JJNY : 4in1 โอไมครอนส่อระบาดทั่วโลก WHOเตือนเสี่ยงสูงมาก│SMEs ผวาโอไมครอน│โจรงัดบ้าน-กุฏิพระรายวัน│หุ้นดิ่ง ปิด-20.92จุด

โควิด โอไมครอนส่อระบาดทั่วโลก WHOเตือนความเสี่ยงสูงมาก
https://www.khaosod.co.th/covid-19/news_6757626
 
 
โควิด – วันที่ 29 พ.ย. ซีเอ็นบีซีรายงานว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า ไวรัสโคโรนาปี 2019 ชนิดกลายพันธุ์โอไมครอน (B.1.1.529) ที่พบครั้งแรกในประเทศแอฟริกาใต้มีความแนวโน้มจะระบาดต่อเนื่องและความเสี่ยงที่จะลุกลามเป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลกนั้นสูงมาก

ข้อมูลดังกล่าวมาจากการแถลงทางเทคนิคด้านการประเมินความเสี่ยงของ WHO ต่อสมาชิก 194 ชาติ ระบุว่า การระบาดใหญ่ของเชื้อชนิดกลายพันธุ์โอไมครอนนั้นอาจก่อให้เกิดผลร้ายแรงทางด้านสาธารณสุขตามมาในบางพื้นที่

WHO ระบุว่า เหตุผลหลักที่นำไปสู่ผลประเมินข้างต้นมาจากการค้นพบตำแหน่งกลายพันธุ์ของยีนส์หลายตำแหน่งที่อาจทำให้ไวรัสชนิดนี้มีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันและระบาดได้ไวขึ้น หมายความว่า ความเสี่ยงที่จะระบาดไปทั่วโลกนั้นอยู่ในระดับ “สูงมาก”

“ปัจจัยที่มีผลต่อคุณสมบัติข้างต้นในไวรัส อาจนำไปสู่แนวโน้มการระบาดที่สูงขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมอื่นของแต่ละพื้นที่ด้วย ดังนั้นทาง WHO ประเมินความเสี่ยงต่อประชาคมโลกต่อการระบาดของไวรัสก่อโรคโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์โอไมครอนไว้อยู่ในระดับสูงมาก”

รายงานระบุว่า แม้ทาง WHO จะเตือนภัยและหลายประเทศทั่วโลกทยอยยกระดับมาตรการสกัดกั้นแล้วแต่ยังมีข้อมูลอีกหลายประการที่นักวิทยาศาสตร์ยังคงศึกษาแข่งกับเวลา
 
WHO ระบุว่า ข้อมูลที่ยังไม่ทราบแน่ชัด คือ ความสามารถในการระบาดที่เพิ่มขึ้นนั้นมากเพียงใด และมาจากความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้น หรือความสามารถอื่นๆ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน
 
ข้อมูลอีกส่วนถัดมาที่ยังไม่ทราบแน่ชัด คือ ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ปัจจุบันนั้นมีประสิทธิภาพเพียงใดในการคุ้มครองผู้ได้รับวัคซีนจากการติดเชื้อ ป่วยหนัก และเสียชีวิต รวมทั้งที่สำคัญที่สุด คือ ไวรัสชนิดนี้มีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ เพียงใด
 
ผู้เชี่ยวชาญจาก WHO กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องใช้เวลาในการศึกษานานหลายสัปดาห์ ทว่า ผลการศึกษาเบื้องต้น พบว่า ชนิดโอไมครอนนั้นมีความสามารถในการทำให้ผู้ที่เคยติดเชื้อแล้วติดเชื้อซ้ำได้มากขึ้น
 
ขณะที่แนวโน้มการระบาดล่าสุดในแอฟริกาใต้นั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและอาจกลายเป็นชนิดหลักแทนที่เดลต้า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่อาจลุกลามไปทั่วโลก และแม้แพทย์จากแอฟริกาใต้ จะเคยระบุไว้ว่า ยังไม่พบผู้ติดเชื้อที่ป่วยรุนแรง แต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าเชื้อนั้นมีความรุนแรงเพียงใด
 
