JJNY : 5in1 เมืองปลอดภัย2021 กท.ได้ที่43│วาด้าแบนไทย│โรงแรมขาดสภาพคล่อง│ลุงสิ้นใจหลังฉีดเข็ม2│ไลออนร็อกจ่อถล่มเวียดนาม

The Economist จัดอันดับเมืองที่ปลอดภัยประจำปี 2021 โคเปนเฮเกนครองอันดับ 1 ส่วนกรุงเทพฯ ได้ที่ 43 จาก 60 ประเทศทั่วโลก
https://thematter.co/brief/157153/157153
 
 
เมืองที่เราอยู่มีความปลอดภัยแค่ไหน? The Economist จัดอันดับเมืองที่มีความปลอดภัยที่สุดประจำปี 2021 จากทั้งหมด 60 เมืองทั่วโลกพบว่าโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของเดนมาร์กได้คะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยเมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดา และสิงคโปร์ ส่วนกรุงเทพฯ ได้อันดับ 43 โดยได้คะแนนรวมต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
 
โลกหลังเกิด COVID-19 นั้นเปลี่ยนไปจนแทบจำภาพเดิมไม่ได้ หลายๆ เมืองจึงออกมาตรการและนโยบายต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตกับ COVID-19 ได้อย่างปลอดภัยและส่งผลกระทบน้อยที่สุด ดังนั้นปัจจัยเรื่องสุขภาพจึงกลายมาเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการจัดอันดับเมืองที่มีความปลอดภัยมากที่สุดประจำปี 2021 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
Economist Intelligence Unit จากสำนักข่าว The Economist ได้จัดอันดับเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในโลก 60 เมืองจาก 76 ตัวชี้วัดซึ่งมีทั้งส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ชีวิตในวิถีดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และที่ขาดไม่ได้คือเรื่องสุขภาพ ซึ่งในปีนี้มีการเพิ่มประเด็นเรื่องความพร้อมในการรับมือโรคระบาด และอัตราการเสียชีวิตจาก COVID-19 มาใช้ในการพิจารณาด้วย
 
สำหรับประเทศที่ได้คะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 คือ โคเปนเฮเกน (82.4) เมืองหลวงของเดนมาร์ก ตามมาด้วย โทรอนโต (82.2) ประเทศแคนาดา, ประเทศสิงคโปร์ (80.7), ซิดนีย์ (80.1) ประเทศออสเตรเลีย และโตเกียว (80.0) ประเทศญี่ปุ่น ส่วนไทยได้อันดับที่ 43 โดยได้คะแนนรวมทั้งหมด 60.2 ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยซึ่งอยู่ที่ 66.1
 
ความเหมือนที่ทำให้ทั้ง 5 เมืองได้คะแนนท็อปไฟว์ในการจัดอันดับเมืองที่มีความปลอดภัยที่สุดในโลกประจำปีคือเมืองทั้ง 5 มีปัจจัยที่สามารถชี้ให้เห็นว่าความปลอดภัยโดยรวมมีความเชื่อมโยงกับความเป็นสังคมสมานฉันท์ (Social cohesion), จำนวนประชากร และความไว้วางใจทางสังคม (Social Trust) 
 
อย่างเช่น เมืองโคเปนเฮเกนที่ได้คะแนนสูงจากดัชนีชี้วัดเรื่องสภาพแวดล้อม ทั้งเรื่องพลังงานหมุนเวียน คุณภาพอากาศ การจำกัดของเสีย ไปจนถึงการจัดพื้นที่สาธารณะสีเขียว นอกจากนี้เมืองโคเปนเฮแกนยังเป็นตัวอย่างที่ดีของคำว่า ‘ความไว้วางใจทางสังคม’ เพราะพลเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐสามารถอยู่อาศัยและทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น และนี่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เดนมาร์กเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการทุจริตน้อยที่สุดในโลก
 
ขณะที่สิงคโปร์เพื่อนร่วมภูมิภาคของเราทำคะแนนได้อย่างดีเยี่ยมในด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล ความมั่นคงด้านสุขภาพ และความปลอดภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสิงคโปร์นำจุดแข็งเหล่านี้มาใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาด COVID-19 มีการใช้เทคโนโลยีมาแจ้งเตือนการระบาด และติดตามผู้ติดเชื้อซึ่งทำให้สิงคโปร์สามารถควบคุมการระบาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
 
ส่วนกรุงเทพฯ ที่ได้อันดับ 43 ได้คะแนนมากสุดจากความปลอดภัยด้านสุขภาพ 73.1 ตามมาด้วยความปลอดภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน 65.7 ความปลอดภัยด้านดิจิทัล 52.7 และความมั่นคงปลอดภัยส่วนบุคคล 46.4 ตามลำดับ
 
