ่ายรูปโหนกแก้มจะเด่นชัดกว่าส่วนอื่น และมีปัญหาโหนกแก้มฝั่งขวาจะดูโตกว่าฝั่งซ้าย แล้วเวลาไปไหน มีคนทักผมบ่อยมาก ว่า ทำไมหน้าข้างขวาดูบวม ทำให้เกิดความกังวลมาตลอดครับ


----------------------------------
ก่อนอื่น ผมขอเล่าปัญหา Filler ปลอมที่ผมเคยฉีดมา ถ้าต้องการอ่านเรื่องการผ่าตัดลดโหนกแก้ม ข้ามส่วนนี้ได้เลยครับ!
โดยเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว (ในยุคที่มี ขายดีลลดราคา Ensogo และเริ่มมีคลินิคความงามเปิดเกือบทุกถนนในกรุงเทพฯ) ผมได้เคยไปฉีด Filler ในคลินิกแถวซอยนาทอง ย่านรัชดา และแถวลาดพร้าวช่วงต้น ๆ) เพราะผมมีร่องแก้มและผิวดูยุบช่วงใต้โหนกแก้ม ผมเห็นโปรโมชั่นราคาไม่แพง 2 cc ราคาไม่เกิน 5900 บาท ผมเข้าใจว่ามาตลอดว่าเราฉีดในคลินิค ไม่ได้ไปกับฉีดกับหมอนอกสถานที่ ยังไงก็ของแท้ ซึ่งผมพลาดมาก เพราะคลินิกนั้นเอาฟิลเลอร์ของปลอมมาฉีดให้ บางคลินิคยังแยกของแท้กับของปลอมไม่ออกเลยครับ ตอนก่อนฉีด หมอก็ไม่ได้แกะจากกล่อง แต่หยิบมาจากในตู้เย็น แล้วหลังฉีด กลับเป็นก้อนแข็งใต้ผิวหน้า โทรไปถามที่เดิม เขาก็แจ้งว่า เดี๋ยวก็สลาย เราใช้ของแท้ค่ะ ให้นวดบ่อยๆเอา เดี๋ยวก็ดีขึ้น ซึ่งไม่ช่วยอะไรเลย (ตอนนี้คลินิกนั้นก็เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนเจ้าของไปแล้ว) ซึ่งตอนนั้นเขาไปฉีดฝั่งข้างขวาผมเยอะกว่าฝั่งซ้าย จึงเป็นที่มาของโหนกแก้มข้างขวาที่ดูใหญ่กว่าด้วยครับ ผมเคยไปขูดและผ่าตัดเพื่อเลาะออกในคลินิกศัลยกรรมมา 3 ครั้ง ก็ยังรู้สึกมีไตแข็งออกไม่หมด แล้วใต้ผิวก็มีพังผืดมากขึ้น หมอที่ผ่าเลาะให้ ก็บอกว่านี่ไม่ใช่ฟิลเลอร์แท้ เพราะมีไหลด้วยครับ  
 
สำหรับคนที่อยากฉีด Filler ผมแนะนำให้ฉีดกับคลินิกหรือโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง สถานที่ดูสะอาด ไม่ดูอึมครึม มีคุณหมอที่มีมาตรฐาน พนักงานขายมีชุดแบบฟอร์ม ไม่ใช่แต่งชุดทั่วไปมาฉีดให้ และราคาไม่ถูกเกินไป โดย Filler ของแท้ที่มีบริการในคลินิก ที่ผมเจอก็ขายราคา เริ่มต้น cc ละ 7000-10000 บาท ก่อนฉีดต้องแกะกล่องให้เราดูเท่านั้น และต้องฉีดกับหมอที่มีประสบการณ์สูง คลินิคบางแห่งที่เขาฉีด Filler ราคา cc ละ 12000 - 20000 เพราะมีค่าประสบการณ์ของหมอที่เก่งด้วยครับ เพราะถ้าฉีดผิดตำแหน่ง ก็มีปัญหาตามมาไม่จบ โดยถ้างบประมาณที่เตรียมมาฉีดยังไม่พอ อย่าเพิ่งฉีดดีกว่า เพราะอาจจะมีปัญหาตามมาได้ครับ ผมไม่อยากให้คนที่อ่านกะทู้นี้ ต้องมาโดนหลอกแบบผมอีก ถ้าจะฉีดยอมจ่ายราคาของแท้ ดีกว่าจ่ายเงินถูกตอนแรก แล้วต้องมาเสียค่าขูดเลาะ รวมแล้วเกือบแสนบาท และมีโอกาสเสี่ยงต่อปากเบี้ยวจากการผ่าเลาะออกด้วยครับ
----------------------------------

