บทที่ 8
หลังหายหน้าหายตาไปหลายวัน วันนี้พิรภพจึงมาดักรอปัถยาที่หน้าไซต์งานอย่างที่ทำประจำ แต่รออยู่นานก็ไม่มีวี่แววว่าหญิงสาวจะออกมาสักที เขาจึงหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทร.หาเธอ เขาโทร.ออกอยู่หลายครั้งแต่ปลายสายก็ไม่รับสายสักที
“ขอโทษครับ ไม่ทราบว่ารุ้งกลับไปหรือยังครับ” เขาตัดสินใจเดินเข้าไปถามชายคนหนึ่งที่กำลังยืนสูบบุหรี่อยู่จุดพักสูบบุหรี่ที่หน้าทางเข้าไซต์งาน
“ยังครับ” ชายหนุ่มตอบก่อนจะขยี้ก้นบุหรี่ลงบนกระบะทราย
“ถ้าเจอรุ้งรบกวนบอกให้หน่อยนะครับว่าผมมารอรับ” พิรภพร้องบอกเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังจะเดินกลับเข้าไปในไซต์งาน
“เขาไม่ได้บอกคุณเหรอว่าเขาเลิกงานห้าทุ่ม” เป็นแฟนกันประสาอะไรถึงไม่รู้ว่าแฟนตัวเองเลิกงานกี่โมงกี่ยาม เขานึกค่อนแคะอยู่ในใจ
“อ้าวเหรอครับ มิน่าละไม่ออกมาสักที ยังไงฝากบอกรุ้งด้วยละกันครับว่าห้าทุ่มผมจะมารับใหม่”
“ได้ครับ แล้วจะบอกให้” รับปากเสร็จชายหนุ่มก็เดินเข้าไปในไซต์งานทันที โดยลืมไปว่าตอนออกมาเขาถอดหมวกนิรภัยที่วางไว้ที่โต๊ะ รปภ.
“นายช่างหยุดก่อน ทำไมไม่ใส่หมวกคะ” ปัถยาร้องถามมาจากชั้นลอย ก่อนจะรีบเดินลงบันไดมาหาชายหนุ่มที่กำลังเดินดุ่มๆ เข้าไปในโซนซีโดยไม่สวมหมวกนิรภัย
“ใส่ไม่ใส่มันก็เรื่องของผม” ชวกรตอบกลับเสียงห้วน อคติที่คิดว่าหมดไปแล้วเริ่มก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อนึกถึงชายหนุ่มหน้าหล่อที่มารอรับหญิงสาวอยู่ข้างนอก เขาจะมารับมาส่งกันมันก็เป็นปกติของคนเป็นแฟนกัน แล้วทำไมเขาต้องหงุดหงิดด้วยวะ โฟร์แมนหนุ่มบ่นให้ตัวเองอย่างหัวเสีย
“เรื่องของนายช่างก็จริง แต่มันเกี่ยวข้องกับงานของรุ้งนะคะ ไหนรับปากว่าจะให้ความร่วมมือทุกอย่างไงคะ นี่อะไรผ่านไปไม่เท่าไรก็กลับไปเป็นแบบเดิมอีกแล้ว อีกอย่างเราเป็นหัวหน้าต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกน้องสิคะ ไม่ใช่ตั้งกฎมาบังคับลูกน้องแต่ลูกพี่ดันมาแหกกฎซะเอง แบบนี้ลูกน้องที่ไหนจะเชื่อฟังล่ะคะ”
ปัถยาทวงคำมั่นที่เขาเคยให้ไว้ขณะเดียวกันก็รู้สึกงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย ตั้งแต่เกิดเรื่องคราวโน้นเขาดูเปลี่ยนไปมาก พูดจากับเธอดีขึ้น ให้ความร่วมมือในการทำงานเป็นอย่างดี แถมยังตามติดเธอแทบจะเป็นเงาตามตัว จนถูกเพื่อนร่วมงานแซวอยู่บ่อยๆ แล้วทำไมอยู่ดีๆ เขาถึงได้กลับไปเป็นชวกรคนเดิม
“เมื่อกี้แฟนคุณมารอรับอยู่หน้าไซต์งาน เขาบอกว่าห้าทุ่มจะมารับใหม่” เขาบอกก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างไม่สนใจคำบอกของหญิงสาวก่อนหน้านี้
“เดี๋ยวก่อนสิคะนายช่าง ไปใส่หมวกให้เรียบร้อยก่อน วันนี้มีรื้อนั่งร้านหลายจุด เดี๋ยวก็มีอะไรร่วงลงมาโดนหัวหรอก” ปัถยาไม่สนใจเรื่องคนที่จะมารับตัวเอง ตอนนี้เธอสนใจความปลอดภัยของคนตรงหน้ามากกว่า