ความปลอดภัยในการมีชีวิตนั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนจะควรจะได้รับ ซึ่งการได้มาซึ่งความปลอดภัยนั้นต้องอาศัยทั้งความร่วมมือจากประชาชน และการทำงาน นโยบาย รวมถึงมาตรการของรัฐในการควบคุมสถานการณ์ต่างๆ หากทั้ง 2 ปัจจัยสามารถทำงานควบคู่กันไปได้ เมืองเมืองนั้นก็จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน
 
อ้างอิงจาก
 
https://www.bbc.com/travel/article/20211006-the-worlds-five-safest-cities-post-pandemic?at_campaign=64&at_custom4=113AF8BE-271A-11EC-8DE3-BA4C16F31EAE&at_custom2=facebook_page&at_medium=custom7&at_custom3=BBC+News&at_custom1=%5Bpost+type%5D
 
https://safecities.economist.com/safe-cities-2021-whitepaper/
 

 
'วาด้า' แบนไทยห้ามจัดกีฬานานาชาติ 1 ปี เหตุทำผิดข้อบังคับ แต่นักกีฬาแข่งได้
https://www.matichon.co.th/sport-slide/news_2980682
 
‘วาด้า’ แบนไทยห้ามจัดกีฬานานาชาติ 1 ปี เหตุทำผิดข้อบังคับ แต่นักกีฬาแข่งได้
 
องค์กรต่อต้านสารต้องห้ามโลก(วาด้า) ออกแถลงการณ์ว่า ไม่ให้การรับรองไทย, เกาหลีเหนือ, อินโดนีเซีย ในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ ทั้งระดับภูมิภาค ทวีปหรือระดับโลก เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยอินโดนีเซียและเกาหลีเหนือถูกแบนเนื่องจากศูนย์ตรวจหาสารต้องห้ามในประเทศไม่มีอุปกรณ์และเครื่องมือในการตรวจหาสารต้องห้ามที่มีประสิทธิภาพ ส่วนไทยถูกแบนเพราะไม่ทำตามข้อบังคับของวาด้า
 
อย่างไรก็ตามนักกีฬาจากทั้ง 3 ประเทศสามารถร่วมแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติได้ปกติ แต่ไม่สามารถแข่งขันภายใต้ธงชาติไทยได้ในมหกรรมอื่นๆ ยกเว้นในโอลิมปิกเกมส์เท่านั้น จนกว่าที่จะมีการยกเลิกโทษดังกล่าว
 
สำหรับมหกรรมกีฬาที่ไทยจะแข่งขันในระยะเวลา 1 ปีหลังจากนี้ ได้แก่ กีฬาโอลิมปิกเกมส์ ฤดูหนาว 2022 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 4-20 กุมภาพันธ์, กีฬาเอเชี่ยนอินดอร์และมาร์เชียลอาร์ตเกมส์ ที่ประเทศไทย (ยังไม่กำหนดวันเวลาแน่นอน), กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 31 ในเดือนพฤษภาคม ที่ประเทศเวียดนาม, กีฬาเวิลด์เกมส์ ที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 7-22 กรกฎาคม และกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่นครหังโจว ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 10-25 กันยายน
 
ด้าน ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องนี้ พยายามเร่งแก้ไข กฎหมาย พรบ. ควบคุมการใช้สารต้องห้าม บางข้อที่ไม่สอดคล้องกับกฎวาด้า กกท. ดำเนินการแก้ไขกฎหมาย โดยยังมีเรื่องของกฎหมายลูกในทุกจุด บางประเด็นชี้แจงแล้ว แต่ต้องแก้กฎหมายก่อน ระบบการแก้ไขกฎหมายไทยต้องใช้เวลา ตอนนี้เรื่องการแก้ไขปัญหาอยู่ที่ สำนักกฤษฎีกาแล้ว
 
“เรารายงานรัฐบาลแล้วว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นเร่งด่วน ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รายงานให้ ครม.ทราบแล้ว ต้องแก้กฎหมายด่วน เบื้องต้นอาจจะต้องออกเป็นพระราชกำหนด เพื่อให้เร็วและสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ก่อน  ซึงทางเราไม่ได้นิ่งนอนใจ” ผู้ว่าการ กกท.กล่าว
 

 
โรงแรมขาดสภาพคล่อง เปิดได้แค่ 30% หลังรัฐฯประกาศเปิดเมือง 1 พ.ย.นี้
https://ch3plus.com/news/category/260893
 
รัฐบาลยืนยันเปิดเชียงใหม่ พร้อมกับอีก 4 พื้นที่ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ แต่ดูเหมือนโรงแรม จะยังไม่พร้อม ยังขาดสถาพคล่อง เปิดได้แค่ 30% เท่านั้น
 
นางละเอียด บุ้งศรีทอง นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ เปิดเผยว่า มีโรงแรมพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ราว 30% เท่านั้น หรือ ราว 18,000 ห้อง จากทั้งหมด 60,000 ห้อง เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ยังประสบปัญหาทางด้านการเงิน ที่จะมาฟื้นฟูธุรกิจ ยังซมพิษโควิด ที่กินระยะเวลานาน ทำให้ต้องลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการจ้างงาน ที่ลดลงไปถึง 50% และยังไม่สามารถเรียกพนักงานกลับมาทำงานเต็ม 100% ได้
 