WHO เรียกร้องให้นานาชาติยกระดับมาตรการตรวจตราหาผู้ติดเชื้อ และการตรวจหาชนิดเชื้อ เพื่อเร่งหาว่าชนิดโอไมครอนนั้นแพร่ระบาดในชุมชนหรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้เร่งรัดการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้เร็วที่สุดด้วย
 

 
เอสเอ็มอี ผวาโอไมครอน ซ้ำเติมประเทศ จี้รัฐเตรียมแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน
https://www.matichon.co.th/economy/news_3064393

เอสเอ็มอี ผวาโอไมครอน ซ้ำเติมประเทศจี้รัฐเตรียมแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน
 
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องเผชิญอย่างรุนแรง คือ การกลายพันธุ์ของโควิด-19 และการแพร่ระบาดโอไมครอน ที่เริ่มกระทบหนักในหลายประเทศและน่ากังวลมากขึ้นจากที่มีการพบที่ฮ่องกงแล้ว ดังนั้น จากการที่หารือกันในสมาคมฯ เห็นว่าการเฝ้าระวัง และใช้มาตรการเข้มงวดเรื่องการเข้าออกประเทศ จำเป็นต้องปรับแผนโดยด่วน เพราะหากมีการแพร่ระบาดวงกว้างในประเทศไทย จะซ้ำเติมทั้งประเทศและเศรษฐกิจโดยรวม

นายแสงชัย กล่าวว่า การเตรียมพร้อม แผนฉุกเฉินรองรับสถานการณ์ โอไมครอน ต้องเตรียม 
1. แผนวัคซีน ATK อุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ที่จำเป็น ความพร้อมโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม และ Hospitel รวมทั้งการซักซ้อมทำความรู้ ความเข้าใจกับบุคลากรทางการแพทย์
2.แผนรองรับมาตรการเข้มงวดกับการลักลอบเข้าประเทศทุกช่องทาง
3. แผนงบประมาณรองรับความเสี่ยง และมาตรการผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจน 
4. แผนเร่งวิจัยและพัฒนายา สมุนไพรรักษาและการตรวจเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพในการพึ่งพาภายในประเทศ
 


ผวาทั้งหมู่บ้านโจรงัดบ้าน-กุฏิพระรายวัน ภาพชัด!วอนตำรวจช่วยเร่งจับ
https://www.dailynews.co.th/news/525646/

ชาวบ้านคำกั้ง ต.เหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ ผวาคนร้ายบุกงัดบ้านและกุฏิพระขโมยทรัพย์สินแทบรายวัน จนต้องติดกล้องวงจรปิดและอยู่อย่างวิตก เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามจับกุมตัว คาดเป็นวัยรุ่นในพื้นที่

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ชาวบ้านและพระสงฆ์คำกั้ง หมู่ 4 ต.เหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ออกมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุงัดบ้านและกุฏิพระแทบทุกวัน จนต้องอยู่กันแบบหวาดผวา และต้องติดกล้องวงจรปิด เพื่อความปลอดภัย โดยล่าสุดคนร้ายเป็นชายได้เข้าไปงัดอุโบสถในวัด แต่ไม่ได้ทรัพย์สิน ซึ่งกล้องวงจรปิดจับภาพคนร้ายได้
 
พระสำคัญ อภิวพโล เจ้าอาวาสวัดหอคำ บ้านคำกั้ง หมู่ 4 ต.เหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ เล่าว่า ที่ผ่านมากุฏิของอาตมาได้ถูกคนร้ายมางัดขโมยทรัพย์สินมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ทั้ง 3 ครั้งนั้น ไม่มีหลักฐานชัดเจน เพราะไม่มีกล้องวงจรปิด โดยมีทรัพย์สินสูญหายหลายรายการรวมแล้วกว่า 1.2 หมื่นบาท จากนั้นได้ให้ช่างมาติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในวัดและกุฏิ จนครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่ผ่านมา คนร้ายย่ามใจได้กลับมางัดกุฏิ เพื่อขโมยทรัพย์สินอีกครั้ง ได้โทรศัพท์มือถือไป 1 เครื่อง ราคาประมาณ 4 พันบาท รวมทั้งนำกุญแจไปเปิดประตูอุโบสถ ขโมยเอาทรัพย์สินและเงินในตู้บริจาคที่อยู่ในอุโบสถจำนวนหนึ่งด้วย แต่ครั้งนี้กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพเอาไว้ได้
 
