พระเอกนักบู๊ “อ๊อฟ ชนะพล” 15 ปี วงการบันเทิงไม่ง่าย เรียนรู้รักครั้งใหม่กับ “ฮาน่า”

กระทู้สนทนา
เครดิตบันเทิงข่าวบันเทิง ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 
 
พระเอกนักบู๊ “อ๊อฟ ชนะพล” 15 ปี วงการบันเทิงไม่ง่าย เรียนรู้รักครั้งใหม่กับ “ฮาน่า”
บันเทิงข่าวบันเทิง
ไทยรัฐฉบับพิมพ์
.
 บู๊เดือดทะลุจอให้แฟนๆใจหายใจคว่ำ สำหรับอ๊อฟ-ชนะพล สัตยา พระเอกหนุ่มสายบู๊ สวมบทสารวัตรโรมรัน สาย “ดุดัน” 
จากละคร “เผาขน” ค่ายโคลีเซี่ยม ทางช่อง 7HD การันตีความระทึกทุกนาทีจากฝีมือการกำกับของทองก้อน ศรีทับทิม เรื่องราวกำลังสนุกเข้มข้น 
หนุ่มอ๊อฟพระเอกเนเวอร์ดายส์ เล่าเป็นการทำงาน เหนื่อยหนัก แต่กระแสปังทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง พร้อมอัปเดตสถานะหัวใจ 
หลังตกเป็นข่าวกับฮาน่า ลีวิส นางเอกรุ่นน้องร่วมวิก เป็นคนที่ถูกใจใช่เลยแล้วหรือยัง ใน “คนดังนั่งคุย”

15 ปีในวงการบันเทิงของอ๊อฟมองว่าวงการบันเทิงเปลี่ยนไปเยอะไหม

“เปลี่ยนครับ ยุคนี้คือโซเชียลมีเดีย เราสามารถดูละครผ่านออนไลน์และพูดคุยกันได้ในขณะนั้นเลย ดูที่ไหนก็ได้ 
แต่ยุคของผมในช่วงแรก คนที่จะดูละครจะต้องกลับบ้านเปิดทีวีดูที่บ้าน นี่คือความเปลี่ยนและแปลกใหม่ 
รวมถึงการทำงานในยุคผมตอนนั้นต้องแข็งแรงจริงๆ ยุคที่ถ่ายบางเรื่องถ่ายไปออกอากาศไป แต่ยุคนี้การทำงานเบาลง
 ทำงานเป็นเวลา เลิกเป็นเวลาแต่คุณภาพงานยังคงมีอยู่ ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในหลายๆด้าน มันคือจุดเปลี่ยนจุดหนึ่ง 
รวมถึงแฟนละครที่สามารถเข้าถึงนักแสดงได้ง่ายขึ้น พูดคุยกันง่ายขึ้น ต่างจากช่วงแรกที่ผมเข้ามาในวงการ ซึ่งตอนนั้นจะไปเดินห้าง 
ไปไหนมาไหนต้องระมัดระวังตัว การพบเจอกับแฟนละครค่อนข้างยาก แต่ยุคนี้แค่ไดเรกต์เมสเสจมาหาหรือว่าติดแท็กมาหาเรา 
เราก็จะได้เห็นได้ทราบความคิดของเขาแล้ว เทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้เราได้เห็นสิ่งต่างๆเหล่านี้แล้วนำมาพัฒนาตนเองได้ง่าย”

อ๊อฟมองว่าตอนนี้ตัวเองประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง
“ประสบความสำเร็จมากๆ จากวันแรกที่ผมก้าวเข้ามาวงการบันเทิง แต่การก้าวเข้ามาในครั้งนั้นคือการประกวดดัชชี่บอย ในปี 2006 
และผมก็ทำสำเร็จ นั่นคือประสบความสำเร็จในจุดเริ่มต้น และเป้าหมายต่อมาของผมคือการเป็นนักแสดง ต้องอยู่ให้ได้นาน พอผมตั้งเป้าไว้แบบนั้น
 ผมก็ตั้งใจทำงานมากเพราะเราก็ไม่รู้ว่าเราจะได้โอกาสเล่นละครแค่เรื่องเดียวแล้วไปเลยหรือเปล่า วันนี้พอเวลาผ่านมามันเกิน 10 ปีแล้ว 
มันได้ผ่านคำว่าประสบความสำเร็จไปแล้ว แต่อาชีพของเราวันนี้คืออนาคต คือชีวิตของเราแล้ว การที่เราเล่นละครมา 14 ปี มันคุ้มค่ามากๆ ผมว่าคำว่าประสบความสำเร็จสำหรับผม คือผมได้ผ่านปีที่ 10 มาแล้ว และหลังจากปีที่ 10 มามันคืออนาคต คือกำไรชีวิตของผมครับ”

