แสงระวี…บทที่ 21 (รีไรท์)

กระทู้สนทนา

.


                  จดหมายฉบับแรกเขียนถึงหนึ่งหลังจากที่เข้าไปเรียนนายสิบได้สองเดือน แสงระวีบรรจงเขียนแต่ละตัวอย่างตั้งใจ เกรงว่าถ้าตวัดตัวหนังสือมากไปหนึ่งจะอ่านไม่รู้เรื่อง ตั้งใจบรรจงเขียนแต่ละตัวอักษรอย่างพิถีพิถัน ยิ้มให้กับตัวหนังสือที่เป็นลายมือใหม่ของตนเองมันช่างดูตลกนัก

                  หนึ่งต้องอ่านออกทุกตัวอักษร ต้องสัมผัสได้ถึงความคิดถึงมหาศาลของเธอที่มีในตัวหนังสือนี้ หวังว่าจดหมายจะไม่ถูกนำออกไปอ่านให้เพื่อน ๆ ฟัง ดังนั้นเพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น เธอจึงเขียนใช้คำสุภาพและระมัดระวังมากที่สุด ไม่หวานหรือสื่ออะไรไปในทางที่ล่อแหลมจนเกินไป

                  หนึ่งบอกว่าที่นั้นไม่ให้ใช้โทรศัพท์เลย ใช้ได้ต้องเป็นเวลาเท่านั้น มีเพื่อนคนหนึ่งแอบใช้ต้องโดนทำโทษไป แต่ก็ต้องนำติดตัวไปด้วย เวลากลับบ้านจะได้ติดต่อญาติให้มารับได้ เธอเข้าใจ ! เข้าใจทุกอย่างพร้อมรอคอยเสมอ ทำใจปล่อยวาง รอการกลับมาในวันหยุดของหนึ่งก็พอ

                  หนึ่งไม่ค่อยโทรหาเลยตั้งแต่เข้าไปเรียน เธอก็ไม่คิดมาก ในเมื่อติดต่อไม่ได้ ไม่ให้ใช้โทรศัพท์เข้าใจดี จะไปเซ้าซี้หาเรื่องงอนหนึ่งทำไม เธอทำหน้าที่ของคนรออย่างดีที่สุด ไม่สนใจใคร ตั้งหน้าตั้งตารอหนึ่งเพียงคนเดียว รอวันที่เรียนจบกลับมา เมื่อถึงวันนั้นคงมีความสุขมากกว่าวันนี้แน่นอน

                    แสงระวีอ่านจดหมายของตนเองอีกรอบ ทบทวนคำผิดสองสามรอบ อ่านไปก็ยิ้มไป เขียนเองอ่านเองเขินเองเป็นแบบนี้ทุกรอบ แสงระวีจัดการทำซองขึ้นมาเองด้วยกระดาษเอสี่สี่ชมพู เรื่องอะไรจะยอมซื้อซองให้เปลืองตังค์

                   หลังจากเรียนครบสองเดือนแรก หนึ่งได้ลากลับบ้านทุก ๆ เสาร์อาทิตย์ เขาดูผอมและผิวคล้ำลงมาก ถึงอย่างไรก็รักและยังหล่อในสายตาของเธอเสมอ รูปร่างหน้าตาของหนึ่งเปลี่ยนไปผิดหูผิดตามาก คนที่เคยสำอาง คนที่เคยผิวขาวตอนนี้แลดูเข้มขึ้น บึกบึนขึ้น

                    แสงระวีตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะมีเสียงโทรศัพท์เข้า มองดูนาฬิกาตีสามกว่า ๆ หายง่วงเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นชื่อของคนที่โทรเข้า ดีดตัวลุกนั่งพิงหัวเตียง ดีใจมาก ๆ ที่หนึ่งโทรหา หนึ่งคงมาถึงแล้ว

