ถ้าหนังเรื่องเป็นละครขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้นลองแคสมาดูหน่อย

กระทู้คำถาม
1  tales of the city                                                         เรื่ิงย่อ                                               Tales of The City

รีวิวซีรีส์ LGBT เรื่องที่ 1

เนื่องในโอกาศที่เดือนนี้เดือน เดือน Pride Month หรือเดือนแห่งการเฉลิมฉลองความหลายหลายทางเพศ หรือที่ เราเรียกกันว่า LGBTQ ก็เลยอยากจะมาแนะนำซีรีส์ LGBTQ สัปดาห์ละเรื่องดีกว่า เผื่อว่าใครจะหาดูซีรีส์แนวนี้อยู่

เรื่องนี้เป็นซีรีส์ใหม่แกะกล่องจากช่อง Netflix แต่จริงๆแล้ว Tales of The City เป็นซีรีส์เก่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และจะมีภาคนี้เป็นภาคต่อนั่นเอง

เล่าเรื่องของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ที่มีชื่อว่า Barbary Lane ที่ตั้งอยู่ในเมือง San Francisco โดยเจ้าของอาคารแห่งนี้ก็คือ Anna Madrigal หญิงชราที่เป็นเหมือนกับแม่ใหญ่ของทุกๆคนในอพาร์ทเมนท์

คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็มีครบหมด ทั้ง เกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กชวล ทรานส์เจนเดอร์ เราจะได้รู้เรื่องราวชีวิต แง่มุม ความรัก ครอบครัว เซ็กซ์ของพวกเขา ในสังคมปัจจุบัน แบบหมดเปลือก

เป็นซีรีส์ Feel Good นั่งดูชิลๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่ซึมซับ วัฒนธรรมและเรื่องราวในชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้ก็สนุกมากแล้ว ตัวละครแต่ละตัวก็น่ารัก เคมีเข้ากันดี มีความเป็นครอบครัว

นักแสดงก็คุ้นตา ส่วนมากจะมาจากซีรีส์จาก Netlfix เรื่องอื่น ส่วนคนที่ดังๆก็จะมี Ellen Page(X-Men, Umbrella Academy) หรือ Bob The Drag Queen ผู้ชนะจากรายการ Rupaul's Drag Race Season 8

Tales of The City มีทั้งหมด 10 ตอน ฉายแล้วทาง Netlix                                  2 the boys in the band.                           เรื่องย่อ                                                   จากบทละครเวที The Boys in the Band ซึ่งเคยเปิดแสดงครั้งแรกในปี 1968 ว่าด้วยกลุ่มผองเพื่อนเกย์ที่มารวมตัวกันในวันเกิดของฮาโรลด์ (แซคคารี ควินโต) ก่อนนำไปสู่สถานการณ์ดราม่าที่สะเทือนไปยังความสัมพันธ์ของพวกเขา

ความโดดเด่นของ The Boys in the Band ในเวอร์ชั่นรีเมคขึ้นสตรีมมิ่ง Netflix คือการที่หนังประกาศอย่างชัดเจนว่า นักแสดงในหนังเวอร์ชั่นนี้เป็นเกย์ทั้งหมดและประสบความสำเร็จในฐานะนักแสดงอย่างเปิดเผย ดังนั้นผลงานภาพยนตร์เวอร์ชั่นนี้จึงเปรียบเสมือนงานเฉลิมฉลองเพศสภาพของ LGBT ในยุคปัจจุบันที่ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังตัวเองและหลบซ่อนอยู่ท่ามกลางมุมมืดของสังคมอีกต่อไป ซึ่งเป็นภาพตรงกันข้ามกับบรรดาตัวละครในเรื่องที่ต้องหลบซ่อนและอำพรางตัวเองในคราบของ “ผู้ชาย” ภายใต้เสื้อผ้าอาภรณ์ วิถีชีวิตที่ต้องแต่งงานมีภรรยาเพื่อใช้ชีวิตคู่เพื่อปิดบังตัวเองจากสังคม




ด้วยเหตุผลที่ว่า The Boys in the Band ถูกดัดแปลงมาจากละครประเภท off-Broadway (บทละครพูดอย่างเดียวไม่มีบทเพลงร้อง) ดังนั้นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องจึงมีฉากหลังเกิดขึ้นแค่เพียงในห้องพักของไมเคิล (จิม พาร์สัน) ซึ่งถ้าเป็นคนที่ผ่านการดูละครเวทีประเภทบทละครดั้งเดิมมาแล้วอาจจะไม่ได้รู้สึกอึดอัด เนื่องจากแทบทั้งเรื่องหนังดำเนินเรื่องราวผ่านบทสนทนาของตัวละครภายใต้พื้นที่เดียว (หนังยังอาศัยช่วงต้นเรื่องในการพาผู้ชมไปลัดเลาะตามสถานที่ต่างๆรอบพื้นที่ห้องพักของไมเคิลบ้าง)

เรื่องราวของหนังเริ่มต้นขึ้นจริงๆตอนช่วงเวลาที่ผองเพื่อนเกย์มาร่วมฉลองวันเกิดในกับฮาโรลด์ แต่ไม่นานนักฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาและทำให้ไมเคิลตัดสินใจเสนอเกมโทรศัพท์เผยความในใจของแต่ละคน



ช่วงเวลาเล่นเกมโทรศัพท์ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญของตัวละครแต่ละตัวที่เผยให้เราได้เห็นแง่มุมอันหลากหลายของ “เกย์” ในอเมริกาช่วงปี 1950-1960 ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางสังคมที่มองว่าการชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เป็นตัวตลกของสังคม การเป็นคนผิวสีที่เป็นเกย์และยังเป็นคนฉลาดถือเป็นเรื่องผิดปกติ! เกย์ที่คบหาดูใจกับผู้ชายอีกคน กลับอยากจะไปมีเซ็กซ์กับผู้ชายอื่นโดยที่ปกปิดพฤติกรรมนั้นไว้เพียงเพราะไม่อยากให้คู่รักเป็นกังวล กระทั่งวิธีการแก้ปัญหาคู่รักนอกใจด้วยการเชิญบุคคลที่ 3 มา “มีอะไรกัน” แบบทรีซัม เป็นต้น



ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผลงานการกำกับของโจ แมนเทลโลเรื่องนี้สามารถกำกับนักแสดงให้นำเสนอจิตวิญญาณของ LGBT ออกมาได้อย่างทรงพลังและสมจริง แม้ประเด็นในเรื่องจะไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่ แต่ The Boys in the Band คือหนังที่พาคนดูย้อนอดีตไปพบกับคนรุ่นก่อนหน้าเราว่าพวกเขาต้องเผชิญกับอะไรมาบ้างก่อนที่ เพศสภาพอันหลากหลายในปัจจุบันจะได้มีโอกาสเบ่งบานและได้ใช้ชีวิตในแบบที่มนุษย์คนหนึ่งต้องการจะเป็นแบบในทุกวันนี้
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่