มาต่อเรื่อง ลดโหนกแก้มครับ

ผมลองหาข้อมูลโรงพยาบาลที่รับทำ แล้วติดต่อ Inbox ไปหลายที่ ไม่ว่าจะเป็น SL… , Verte… , Asia…. , Masterpie…. , หมอชาญ.... และตามเพจคุณหมออื่น ๆ (ผมขออนุญาตไม่เขียนชื่อเต็ม แต่เดาไม่ยากครับ) ซึ่งบางแห่ง ถ้าบอกว่ามีฟิลเลอร์ปลอมอยู่ เขาไม่รับทำเลยครับ  เขาจะให้ไปเอาออกกับที่เดิมก่อน แล้วค่อยมาผ่ากับเขา ซึ่งที่ไหนตอบแบบนี้ ผมก็ปิดเลย (บางแห่งผมอ่านเจอ เคยออกข่าวเคสหลุด เกิดแผลเป็น ผมไม่ติดต่อไปถามเลย เพราะกลัวครับ) โดยก่อนจะเข้าไปผ่าตัดที่ไหน ต้องเชคข้อมูลของที่นั่นก่อนครับ
 
จากที่สอบถามมา ที่ Admin ให้ข้อมูลดี เช่น  Masterpie…. , Asia…. , Verte…, SL…  (เรียงลำดับตามความเอาใจใส่ของทีมงานที่ตอบ) แล้วก็พยายามดูรีวิวของแต่ละที่ และผลงานของที่ไหนตรงกับที่เราคาดหวังมากที่สุด บางที่รีวิวหลังทำดูแล้วแทบไม่ต่าง บางที่ก็ลดลงชัดเจน บางที่จะใช้เทคนิคสกรู Titanium ยึดกระดูก บางที่ก็ไม่ใช้สกรูยึด ซึ่งจากการหาข้อมูลมา ผมรู้สึกปลอดภัยกับการใช้สกรูเชื่อมยึดกระดูกไว้มากกว่า เพราะจะได้ป้องกันการเลื่อนตำแหน่งกระดูกในอนาคตได้ครับ แล้วระหว่างที่ผมหาข้อมูลพวกนี้ เวลาเปิด Facebook มีแต่โฆษณาคลินิกและโรงพยาบาลขึ้นมาเยอะมาก แล้วที่ Masterpie…. ก็มีจัดโปรโมชั่น ธ.ค. 2564 ขึ้นมาพอดี แล้วจากที่ติดต่อไป ทีมงานคุยดีมาก ผมก็ลองทำเรื่องนัด Admin ของเพจ เพื่อเข้ามาปรึกษาดูก่อน โดยเราจะทำหรือไม่ทำ ก็แล้วแต่เราได้เลยครับ

ผมเข้าไปปรึกษาครั้งที่ 1 ที่ Masterpiece แถวถนนสุโขทัย (นัดคุณเมย่า)  เขาก็พาไปกรอกข้อมูลประวัติคนไข้ แล้วพาไปถ่ายรูปในห้อง Photo Shoot (มุมหน้าตรง มุมเงย มุมก้ม มุมหันข้าง 45 และ 90 องศา) แล้วเขาจะเอารูปมาเปิดคุยกับเรา แล้วสอบถามว่าเราต้องการแก้ปัญหาส่วนไหน และทำได้ไหม เพื่อที่เขาจะนัดคิวให้คุยกับคุณหมอโดยตรงที่สามารถรักษาตรงกับที่เราต้องการ โดยคุณเมย่าแนะนำดีมาก อธิบายขั้นตอนและการเตรียมตัวคร่าว ๆ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษาครับ

ผมเข้าไปครั้งที่ 2 ในอาทิตย์ถัดมา ได้ปรึกษากับ นพ.อรรถพล (คุณหมอกอล์ฟ) ศัลยแพทย์ Maxillofacial ที่เรียนจบจากเกาหลี (หมอแนะนำดี  และหน้าใสมาก) ผมเล่าปัญหาไป คุณหมอก็ตรวจโครงหน้า แล้วอธิบายปัญหาจากที่เขาประเมินและวิธีการแก้ไข โดยคุณหมอแนะนำว่า เราควรแก้ไขกระดูกโหนกแก้มก่อน แล้วค่อยมาแก้ไขปัญหาที่เป็นไตแข็งใต้ผิวหน้าอื่น ๆ และเพื่อความแม่นยำ ต้องไปทำ 3D CT-Scan เพื่อที่เขาจะเห็นว่า ปัญหาโหนกแก้มของเรา เกิดจากกระดูกที่ไม่เท่ากัน หรือ ยังมีปัญหาสารเหลวที่เคยฉีดร่วมด้วยครับ

แล้วในวันนั้น หลังจากปรึกษากับคุณหมอแล้ว ทีมงานของโรงพยาบาล ก็สรุปราคาให้เรา เขียนรายการทั้งหมดที่แนะนำ ดังนี้
- ผ่าตัดยุบกระดูกโหนกแก้ม (จ่ายมัดจำ 10,000 บาทเพื่อจองคิวห้องผ่าตัด ส่วนที่เหลือ จ่ายวันเข้าผ่าตัด)
- ค่ากรอกระดูกโหนกแก้ม (จ่ายวันเข้าผ่าตัด)
- ค่า 3D CT-Scan (จ่ายในวันที่จองคิว เพื่อตรวจก่อนผ่าตัด)
- ค่าตรวจเลือด (จ่ายในวันที่จองคิว เพื่อตรวจก่อนผ่าตัด)
- ตรวจ Covid แบบ RT-PCR ที่โรงพยาบาล (ไม่เสียเงิน)
- ค่าห้องพัก 1 คืน (จ่ายวันเข้าผ่าตัด)
- ผ้ารัดหน้าและอุปกรณ์อื่น ๆ หลังผ่าตัด (จ่ายวันเข้าผ่าตัด)
- ค่ายา (จ่ายวันกลับบ้าน)

ประเมินค่ารักษาของผมรวมทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 12x,xxx บาท ใช้เวลาผ่าตัด 3 ชม. (ถ้ากรอหรือตัดยุบอย่างเดียว ราคาจะไม่ถึงแสนครับ แต่ผมทำ 2 อย่าง คือ ตัดกระดูกและกรอไปพร้อมกัน) ราคานี้ เป็นโปรโมชั่นเดือน ธ.ค. 2564 แต่ถ้าช่วงปกติ ราคาจะเริ่มต้นที่ 150,000 บาท ครับ (สามารถทำรายการผ่อนบัตรเครดิตได้สูงสุด 6 เดือน ที่โรงพยาบาลเลย)

** ผมต้องการรักษาในไทย ถ้ามีเหตุอะไรขึ้นมา ได้กลับไปหาคุณหมอไม่ยาก  แต่ถ้าเดินทางไปรักษาที่เกาหลี ราคาน่าจะเริ่มต้นที่ 250,000 บาท ซึ่งราคานี้ผมไม่ไหวครับ
 