“โอ๊ย” โฟร์แมนหนุ่มร้องขึ้นเสียงหลงเมื่อข้อต่อนั่งร้านร่วงลงมาโดนศีรษะของเขาพอดิบพอดี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตวาดลูกน้องเสียงดังลั่น “ทำงานกันยังไงวะ ไม่เห็นหรือไงว่ามีคนเดินอยู่ข้างล่าง”
“ขอโทษครับนายช่าง พอดีมันหลุดมือครับ” ลูกน้องคนหนึ่งตะโกนขอโทษขอโพย
“เลือดค่ะนายช่าง” หญิงสาวร้องทักเสียงดังอย่างตกใจ เมื่อเห็นของเหลวสีแดงสดค่อยๆ ไหลลงมาจนถึงหางคิ้วของอีกฝ่าย “รุ้งว่าไปให้หมอดูหน่อยดีกว่านะคะ เผื่อต้องเย็บแผล”
“แผลแค่นี้ไกลหัวใจ” ชวกรบอกเสียงเรียบพลางยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่ไหลลงมาเปรอะเปื้อนใบหน้า
“อย่าดื้อสิคะนายช่าง เดี๋ยวรุ้งพาไป”
“ผมไม่เป็นไร”
“ไม่เป็นไรได้ยังไงคะ ดูสิเลือดไหลไม่หยุดเลย เอาผ้านี่กดห้ามเลือดไว้ก่อนดีกว่าค่ะ” ปัถยาพับผ้าเช็ดหน้าให้เหลือขนาดพอเหมาะก่อนยื่นให้คนเจ็บ
ในตอนแรกเขาตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาที่เจือไปด้วยความห่วงใย ความคิดที่จะต่อต้านก็มลายหายไปในทันที ชวกรยื่นมือไปรับผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กจากหญิงสาวแล้วกดลงบริเวณที่เป็นแผล
“รีบไปกันดีกว่าค่ะ” ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ปฏิเสธ เซฟตีสาวคว้าแขนกำยำของเขาแล้วลากออกไปจากไซต์งานทันที ขณะที่คนถูกลากก็เดินตามออกไปอย่างว่าง่าย
หลังหมอเย็บแผลให้คนเจ็บเสร็จก็ได้แนะนำการปฏิบัติตัวและการดูแลบาดแผลแก่ชวกร จากนั้นก็นัดให้มาล้างแผลทุกวันจนกว่าจะตัดไหม พร้อมจัดยาให้ไปทาน
“หมอให้ยาอะไรมาบ้างคะ” ชวกรยื่นถุงยาที่เพิ่งได้รับมาให้หญิงสาวแทนคำตอบ
“มีทั้งยาก่อนอาหารและหลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็นครบเลย แล้วนี่นายช่างกินข้าวเย็นยังคะ”
“ยัง”
“งั้นเราแวะกินข้าวกันก่อนไหมคะนายช่างจะได้กินยา” หญิงสาวเสนอ
“ก็ได้”
เมื่อเขาตอบตกลงปัถยาก็เดินนำเขาไปยังร้านข้าวต้มที่อยู่ตรงข้ามโรงพยาบาล หลังจากจัดการกับอาหารมื้อเย็นเสร็จ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสาวก็จัดแจงยาหลังอาหารให้ชายหนุ่มทันที
“ยาหลังอาหารค่ะ” หญิงสาวแกะยาออกจากแผงแล้วยื่นให้คนที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“ขอบคุณ”
“นายช่างจะกลับเข้าไปทำงานต่อหรือจะกลับเลยคะ”
“กลับเข้าไปทำงาน” คนขยันตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ในชีวิตของชวกรเรื่องงานมาเป็นที่หนึ่งเสมอ แผลแค่นี้เล็กน้อยมากสำหรับเขา
“รุ้งว่านายช่างกลับไปพักก่อนดีกว่านะคะ แผลเพิ่งเย็บมา ใส่หมวกทำงานอาจไปกดแผลได้นะคะ” ปัถยาบอกน้ำเสียงอ่อนโยนด้วยความห่วงใย
“แค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอก”
“ดื้ออีกแล้วนะคะนายช่าง กลับไปพักก่อนเถอะนะคะ ถือว่ารุ้งขอ” หญิงสาวบอกพร้อมจ้องตาคนเจ็บเขม็ง
“ก็ได้” และแล้วเขาก็พ่ายแพ้ต่อน้ำเสียงเว้าวอนและแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเธอ นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนมาเป็นห่วงเป็นใยเขาแบบนี้ ชวกรถามตัวเองในใจ
