หัวใจพลิกล็อค...บทที่ 22

กระทู้สนทนา
๒๒

ระหว่างเดินทางโดยเส้นทางที่ไม่คุ้นชิน ปาณฑราก็เปิดเว็บไซต์ท่องเที่ยวยอดนิยมดูไปด้วย เผื่อว่าระหว่างทางที่เธอผ่านนั้นมีแลนด์มาร์กตรงไหนสวยๆ เธอจะได้แวะชมและแวะถ่ายรูป ซึ่งพิชญ์พงศ์ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แค่เธอเอ่ยปากเขาก็พร้อมพาเธอแวะทุกที่ตามใจเธอต้องการ แถมยังทำหน้าที่ตากล้องให้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังโพสต์รูปลงโซเชียลให้เสร็จสรรพ
 
         
 
         ด้วยปาณฑราชวนแวะโน่นแวะนี่ตลอดทาง กว่าทั้งสองจะเดินทางถึงจุดหมายปลายทางก็มืดค่ำ ทันทีที่รถเลี้ยวเข้าสู่อาณาเขตของบ้านชั้นครึ่งเล่นระดับทรงไทยประยุกต์ พิชญ์พงศ์ก็เอ่ยขึ้น
 
          “จะว่าไปก็ตื่นเต้นเหมือนกันนะ” ชายหนุ่มพูดออกไปตามตรง เพราะนี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เขามาเปิดตัวกับครอบครัวคนรัก แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเคยมีคนที่คบหากันมานานนานหลายปี แต่เธอคนนั้นไม่เคยพาเขาไปทำความรู้จักกับคนในครอบครัวของเธอเลย ไม่ว่าเขาจะรบเร้ายังไง เธอก็บ่ายเบี่ยงและอ้างว่ายังไม่พร้อมทุกครั้งไป
 
         สำหรับครั้งนี้ ถึงแม้หญิงสาวจะบอกว่ามันเป็นแค่ละครฉากหนึ่ง แต่สำหรับเขาแล้วไม่เคยคิดว่ามันเป็นแค่ละคร 
 
         “ไหนว่าต่อให้ต้องลุยน้ำลุยไฟก็ไม่หวั่นไงคะ” เมื่อเห็นท่าทางคล้ายประหม่าของเขา ปาณฑราก็อดแหย่ไม่ได้  
 
         “มันก็ต้องมีประหม่าบ้างสิครับ มาเปิดตัวกับว่าที่พ่อตาแม่ยายนะครับ ไม่ใช่มาเดินชอปปิง”  
 
         ปาณฑราหัวเราะน้อยๆ กับท่าทางไม่ค่อยมั่นใจของเขา ซึ่งเธอแทบไม่เคยเห็นเลย ปกติเขาจะดูเป็นคนที่ค่อนข้างมั่นใจในตัวเอง แต่วันนี้เธอกลับเห็นแววกังวลเล็กน้อยในดวงตาสีสนิมของเขา 
 
         “พร้อมยังคะ”
 
         พิชญ์พงศ์สูดลมหายใจลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจให้กับตัวเอง ก่อนตอบเสียงหนักแน่น “พร้อมแล้วครับ”
 
         
 
         ทันทีที่ได้ยินเสียงรถวิ่งเข้ามาจอด สองสามีภรรยาที่กำลังนั่งดูข่าวสารบ้านเมืองอยู่ในบ้าน ก็พากันเดินออกมารอท่าที่หน้าบ้าน
 
         “คิดถึงแม่ที่สุดเลย” ปาณฑราบอกเสียงสดใส ก่อนจะวางกระเป๋าเดินทางในมือลง แล้ววิ่งเข้าไปสวมกอดมารดา สองแม่ลูกกอดกันกลมพลางโยกตัวไปมาเบาๆ ทั้งยังผลัดกันหอมแก้มซ้ายขวาสลับกันไปมา 
 
         “คงจะคิดถึงแต่แม่สินะ” น้ำเสียงเจือแววน้อยใจของผู้เป็นพ่อดังแทรกขึ้น 
 
         “โอ๋ๆ ไม่งอนน้า คิดถึงพ่อด้วยค่ะ” ลูกสาวผละออกจากอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ แล้วโผเข้าไปหาบิดาที่กางแขนรออยู่ก่อนแล้ว
 
         พิชญ์พงศ์ที่เดินตามหลังหญิงสาวเข้ามา มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกอุ่นวาบในอก มันช่างเป็นภาพที่น่ามองมากในความรู้สึกของเขา เพราะเขาแทบไม่เคยมีโมเมนต์แบบนี้กับคนในครอบครัวเลย เพราะชีวิตเขาเหมือนอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดตั้งแต่เริ่มบรรลุนิติภาวะ 
 
         เมื่อกอดหอมกันจนพอใจ สองพ่อลูกก็ผละออกจากกัน ซึ่งเป็นจังหวะที่พิชญ์พงศ์กำลังวางสัมภาระในมือลงบนม้านั่ง ผู้อาวุโสสุดในบ้านมองคนมาใหม่อย่างพิจารณา เห็นอย่างนั้นปาณฑราก็รีบแนะนำทั้งสองฝ่ายให้ได้รู้จักกัน
 
         “นี่คุณพ่อกับคุณแม่ของแป้งค่ะ” 
 
         “สวัสดีครับคุณพ่อ” พิชญ์พงศ์พนมมือไหว้บิดาของหญิงสาวอย่างนอบน้อม ทั้งยังถือโอกาสเรียกพ่อเสียเต็มปากเต็มคำ ก่อนจะหันไปหามารดาของหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกัน “สวัสดีครับคุณแม่ ผมปราชญ์ครับ” 
 