                     “วีมารับหนึ่งหน่อยที่ บขส” หนึ่งออกคำสั่งเมื่อเธอกดรับสาย ตนเองดีใจจนเนื้อเต้นรอวันนี้มานานแล้ว คนไม่เคยรอคอยไม่รู้หรอกว่ามันดีใจแค่ไหน

                    “ให้ออกไปตอนนี้เลยเหรอ” พูดงัวเงียเพราะฤทธิ์ความง่วงยังหลงเหลืออยู่

                   “ใช่หนึ่งอยู่ บขส แล้วเนี่ย” ปลายสายตอบกลับมา

                    “แป๊บหนึ่งนะวีขอล้างหน้าสามนาทีไม่นาน”

                     “ครับ”

                       แสงระวีรีบล้างหน้าแปรงฟันอย่างเร็ว เปลี่ยนชุดนอนออก สวมกางเกงพละมหาลัย เสื้อยืด สวมเสื้อแขนยาวทับอีกที ทาแป้งฝุ่นพอประมาณ หยิบโทรศัพท์หยิบเงินสดไปจำนวนหนึ่งแล้วรีบออกจากห้องบึ่งรถไปรับหนึ่งที่ บขส อย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึงห้านาที เช้ามืดแบบนี้ถนนโล่งจึงสามารถขับรถได้เร็ว

                   ดินแดนแห่งเมืองนักศึกษาเวลานี้ดูเงียบสงบ ถ้าเป็นในช่วงตอนเช้ารถมอเตอร์ไซค์ของนักศึกษาวิ่งสวนกันจ้าละหวั่น ตอนนี้เช้ามืดไม่มีรถมอเตอร์ไซค์วิ่งเป็นเพื่อนสักคันมันดูวังเวงพิลึก โชคดีมีรถกระบะพ่อค้าแม่ค้าตลาดเช้าวิ่งเป็นเพื่อน ยังพอให้ความอุ่นใจ

                    มาถึงเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนรอที่หน้า บขส แต่งตัวด้วยชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสะแล็กสีดำยัดชายเสื้อเข้าในกางเกง ถือกระเป๋าใบกะทัดรัดรูปสี่เหลี่ยมสีดำ เป็นใครไปไม่ได้นอกจากหนึ่งนั่นเอง

                    แสงระวีเผยยิ้มออกมาแต่ไกลที่มองเห็นเขา ถัดไปมีเพื่อนร่วมสถาบันของเขาสองนายยืนเป็นเพื่อนคงรอคนมารับเช่นกัน ภายใน บขส ตรงเก้าอี้สำหรับผู้โดยสาร มีคนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดประปรายนั่งอยู่ คงมาจากกรุงเทพรอญาติมารับ ดูแล้วน่าสงสารพวกเขากว่าคนมารับจะเดินทางมาถึง

                    “หิวมั้ย” มาถึงก็ถามก่อนเลย กลัวว่าหนึ่งจะหิว แสงระวีมองตั้งแต่หัวจดเท้า พร้อมหัวเราะคิกคักเบา ๆ เม้มปากอมยิ้ม ยกมือขึ้นมาปิดนิดหน่อยไม่อยากแสดงท่าทางตลกออกมาให้หนึ่งเห็น กลัวจะไม่มั่นใจในตนเองและพาลงอนอีก

                    “หัวเราะอะไรห๊ะ” หนึ่งพูดพร้อมตบศีรษะของเธอเบา ๆ สวมกอดเธอด้วยมือข้างเดียว ดันเธอเข้ามาใกล้ ๆ มันอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก คงเป็นเพราะห่างกันนาน

                      “ไอ้ดำ ” พูดกลั้วยิ้ม หนึ่งเวลานี้ดูเปลี่ยนไปมาก เค้าเดิมไม่เหลืออยู่เลย

                  “เออไม่เป็นเค้าบางก็หัวเราะไป” คนโดนล้อค่อนขอดให้

                   “ปะไปโต้รุ่งกัน หิว” เธอชวนไปหาอะไรรองท้องดีกว่า ตื่นเช้าแบบนี้ท้องก็ยังทะลึ่งหิวได้อีก