ผมก็ตัดสินใจตกลงนัดคิวผ่าตัด วันที่ 23 ธ.ค. 2564 ในวันที่ปรึกษาเลยครับ เพราะผมรู้สึกสบายใจ แล้วคุณหมอเข้าใจปัญหาเรา รู้สึกปลอดภัยในขั้นตอนการรักษาที่เขาอธิบายมา และลาหยุดงานช่วงปลายปีได้หลายวัน อาทิตย์แรกของปี ก็อาจจะ Work From Home ช่วงสัปดาห์แรก และช่วงนี้ก็ใส่หน้ากากอนามัยกันตลอดเวลา เราก็เนียนไปทำงานปกติต่อได้เลยครับ
 
พอจ่ายค่ามัดจำเสร็จ ทีมงานก็พาไปทำ 3D CT-Scan , ตรวจเลือด และตรวจ RT-PCR ครับ


จากรูป  CT-Scan คุณหมออธิบายว่า กระดูกฝั่งขวาจะมีขนาดมากกว่าฝั่งซ้ายเล็กน้อย และผมก็เอารูปหน้านายแบบเกาหลีที่ผมชอบให้หมอดู (แนะนำหาแบบที่เราชอบ ไปคุยกับคุณหมอ เขาได้เข้าใจและเห็นภาพว่าเราชอบแบบไหน ได้ทำออกมาใกล้กับที่เราคาดหวังได้มากที่สุด หรือถ้าทำแค่ไหน คุณหมอจะได้แจ้งเราไว้ก่อนครับ) โดยผมอยากลดโหนกแก้มด้านข้าง และด้านหน้า ปรับให้รูปหน้าดูเท่ากัน ให้รูปหน้าดูซอฟ และหมอก็ประเมินว่า น่าจะตัดยุบกระดูกได้ข้างละ 7 มิล (ส่วนใหญ่จะตัดได้ข้างละ 5 มิล น้อยคนที่จะตัดถึงข้างละ 10 มิล) และผมต้องกรอกระดูกโหนกด้านหน้าร่วมด้วย เพื่อให้โหนกแก้มดูซอฟขึ้น และเพื่อทำให้โหนกทั้ง 2 ข้างดูใกล้เคียงกัน  ซึ่งจะมีแผลหน้าใบหูประมาณ 1-2 ซม. ต้องตัดมาตัดไหมหลังครบ 7 วัน และมีผ่าแผลในปากทั้ง 2 ข้าง เย็บด้วยไหมละลาย ไม่ต้องใส่สายระบายเลือด โดยใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 3 ชม. แบบวางยาสลบ และมีการติดสกรูขนาดเล็กยึดกระดูกโหนกแก้มเพื่อป้องกันการเลื่อนผิดตำแหน่ง โดยอยู่ในร่างกายได้ตลอดชีวิต และหลังผ่าตัดต้องนอนพักที่ รพ. 1 คืน เพื่อสังเกตอาการครับ

----------------------------------
ขออนุญาติแชร์ความรู้จากที่ได้คุยกับคุณหมอ โดยการผ่าตัดลดขนาดโหนกแก้ม เราไม่สามารถทำให้รูปหน้าเราเป็นรูปหน้าเหมือนคนฝรั่งหรือรูปหน้าเรียวเหมือนนายแบบได้ 100% แต่สามารถทำให้ใกล้เคียงแนวนั้นได้ เพราะแต่ละคนจะมีโครงกระดูกหลักของใบหน้าส่วนอื่นอยู่ โดยการตัดยุบกระโหนกแก้ม ต้องไม่ยุบให้ชนกับกระดูกกราม และไม่เข้าใกล้กระดูกใต้ตามากเกินไป เพื่อความปลอดภัยมากที่สุดครับ เพราะคนไข้บางคน มีโหนกแก้มชัดมาก อาจจะคาดหวังให้ลดลงเยอะมาก โดยถ้าตัดยุบเข้าเยอะเกินไป จะเกิดปัญหาอ้างปากได้ไม่สุด และเกิดภาพซ้อนได้ ซึ่งแต่ละคนตัดยุบได้ไม่เท่ากัน ต้อง CT-Scan หมอถึงประเมินได้ครับ ถ้าที่ไหนจะตัดกระดูกโหนกแก้ม แล้วไม่ส่งคนไข้ไปทำ CT-Scan ก่อน อย่าทำนะครับ เสี่ยงเกินไป
----------------------------------