         “ไหว้พระเถอะลูก” ปานจิตรับไหว้คนรักของลูกสาวพร้อมส่งยิ้มอ่อนโยนไปให้ ในขณะที่คนเป็นสามีนั้นทำเพียงพยักหน้ารับด้วยใบหน้าเรียบขรึม โดยไม่กล่าวอะไรออกมาสักคำ 
 
         ท่าทางเยือกเย็นและเข้าถึงได้ยากของชายสูงวัย ทำเอาคนที่จะมาฝากตัวเป็นลูกเขยชักจะกริ่งเกรง แต่ก็ยังฉีกยิ้มสู้
 
          “ผมมีของมาฝากคุณพ่อกับคุณแม่ด้วยนะครับ”
 
         พิชญ์พงศ์กุลีกุจอยกกระเช้าของฝาก ซึ่งบรรจุสินค้าโอท็อปไว้หลากหลายชนิดขึ้นมา แล้วยื่นไปให้ผู้อาวุโสที่ยังคงตีหน้านิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ จากนั้นก็ยื่นถุงกระดาษใบใหญ่ไปให้ว่าที่แม่ยาย นอกจากนี้ยังมีผลไม้ตามฤดูกาลอีกหลายชนิด ที่ชายหนุ่มตั้งใจหาซื้อมาฝากบุพการีของหญิงสาว 
 
         “ที่จริงไม่ต้องซื้ออะไรมาให้แม่ก็ได้ ลำบากเปล่าๆ” ปานจิตรับถุงมาแล้วเปิดออกดู ก่อนจะยิ้มกริ่มอย่างถูกใจ 
 
         “วันก่อนผมไปเดินดูงานแสดงสินค้าโอท็อป เห็นผ้าทอสวยๆ แล้วก็อดนึกถึงคุณแม่ไม่ได้ ถือซะว่าเป็นของขวัญปีใหม่ไทยแล้วกันนะครับ” ชายหนุ่มพูดอย่างเอาใจ
 
         “ยังไงก็ขอบใจนะ” หญิงสูงวัยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เดินทางมากันเหนื่อยๆ แม่ว่ารีบเอาของขึ้นไปเก็บก่อนดีกว่านะ จะได้รีบมากินข้าวกินปลา” 
 
         “แม่จะให้พี่ปราชญ์นอนห้องไหนคะ” ปาณฑราที่กำลังจะลากกระเป๋าเข้าบ้านหันมาถาม เพราะบ้านเธอนั้นมีห้องรับรองแขกอยู่สองห้องด้วยกัน จึงไม่แน่ใจว่ามารดานั้นจัดให้เขานอนที่ห้องไหน 
 
         “ห้องที่อยู่ติดกับห้องเรานั่นแหละ”
 
         “โอเคค่ะ”
 
         “เก็บของเสร็จแล้วก็รีบลงมานะ แม่จะจัดโต๊ะไว้รอ”
 
         “ค่ะแม่” ลูกสาวรับคำ แล้วเดินนำชายหนุ่มไปยังห้องนอนที่อยู่บนชั้นบนของบ้าน
 
         
 
          “เป็นไงบ้างพ่อ ว่าที่ลูกเขย” คล้อยหลังสองหนุ่มสาว ปานจิตก็หันมาถามความเห็นผู้เป็นสามี 
 
         “เรื่องแบบนี้มันต้องดูกันยาวๆ” สามีพูดเสียงเรียบ
 
         “แต่แม่ชอบนะ”
 
         “แหม เห็นมันหล่อและมีของติดไม้ติดมือมาฝากเข้าหน่อย รีบชอบเลยนะแม่ปาน” ผู้เป็นสามีค่อนเข้าให้
 
         “ใช่ที่ไหนกันล่ะพ่อ” ปานจิตแย้งพร้อมมองค้อนสามี “ดูๆ แล้วเขาก็ดูสุภาพ ดูมีสัมมาคาระดีนะแม่ว่า” ภรรยาให้ความเห็น 
 
         “แม่รู้นะว่าพ่อเองก็ชอบพ่อปราชญ์ไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมให้เขาเรียกว่าพ่อง่ายๆ แบบนั้นหรอก” คนที่รู้ใจสามีดีกว่าใครเอ่ยอย่างรู้ทัน
 
         “เห็นแก่ความใจกล้าของมันต่างหากล่ะ ที่อย่างน้อยก็กล้าที่จะมาทำความรู้จักกับเราสองคน เลยยอมให้เรียกแบบนั้น” สามีแกล้งทำฮึดฮัดกลบเกลื่อน
 
         “แล้วพ่อยังคิดว่าเขาเป็นแค่แฟนปลอมๆ ของลูกอยู่เหมือนเดิมไหม” ปานจิตถามถึงเรื่องที่อีกฝ่ายตั้งข้อสงสัยมาตลอด
 
         “ขอฉันสังเกตอีกสักวันสองวันก่อนแล้วกัน ตอนนี้ยังดูไม่ออกเท่าไร” 
 
         พิชัยบอกออกไปตามตรง แม้แรกเจอจะถูกชะตากับคนที่ลูกสาวพามาแนะนำไม่น้อย แต่เขาก็ยังไม่เชื่ออย่างสนิทใจว่าทั้งสองคนจะเป็นคนรักกันจริงๆ เพราะทุกอย่างมันดูประจวบเหมาะเกินไปจนอดระแคะระคายไม่ได้
 
          
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่