                    ทั้งสองคนขับรถไปหาอะไรรองท้องใกล้ ๆ บขส นี่แหละเป็นตลาดโต้รุ่ง ในนั้นมีร้านขายข้าวสองสามร้านเปิดอยู่ แสงระวีมองหาเมนูที่จะทาน ช่วงนี้ขอเบา ๆ ไปก่อนมื้อกลางวันค่อยจัดเต็ม มีผู้คนสามสี่คู่มาใช้บริการในเวลานี้เช่นกัน แน่นอนจะให้มีคนเยอะได้อย่างไรนี่มันตีสามจะตีสี่อยู่แล้ว

                    แสงระวีมองเห็นร้านโจ๊กจึงชวนหนึ่งกึ่งบังคับดึงแขนลากให้เดินไปด้วย เป็นร้านโจ๊กแต้จิ๋ว  แสงระวีเป็นคนสั่ง ส่วนหนึ่งเป็นคนนำน้ำมาเสิร์ฟให้

                  หนึ่งนำแก้วน้ำมาวางให้เธอ และของตัวเอง ระหว่างรอเธอขอเล่นโทรศัพท์ของหนึ่งไปพลาง ส่วนโทรศัพท์ของตนก็อยู่กับหนึ่งด้วย ต่างคนต่างเช็คโทรศัพท์ของกันและกัน

                  “เอ่อหนึ่งวีถามไรหน่อยดิ สมมุตินะแค่สมมุติ” แสงระวีแค่อยากถามแกล้งเฉย ๆ อยากรู้ว่าหนึ่งจะตอบอย่างไร ระหว่างรอโจ๊กนานเหลือเกิน หันไปมองพ่อค้ายังทำไม่เสร็จเลย มีลูกค้ามาสั่งก่อนพวกเธอคิวเดียว แค่คิวเดียวเองทำไมมันนานขนาดนี้ เสียเวลาอยู่กับหนึ่ง จะได้รีบทานรีบกลับห้องง่วงนอน

                   “ว่า” หนึ่งตอบ สายตายังจ้องที่หน้าจอโทรศัพท์ของเธออยู่ ชำเลืองมองเห็นหนึ่งค้นอะไรไปทั่ว ทั้งเมสเซนเจอร์ ทั้งไลน์ ทั้งไอจีหนึ่งเข้าไปค้นหมด หมั่นไส้นักจะค้นอะไรนักหนา ระแวงกันขนาดนั้น ส่วนตนเองค้นหมดทุกอย่างเช่นกัน คุยกับใครบ้าง รับเพิ่มเพื่อนกับผู้หญิงคนไหนบ้างแอบค้นหมด

                   “สมมุติว่าเรามีลูกด้วยกัน แล้ววีมีแฟนใหม่ลูกจะอยู่กับใครอ่ะ” แสงระวีพูดไปมือก็เลื่อนดูโทรศัพท์ของหนึ่งไป เพียงถามเล่น ๆ ไปจำมุกในโซเชี่ยลมา

                    หนึ่งเหลือบมองหน้าเธอก่อนจะตอบ “ไม่ได้อยู่กับใคร”

                   “อ้าวแล้วหนึ่งจะให้ลูกอยู่กับใคร ให้อยู่กับวีเหรอก็ได้ ! ได้หมดแหละ” แสงระวีหยุดเขี่ยโทรศัพท์ เงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า ขมวดคิ้วหน้าบูดให้นิดหน่อย

                     “ก็บอกว่าไม่ได้อยู่กับใครไง เพราะมืงจะตายส่วนกูติดคุก” คนโดนถามตอบด้วยสีหน้าไม่พอใจเช่นกัน

