JJNY : 4in1 ADBหั่นGDPไทยเหลือ0.8%│Bloombergคาด2022:ศก.ไทยโตช้าสุดในเอเชีย│นักธุรกิจพัทยาขอความชัดเจน│โรมยื่นสอบชัยวุฒิ

ADB หั่นจีดีพีไทย’64 เหลือ 0.8% ชี้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าสู่ความยากจน
https://www.businesstoday.co/business/22/09/2021/76280/
 
  
นายโจเซฟ ซเวกลิช จูเนียร์ รักษาการหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำ ธนาคารพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) เปิดเผยว่า เอดีบี ออกรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ประจำปี 64 ฉบับล่าสุด (ADO 2021 Update) โดยปรับลดแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียในปี 64 ท่ามกลางความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับปัญหาการระบาดครั้งใหญ่ของเชื้อโควิด-19
 
สำหรับประเทศไทย การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเดินหน้าไม่ได้เต็มที่ แม้การเติบโตของการส่งออกสินค้าและสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยจะช่วยลดผลกระทบทางลบจากโควิด-19 ต่อการเติบโตได้ แต่การระบาดระลอกใหม่ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความล่าช้าของแผนวัคซีนของประเทศยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย
 
ทั้งนี้ เอดีบีได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 64 ลงอยู่ที่ 0.8% จากที่เคยคาดการณ์ที่ 3% เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา และปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจของปี 65 ลงจาก 4.5% ไปอยู่ที่ 3.9% ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดว่ายังคงเดิมที่ 1.1% ในปี 64 และ 1% ในปี 65 เนื่องจากอุปสงค์รวมยังคงซบเซา    
 
ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย เอดีบีคาดว่าจะขยายตัว 7.1% ในปี 64 ซึ่งเป็นการปรับลดจากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 7.3% ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา สำหรับปี 65 คาดว่าการเติบโตจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 5.4% จาก 5.3% โดยโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ การแพร่ระบาดภายในประเทศระลอกใหม่ การกลับมาดำเนินมาตรการควบคุมที่หลากหลายและการล็อกดาวน์ในระดับต่างๆ รวมถึงการบริหารจัดการวัคซีนที่ล่าช้าและไม่สม่ำเสมอนั้น กำลังทำให้โอกาสการฟื้นตัวของภูมิภาคนี้ลดน้อยลง 
 
“ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ยังคงเสี่ยงต่อการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 เนื่องจากสายพันธุ์ใหม่ก่อให้เกิดการระบาดไปในวงกว้างจนนำไปสู่ข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในบางประเทศอีกครั้ง มาตรการเชิงนโยบายไม่ควรเน้นที่การกักกันตัวและการฉีดวัคซีนเท่านั้น แต่ควรเน้นการช่วยเหลือบริษัทและครัวเรือนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับทิศทางของภาคเศรษฐกิจให้เข้ากับความปกติใหม่ เมื่อการระบาดใหญ่ลดน้อยลงและการฟื้นตัวเริ่มต้นขึ้น”
 
นอกจากนี้รายงานฉบับล่าสุดระบุว่า ด้วยจำนวนประชากรที่ยากจนในพื้นที่ชนบทของภูมิภาคเอเชียมีถึง 76% ดังนั้นการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและรายได้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะใช้ในการต่อสู้กับความยากจน และได้เรียกร้องให้รัฐบาลออกนโยบายที่บูรณาการเทคโนโลยี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และการปฏิรูปกฎระเบียบ เพื่อรับรองความมั่นคงด้านอาหารและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
 
การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ได้ส่งผลให้ประชากรราว 75-80 ล้านคนของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียเข้าสู่ความยากจนขั้นรุนแรง ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางอาหารมากขึ้น ในปีนี้ ความหิวโหยทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นราวหนึ่งในสามตามการประเมินของกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา และจากจำนวนประชากร 291 ล้านคนที่ได้รับความทุกข์ยากจากความไม่มั่นคงด้านอาหารทั่วโลกนั้น 72% อยู่ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในบังคลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย และปากีสถาน
 


Bloomberg คาดการณ์ปี 2022: เศรษฐกิจไทยโตช้าสุดในเอเชีย มาเลฯ-อินเดียโตเร็วสุด

https://brandinside.asia/bloomberg-surveys-in-2022-most-asian-countries-growth-except-thailand/

Bloomberg เผยผลสำรวจที่คาดการณ์เศรษฐกิจในปีหน้า ปี 2022 ที่กำลังจะถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ พบว่า แม้มาเลเซียและอินเดียจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 หนักหน่วงที่สุด แต่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเร็วที่สุด เร็วกว่าที่คาด
 
การเติบโตของมาเลเซียนั้นถือว่ายกระดับมากที่สุดในภูมิภาคหรือเพิ่มราว 85 BPS หรือขยายราว 5.65% ในปีหน้า ตามด้วยอินเดียที่คาดว่าเศรษฐกิจจะโตราว 6.7% ถือว่าเร็วกว่าที่คาด 80 BPS
 