ทั้งนี้ คาดหวังว่า การเปิดเมือง รับนักท่องเที่ยว บวกกับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 ที่จะเปิดให้จองโรงแรมในวันพรุ่งนี้ และทัวร์เที่ยวไทย จะช่วยเพิ่มอัตราการเข้าพักได้ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ไปจนถึงไตรมาส 1 ปี 65 ได้ 30-35% และหากไม่มีการระบาดเพิ่ม ก็อาจได้ถึง 50% ในช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่จะบินตรงเข้าเชียงใหม่ คงจะเริ่มเห็นในไตรมาส 3 ปีหน้า
 
ด้านนายธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิง กล่าวว่า ขณะนี้ร้านอาหาร กลับมาเปิดแล้ว 30% จากทั้งหมด 14,000 แห่ง อีก 49% ปิดตัวชั่วคราว และเลิกกิจการไปแล้ว 21% หรือ 2,940 แห่ง
 
ขณะที่นายพัลลภ แซ่จิว ประธานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่ ยอมรับว่า มีนักลงทุนต่างชาติ ทั้งจีน ยุโรป และรัสเซีย สอบถามและติดต่อเข้ามา ผ่านสถาบันการเงินของชาติ ที่มีสาขาในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อที่จะซื้อกิจการ ด้านการท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ โดยอาศัยจังหวะที่ผู้ประกอบการไทยประสบปัญหาในช่วงโควิด


 
ลุงสิ้นใจหลังฉีดเข็ม 2 หลานขอความเป็นธรรม หมอเปลี่ยนสาเหตุการตายจนมึน ตัดสินใจส่งชันสูตร
https://www.khaosod.co.th/covid-19/news_6666191
 
ลุงสิ้นใจหลังฉีดเข็ม 2 หลานขอความเป็นธรรม หมอเปลี่ยนสาเหตุการตายจนมึน ตอนแรกบอกถุงลมโป่งพอง พอท้วงจึงเปลี่ยน ตัดสินใจส่งชันสูตรผลออก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  
วันที่ 8 ต.ค.64 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากญาติของ นายถาวร เขียววิจิตร อายุ 56 ปี ชาว ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.นครนายก หลังไปฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 แล้วเสียชีวิต โดยได้นำเอกสารต่างๆ ทั้งใบรับรองการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ที่ออกโดย ร.พ.แห่งหนึ่งใน จ.นครนายก เพื่อขอความเป็นธรรม
 
โดย นายประมาน แต้เภา หลานของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ลุงของตนเป็นคนร่างกายแข็งแรง และไม่เคยมีประวัติเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเลย โดยเริ่มฉีดวัคซีนเข็มแรกเป็นซิโนแวค ที่ ร.พ.บ้านนา เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นวันที่ 17 ก.ย.ก็ได้ไปฉีดวัคซันเข็มที่ 2 เป็นแอสตร้าฯ ที่ ร.พ.บ้านนา เช่นเดียวกัน
 
หลังจากกลับมาบ้านได้ 3 ชั่วโมง ก็มีอาการข้างเคียง แน่นหน้าอก ปวดหัว จึงเข้ารักษาตัวที่ ร.พ.บ้านนา ก่อนจะถูกส่งตัวไปรักษาอีก 2 โรงพยาบาลใน จ.นครนายก และอาการเริ่มดีขึ้นจึงกลับมาบ้าน แต่ผ่านไปเพียง 1 วัน อาการแน่นหน้าอกก็กลับมาเป็นอีก แต่หนักกว่าเก่า หลังจากนั้นจึงไปรักษาตัวที่ ร.พ.แห่งหนึ่ใน จ.นครนายก อีก 8 วัน กระทั่งวันที่ 2 ต.ค. ลุงก็เสียชีวิตลง
 
ซึ่งหมอออกมาแจ้งว่า เป็นถุงลมโป่งพอง แต่พวกตนไม่เชื่อ เพราะลุงไม่มีประวัติการเจ็บป่วยมาก่อน และบอกหมอว่าที่ทรุดลงเพราะการฉีดวัคซีน หมอจึงบอกว่าเดี๋ยวจะเปลี่ยนแปลงเอกสารให้เป็นหัวใจล้มเหลว และพอไปดูเอกสารก็พบว่าหมอได้เปลี่ยนเป็นเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ พวกเราจึงไม่มีความเชื่อมั่น จึงตัดสินใจส่งศพชันสูตร และผลออกมาปรากฎว่า กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จึงได้รับศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลยู่ที่วัดท่าช้าง อ.เมือง จ.นครนายก และจะฌาปนกิจในวันที่ 9 ต.ค.นี้ ที่ตนมาร้องเรียนนี้ เพราะไม่อยากให้ลุงตายฟรี ซึ่งลุงเป็นคนแข็งแรง และไม่อยากให้คนอื่นๆ ต้องมารับสภาพแบบนี้
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่