มาถึงวันที่ 1 วันผ่าตัด (23 ธ.ค. 2564) 
ผมมาถึงก่อนเวลานัด โดยผมได้เตรียมของไหว้ 2 ชุด เพื่อไหว้ขอพรที่ ศาลพระพรหม และศาลตายาย ของโรงพยาบาล โดยขอให้การผ่าตัดครั้งนี้ ผ่านไปได้ด้วยดี และออกมาตามที่คาดหวังไว้

ก่อนหน้านี้ผมอดอาหารไว้ 8 ชม. นัดเข้ามาเตรียมตัว 16.00 น. โดยทีมงานของ รพ. พาไปนอนเตรียมใจ ในห้องพักก่อน แล้วได้เข้าห้องผ่าตัดเวลา 20.00 น. ระหว่างรอ คือ ลุ้นและตื่นเต้นครับ


ก่อนผ่าตัด จะมีวัดความดัน พาไปล้างหน้า ล้างมือ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดของโรงพยาบาล 



แล้วก็ได้พบกับคุณหมอในห้องผ่าตัดก่อนทำ เพื่อมาสรุปให้เข้าใจในความต้องการตรงกัน แล้วก็จะมีวิสัญญีแพทย์ มาคุยกับเราต่อ แล้วมาจับแถวแขน ตบ ๆ เส้นเลือด แล้วบอกว่าเจ็บหน่อยนะ แล้วเอาเข็มน้ำเกลือจิ้มเลย เร็วมาก 5555 ผมร้องเลย แล้วเขาก็ให้เรานอนซักพัก สอบถามเคยวางยาสลบไหม มีอาการอะไรบ้าง แล้วเขาบอกว่า เดี๋ยวหมอจะเดินยาสลบแล้ว ตอนตื่นมาอาจจะระคายคอหน่อย เพราะต้องใส่ท่อช่วยหายใจ แล้วถ้าง่วงก็หลับได้เลย ไม่นานผมรู้สึกได้ว่า แขนเริ่มมีความเย็นนิด ๆ แล้วแขนค่อย ๆ หนักขึ้น แล้วผมก็รู้ตัวอีกที ก็มีผ้าพันหน้า นอนพักดูอาการหน้าห้องผ่าตัด (เหมือนช่วงเวลานั้นกระโดดข้ามไปเลย)  แล้วพยาบาลก็เรียกให้พยายามหายใจทางจมูกลึก ๆ จนได้ค่า Oxygen ในเลือดมากกว่า 98 แล้วพยาบาลก็พาผมกลับเข้าห้องพักเวลา 00.30 น. ครับ

สภาพหลังออกจากห้องผ่าตัด

หลังออกจากห้องผ่าตัด คือ ปวดฉี่ มึน และหน้ามึนตามภาพครับ  ดูเหมือนหงุดหงิดแต่ไม่ได้ทรมาณนะครับ แค่รู้สึกหิว หน้ารู้สึกหนัก น้ำมูกไหล แล้วพยาบาลก็เอานมกับน้ำส้มคั้นมาให้ทาน ซึ่งผมทานได้นิดเดียว แค่ขยับปากก็รู้สึกยากแล้ว บางทีดูดน้ำไป น้ำไหลออกจากปากไปด้วย 5555 นึกแล้วขำดีครับ แต่ไม่รู้สึกเจ็บหรือระบมแผลเท่าไหร่ มีเจ็บหน่อย คือ เจ็บและแสบคอตอนกลืนน้ำลายมาก เพราะน่าจะใส่ท่อช่วยหายใจไป 3 ชม. โดยคืนนั้นผมก็พยายามนอนเลยครับ

เดี๋ยวผมมาต่อนะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่