เรื่องนี้นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าประเทศในเอเชียส่วนใหญ่จะมีเศรษฐกิจเติบโต ยกเว้นไทยกับนิวซีแลนด์ ที่คาดว่า จะถดถอยลงไปอย่างน้อย 20 BPS  ขณะที่ภาพรวมของอินโดนีเซียนั้นเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ส่วนมาเลเซีย ถือว่าเป้นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการติดเชื้อใหม่รายวันสูงที่สุดในโลก จนมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำคนใหม่ขึ้น จากนั้นก็มีการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งก็ได้แรงหนุนจากความต้องการภายในประเทศดีขึ้น การส่งออกดีต่อเนื่อง ทำให้ GDP ในไตรมาส 2 โต 16.1%
 
ขณะที่อินเดียเอง เศรษฐกิจก็กลับมาเติบโตเร็วที่สุดในโลกจนถึงเดือนมีนาคมที่มีการติดเชื้อลดต่ำลงที่สุดในรอบกว่า 6 เดือน นอกจากนี้ ผลสำรวจแนวโน้มดัชนีราคาผู้บริโภคสะท้อนให้เห็นว่าภาพรวมของนิวซีแลนด์มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดอยู่ที่ 0.90 BPS ถึง 2.3% ในปีหน้า ส่วนสิงคโปร์และออสเตรเลียตามมาอยู่ที่ 0.42 BPS และ 0.40 BPS ตามลำดับ
 
*หมายเหตุ* ประเทศที่นำมาสำรวจนี้ ไม่นับรวมประเทศที่มี GDP ในปี 2019 ต่ำกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา – Bloomberg


 
นักธุรกิจพัทยา ขอความชัดเจนภาครัฐ หลังเลื่อนเปิดเมือง ชี้ เอกชนแบกภาระหลายรอบ
https://www.matichon.co.th/region/news_2953510

นักธุรกิจพัทยา วอนภาครัฐเอาให้ชัด หลังเลื่อนเปิดเมือง ชี้เอกชนต้องเตรียมหลายอย่าง กระทบหลายรอบ
 
จากกรณีที่ ททท. จ่อขยับ 5 จังหวัดเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากกำหนดเดิมวันที่ 1 ตุลาคม อาจต้องเลื่อนไปเป็นวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้แทน เพื่อให้ทุกพื้นที่ระดมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ให้ได้ครบโดสไม่น้อยกว่า 70% ตามเกณฑ์การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขหลักของการพิจารณาเปิดพื้นที่นำร่องนั้นๆ ประกอบกับขณะนี้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศยังไม่แน่นอน คณะทำงานจากกระทรวงสาธารณสุข จึงเห็นควรให้เลื่อนกำหนดการอย่างน้อย 1 เดือนจากกำหนดเดิม
 
นายบุญอนันต์ พัฒนสิน นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา กล่าวว่า สำหรับภาคเอกชนได้เตรียมความพร้อมในการเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หลังจากมีข่าวว่าต้องเลื่อนเปิดเมืองไปในวันที่ 1 พฤศจิกายน ภาคเอกชนจึงอยากขอความชัดเจนจากภาครัฐในการเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยว วิธี และขั้นตอนปฎิบัติในการเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
 
“การล็อคดาวน์ที่ผ่านมาส่งผลให้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก จากที่มีการเลื่อนเปิดในภาคเอกชนก็ได้รับผลกระทบในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจ้างพนักงาน การเตรียมอาหารไว้เพื่อบริการลูกค้า ซึ่งทำให้ภาคเอกชนได้รับผลกระทบ ซึ่งภาคเอกชนแบกภาระแบบเดิมมาหลายรอบ จึงอยากให้ภาครัฐมีความชัดเจนในการเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวให้มากกว่านี้ ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนได้มีการวางแผนและปรับตัวได้ถูก”
 
“ในตอนนี้ภาคเอกชนได้ทำการตลาดโดยเน้นไปที่นักท่องเที่ยวชาวไทยเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากปัจจัยในหลายๆอย่าง โดยอยากให้ภาครัฐได้กำหนดการที่ชัดเจนมากกว่านี้ หลังจากที่เลื่อนเปิดเมือง ทำให้ภาคเอกชนเริ่มไม่มั่นใจในแนวทางของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย จึงอยากให้ภาครัฐสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สาเหตุที่เลื่อนเปิดเมือง อยากให้สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ต่างๆก่อนที่จะเมือง เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน ซึ่งจะทำให้เป็นภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยว”
 
นายบุญอนันต์ กล่าวต่อว่า โดยภาพรวมของเมืองท่องเที่ยวช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองพัทยามากขึ้นทำให้ยอดการจองเข้าพักก็เริ่มมีสูงขึ้น ในวันธรรมดาก็ยังคงเงียบเหงาเหมือนเดิม ในส่วนของวันหยุดยาวที่จะถึงนี้ ยอดจองโรงแรมต่างๆในพื้นที่เมืองพัทยาก็มีเพิ่มขึ้นคาดว่าน่าจะมียอดจองเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่