หันมาถามเรื่องความรักบ้าง ความรักวันนี้เปลี่ยนไปอย่างไร
“เปลี่ยนครับ เมื่อก่อนผมอาจจะมีความมุ่งมั่นมากเกินไปในเรื่องของการทำงาน เรื่องอื่นๆจนมันเหมือนจะเป็นแผ่นเสียงที่ตกร่องไป 
เพราะเราลืมอะไรบางอย่าง มันก็เลยรู้สึกว่าเราพลาดในความสำเร็จเรื่องความรัก ทำให้วันนี้เรากลับมาคิดว่า เราต้องมองกันมากขึ้นสำหรับคนที่เรากำลังคุย กำลังศึกษากันว่าต้องเข้าใจกันจริงๆและต้องเอาใจใส่ในความรู้สึกของกันและกันจริงๆ เวลามันสอนให้เรารู้ว่า แม้เราจะคบกันเป็นแฟนกันอยู่แล้วเนี่ย แล้วเรามัวแต่มุ่งมั่นว่าจะทำงานเพื่ออนาคต มันทำให้เราลืมความรู้สึกของอีกคนไป
 ความรู้สึกเนี่ยมันตอบทุกอย่างได้ ถ้าเราเข้าใจความรู้สึกเขาเราจะรู้ว่าเขาต้องการอะไร”

ถามถึงความสัมพันธ์ล่าสุดกับฮาน่าเป็นอย่างไร
“ดีครับ ถือว่าเป็นการศึกษาดูใจกันที่ดี ผมก็จะละเอียดมากขึ้น ในส่วนที่เราเคยขาดไปกับน้องส่วนหนึ่งเพราะว่าเราอยู่ในวงการเดียวกันด้วยมั้ง 
มันเลยทำให้เราเห็นภาพเดียวกันทั้งเรื่องงาน เรื่องการใช้ชีวิตเลยทำให้แทบจะไม่ต้องอธิบายอะไร แต่ในรายละเอียดของการเข้าใจด้วยการพูด 
หรือการศึกษาความรู้สึกเขาเราก็ต้องเรียนรู้เพิ่ม เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่อยากพลาดอีกแล้ว และวันนี้ก็ค่อนข้างไปในทิศทางที่ดี เขาก็เข้าใจเราทั้งเรื่องงาน รวมถึงการใช้ชีวิตเราต่างรู้กันอยู่แล้ว”

แว่วว่าตอนนี้มีคลับบ้านอ๊อฟ–ฮาน่า คู่กันเรียบร้อย
“ใช่ครับ คือพอเราได้ร่วมงานกันมาและแฟนๆเห็นว่าเรา 2 คนเคมีเข้ากันดี 
ตั้งแต่เล่นละครเรื่องทางเสือผ่าน แฟนละครเขาเห็นแบบนี้ก็ชอบ เขาก็เลยสนับสนุนอยากให้ทำงานด้วยกัน และก็เรื่องความรัก”

ฮาน่าเป็นอย่างไรในสายตาอ๊อฟ
“เขาเป็นผู้หญิงสายลุยครับ ตั้งใจทำงานมาก แต่ถามว่ามีมุมที่เป็นผู้หญิงสำอางไหม
 ก็มีนะแต่ในความสำอางนั้นมีความลุยอยู่ในตัว ทำให้เรารู้สึกว่าน้องเป็นคนที่เรียบง่าย
 เป็นคนลุย และเป็นคนที่อะไรก็ได้ ที่เขารับได้นะ เป็นคนโอเคเลย”

มองไปถึงขั้นอนาคตครอบครัวหรือยัง
“ยังครับ ตอนนี้ยังไม่กล้ามอง ตอนนี้ขอแค่ศึกษาดูใจกันไปก่อน ต่างคนต่างยังโฟกัสเรื่องงานก่อน ตัวน้องเองก็มีงานเยอะ ผมเองก็ทำงานเยอะ 
ดังนั้น ให้เวลาและความพร้อมจริงๆดีกว่า ผมเชื่อว่าทุกอย่างมันจะมาเองจะไม่ไปวางกฎเกณฑ์ว่าต้อง 1 2 3 4 5 คือปล่อยทุกอย่างไปตามธรรมชาติเลย แล้ววันหนึ่งเราจะมีความสุข จะรู้สึกได้เอง จะไม่คิดล่วงหน้าว่าอีก 2 ปีนะ หรือ 3 ปีนะ เพราะทุกวันนี้ผมก็มีความสุขกับครอบครัวมีความสุขกับการศึกษาดูใจน้องเขาอยู่แล้ว ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร เราค่อยว่ากัน แต่กับวันนี้คือดีมากๆ พรุ่งนี้ก็ดีมาก แต่อนาคตเรายังไม่รู้ครับ”.

 อ่านต่อ

https://www.thairath.co.th/entertain/news/2108321

แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่