พระสำคัญ กล่าวอีกว่า หลังคนร้ายก่อเหตุอีก และกล้องวงจรปิดบันทึกภาพได้ จึงได้แจ้งเรื่องไปยังผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านคำ พร้อมกับเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.กุฉินารายณ์ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถติดตามตัวคนร้ายได้ จึงอยากให้ตำรวจเร่งจับคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว เพราะย่ามใจกลับมางัดกุฏิ 4 ครั้ง และยังไปขโมยของสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน หมู่ 4 และหมู่ 10 ด้วย
 
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังได้รับทราบข้อมูลจากชาวบ้านคํากั้ง หมู่ที่ 10 ต.เหล่าใหญ่ ซึ่งอยู่ติดกันกับวัด ว่า คนร้ายดังกล่าวเป็นคนในพื้นที่ และมักก่อเหตุรายวันขึ้นบ้านของชาวบ้านเกือบทุกหลังในละแวกหมู่บ้านจนเกิดความหวาดวิตกไม่เป็นอันทำมาหากิน โดยคนร้ายรายนี้จะเอาทรัพย์สินทุกอย่างที่สามารถนำไปแปรสภาพเป็นเงินได้ บ้านแต่ละหลังก็มักจะถูกลักทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 2-3 ครั้ง ชาวบ้านได้มีการไปแจ้งความกับตำรวจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เจ้าหน้าที่มาจับคนร้ายไปได้ก็ไม่เกิน 1 อาทิตย์ แล้วก็ปล่อยตัวออกมา ครั้งล่าสุดมีการใส่กำไล EM แล้วก็ตัดทิ้งก็ใช้ชีวิตปกติ ออกตระเวนลักทรัพย์ตามบ้านเรือนของชาวบ้านจนชาวบ้านวิตกกังวลไม่กล้าที่จะออกไปทำมาหากิน เพราะว่าทรัพย์สินจะถูกขโมย จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับคนร้าย
 
นางวันทยา สุขสวาง อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 160 ชาวบ้านคำกั้ง หมู่ที่ 10 ต.เหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ กล่าววว่า ตนก็เป็นหนึ่งในผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายขึ้นบ้านแล้วขโมยเอาสิ่งของไปจำนวนหลายหมื่นบาท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก แบตเตอรี่รถเก๋ง เครื่องชาร์จโทรศัพท์ และทรัพย์สินอื่นๆ ที่คนร้ายสามารถหยิบฉวยติดตัวเอาไป โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2563 แล้วก็ได้มีการดำเนินการแจ้งความไว้ที่ สภ.กุฉินารายณ์ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า เจ้าหน้าที่ยังมีการบอกให้ตนไปซื้อกล้องวงจรปิดมาติดไว้ที่บ้าน เพื่อเป็นการสอดส่องดูแล และเพื่อเก็บเป็นหลักฐานเวลาเกิดเหตุ แต่เนื่องด้วยฐานะทางบ้านของตนไม่มีเงินเพียงพอ จึงไม่สามารถติดกล้องวงจรปิดตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
 
นางวันทยา กล่าวอีกว่า ขณะนี้จึงได้แค่เพียง เฝ้าระวัง และพยายามอยู่บ้านตลอดเวลา หากไม่มีเหตุจำเป็นก็ไม่ออกจากบ้าน ไม่ใช่แค่ตนที่ต้องทำเช่นนี้ ยังมีชาวบ้านคนอื่นๆ ภายในหมู่บ้านที่ต้องคอยเฝ้าระวังทรัพย์สินของตัวเองด้วย เพราะคนร้ายยังก่อเหตุแทบทุกวัน และก็ยังคงลอยนวล และใช้ชีวิตแบบปกติ โดยที่ไม่มีการถูกดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม ตนอยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยดำเนินการ มาตรการขั้นเด็ดขาดกับคนร้ายรายดังกล่าวด้วย เพื่อที่จะไม่ได้มาสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านอีก.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่