                      เธอเกือบสำลักน้ำเปล่าออกมา หนึ่งเป็นฝ่ายมองหน้าจะเอาเรื่องเธอ จ้องหน้าเธอสายตาไม่กะพริบ เธอยิ้มเจื่อน ๆ “ เย้ ! โจ๊กมาแล้ว ว๊าวน่าทานจัง เอ่อเรื่องนั้นเอาไว้ก่อนน้อ มันเป็นเรื่องของอนาคตตอนนี้หิวแล้ว แฮ่ ๆ “ เฉไฉเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

                    “เออ ! จบนะ” หนึ่งโยนค้อนวงใหญ่ให้

                     แสงระวียิ้มพยักหน้าก่อนจะเฉไฉทานโจ๊กไม่สนใจสายตาที่จ้องมองตนเองอยู่ เหมือนจะกินเลือดกินเนื้ออย่างนั้นแหละ “ทานดิเดี๋ยวหายร้อน” เงยหน้าขึ้นมายิ้มตาหยีให้กับเขา “อ่ะให้ป้อนมั้ย อ่ะอ้าปาก” ตักโจ๊กยื่นจะป้อนให้หายโกรธที่ตนเองเล่นแหย่ให้อารมณ์เสียเมื่อสักครู่

                     “ไม่ต้องเลยกินเองได้ เอ่อวีเดี๋ยวกลับไปนอนเนี่ยตื่นอีกรอบหนึ่งจะกลับบ้านนะกลับด้วยมั้ย”

                     “อือ กลับด้วย” เธอตอบและพยักหน้าหงึก ๆ ให้

                       เป็นมื้อเช้าที่แสนอร่อยที่สุดของของแสงระวีเลยก็ว่าได้ เมื่อสองคนทานโจ๊กเรียบร้อยจึงพากันกลับเข้าห้องเพื่อนอนต่อ วันนี้เป็นวันเสาร์จะตื่นกี่โมงก็ได้ แต่คงไม่เกินเที่ยง หนึ่งต้องกลับไปบ้านหาพ่อกับแม่อีก

                    แสงระวีขยับเข้าไปนั่งชิด ๆ หนึ่งกอดเอวเอาหน้าไปแนบกับแผ่นหลังมันช่างมีความสุขอบอุ่นจริง ๆ สองเดือนที่ไม่ได้เจอกัน สองเดือนที่ไม่ได้คุยกัน นี่เป็นสัปดาห์แรกที่ค่ายปล่อยออกมา แสงระวีงอแงให้หนึ่งแวะเข้ามาหาก่อนกลับบ้านไปหาพ่อแม่ด้วยซ้ำ ถึงได้เจอกันในวันนี้ ซึ่งหนึ่งก็ตามใจไม่ขัด ไม่นานหนึ่งก็ขับรถมาถึงหอพัก

                    “หนึ่งอาบน้ำก่อนที่จะนอนเลยนะ นู่นเสื้อผ้าเปลี่ยนวีซื้อไว้รอ นู่นผ้าเช็ดตัว” แสงระวีนอนหงายบนที่นอนใช้มือชี้ไปที่ตู้เสื้อผ้าของตัวเอง และราวตากผ้าด้านนอก ส่วนตนเองตาเริ่มปรืออีกแล้วความง่วงกลับมาอีกครั้งนี่ยังเช้ามืดอยู่เลย ดูนาฬิกาพึ่งตีสี่

                    หนึ่งทำตามอย่างว่าง่ายหยิบผ้าเช็ดตัวของเธอเข้าไปอาบน้ำ เสียงน้ำหล่นลงพื้นจากฝักบัวดังเป็นระยะ ๆ เธอเผลอหลับโดยไม่รู้ตัว ต้องรู้สึกตัวตื่นอีกครั้งเพราะหนึ่งแกล้ง

                    “ฮือ... จะนอน ! อย่ากวนดิ” พูดห้ามตายังปิดอยู่ เนื่องจากถูกหนึ่งดึงผ้าห่มออกจากตัว พูดด้วยเสียงแผ่วเบาเพราะฤทธิ์ความง่วงเกาะกุม

                    “ไม่ให้นอน” หนึ่งกระโดดขึ้นเตียงหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จใส่กางเกงขาสั้นลายเส้นที่แสงระวีซื้อให้พร้อมเสื้อยืดคอกลม กระโดดกอดแกล้งให้ตื่น ”ไม่ให้นอนตื่นขึ้นมาก่อน ตื่นขึ้นมาคุยกันก่อน”

                    “อะไรวีจะนอนเนี่ย ง่วงอ่ะ” หน้าบึ้งเหมือนคนจะร้องไห้

                     “ไม่ให้นอนไง” หนึ่งนอนทับร่างของเธอไว้ก่อนจะจุมพิตลงไปที่ปากของเธอเบา ๆ ปล่อยไฟในตัวของตนเองแผ่ซ่าน ประทุลุกโชนอย่างดุเดือด ตราตรึงไปกับสัมผัสที่อ่อนโยนจากนั้นทั้งคู่ก็หลับไหลไปด้วยความอ่อนเพลีย

                  เที่ยงวันเสาร์แสงระวีตื่นก่อนหนึ่ง พร้อมลุกขึ้นจากเตียงอย่างเบาเกรงว่าหนึ่งจะตื่นตามไปด้วย อยากให้พักผ่อนให้มากที่สุด หยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป เปิดฝักบัวอาบน้ำไอน้ำอุ่น ๆที่ผ่านเครื่องทำน้ำอุ่นให้ความสดชื่นสบายตัวมาก

                   ถึงจะเป็นหน้าร้อนก็ยังชอบการอาบน้ำอุ่นอยู่ดี มันให้ความรู้สึกสบายตัวกว่าน้ำเย็นเธอคิดอย่างนั้น หนึ่งเข้ามายืนดูเธออาบน้ำที่ประตูห้องน้ำตั้งแต่เมื่อไหร่ หนึ่งถอดเสื้อผ้าเข้ามาอาบน้ำร่วมกับเธอ และนี่เป็นการอาบน้ำที่มีความสุขที่สุด ไฟในกายของพวกเธอสองคนประทุขึ้นอีกแล้ว

                    .………………………………

                  วันแล้ววันเล่าที่แสงระวีเฝ้าเขียนจดหมายถึงหนึ่ง ตนเองไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับจากหนึ่งสักฉบับเลย ตั้งแต่เข้าไปเรียน แม้แต่ฉบับเดียวก็ไม่เคยได้รับการตอบกลับมา โทรศัพท์แม้แต่สายเดียวก็ไม่เคยได้รับนอกจากวันที่หนึ่งจะกลับบ้าน ถึงจะโทรบอกและให้เตรียมตัวรอรับ

                    เธอไม่เซ้าซี้ถามให้มากความ เมื่อโทรคุยกันไม่ได้ก็ไม่โทร เมื่อเขียนจดหมายตอบกลับหากันไม่ได้ก็ไม่ต้องเขียน ตนเองจะเป็นฝ่ายเขียนคนเดียวก็ได้ ไม่ย่อท้อและไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว แค่ปีหกเดือนเท่านั้น นี่ก็ผ่านมาแปดเดือนแล้วอีกแค่สิบเดือนเองไม่นานเกินรอ

                   แสงระวีเหลือบตามองไปที่ปฏิทินตั้งโต๊ะโดยขีดกากบาททับตัวเลขวันที่ไว้ทุกวัน จู่ ๆ น้ำตาคลอด้วยความคิดถึงหนึ่ง กว่าจะถึงวันที่ได้เจอกันอีก แค่อีกสองสัปดาห์ทำไมมันนานแสนนาน แล้วหนึ่งจะคิดถึงทางนี้บ้างไหมนะ นึกถึงใบหน้าที่เคยใกล้ชิด ดอมดมเมื่อคราวอยู่ด้วยกัน น้ำตาคลอมันกลั้นเอาไว้ไม่ได้จริง ๆ

                  
                                    
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่