“ว่าง่ายแบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย” ปัถยาฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีเมื่ออีกฝ่ายยอมทำตามที่เธอร้องขอ “แล้วนายช่างจะกลับเลยไหมคะ”
“จะกลับเข้าไปเอากระเป๋าที่ออฟฟิศก่อน”
“งั้นรีบไปกันดีกว่าค่ะ นายช่างจะได้รีบกลับไปพักผ่อน” พูดจบเธอก็เรียกพนักงานมาเช็กบิล จากนั้นทั้งสองก็เดินกลับไปยังไซต์งานที่อยู่เยื้องกับโรงพยาบาลไปไม่กี่สิบเมตร
เช้าวันต่อมาปัถยามาถึงที่ทำงานแต่เช้าเช่นเคย จากนั้นก็จัดแจงเทอาหารเช้าที่ซื้อมาใส่ชามและลงมือทานในทันที สักพักชวกรก็เปิดประตูเข้ามา
“สวัสดีค่ะนายช่าง” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นทักทายเพื่อนร่วมงานเสียงใส
“สวัสดี” โฟร์แมนหนุ่มตอบกลับเสียงห้วนตามแบบฉบับของชวกรคนเดิม ตั้งแต่เจอหน้าพิรภพเมื่อวาน อารมณ์เขาก็เริ่มไม่ปกติ เห็นอะไรก็พาลให้หงุดหงิดใจอยู่เสมอ โดยเฉพาะหน้าคนที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้
“ทานข้าวทานยารึยังคะ”
“ยัง” หลังได้ยินคำถามจากหญิงสาวชวกรเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองต้องกินยาก่อนและหลังอาหาร
“ว่าแล้วเชียว ดีนะที่รุ้งรอบคอบเลยซื้อข้าวเช้ามาเผื่อนายช่างด้วย”
ก่อนหน้านี้ปัถยาสังเกตเห็นว่าชวกรไม่ค่อยทานข้าวเช้า จะทานกาแฟหนึ่งแก้วแค่นั้น จึงฉุกคิดได้ว่าวันนี้เขาก็คงไม่ทานข้าวเช้าเหมือนทุกวันเป็นแน่ และก็เป็นไปตามที่เธอคิดไว้ไม่มีผิด
“ผมไม่หิวและไม่ชอบกินข้าวเช้า”
“ได้ไงคะ ลืมไปแล้วเหรอคะว่านายช่างต้องกินยาตามหมอสั่ง อีกอย่างอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดนะคะ เพราะฉะนั้นวันนี้นายช่างต้องกินข้าวที่รุ้งซื้อมาให้” ไม่รอให้ถูกปฏิเสธ ปัถยารีบจัดแจงเทกับข้าวใส่ชามพร้อมเทข้าวใส่จานให้เสร็จสรรพก่อนจะยกไปวางตรงหน้าของโฟร์แมนจอมดื้อ
“ยาอยู่ไหนคะ รุ้งจำได้ว่ามียาก่อนอาหารเช้าด้วย”
ชวกรส่ายหน้าอย่างอ่อนใจให้กับความเจ้ากี้เจ้าการของหญิงสาว ก่อนเปิดกระเป๋าเป้และหยิบถุงยาส่งให้ หลังจากกินยาก่อนอาหารเสร็จเขาก็ลงมือทานข้าวตามคำสั่งของหญิงสาว
“หมอนัดล้างแผลกี่โมงคะ”
“ช่วงบ่าย” เขาตอบก่อนจะลงมือทานข้าวต่อ
“ให้รุ้งไปเป็นเพื่อนไหมคะ”
“ไม่เป็นไร ผมไปเองได้”
“ไม่ใช่พอถึงเวลาแล้วมัวแต่ทำงานเพลินจนลืมนัดหมอนะคะ”
“ไม่ขนาดนั้น ถ้ากลัวผมลืมคุณก็ไปเตือนผมสิ”
“ได้เลยค่ะ” เธอรับคำพร้อมรอยยิ้มระบายบนใบหน้า “เดี๋ยวรุ้งเก็บให้ค่ะ” หญิงสาวแย่งถ้วยชามจากมือของชายหนุ่ม แล้วนำไปเก็บในห้องครัว จากนั้นก็จัดยาหลังอาหารให้คนเจ็บทาน
พอถึงเวลาหมอนัดล้างแผลชวกรก็ทำงานเพลินจนลืมนัดหมออย่างที่ปัถยาคาดไว้ไม่มีผิด หญิงสาวจึงเข้าไปเตือนความจำคนขยันและยังอาสาไปเป็นเพื่อนอีกต่างหาก
สร้างรัก...บทที่ 8 (1)
หลังหายหน้าหายตาไปหลายวัน วันนี้พิรภพจึงมาดักรอปัถยาที่หน้าไซต์งานอย่างที่ทำประจำ แต่รออยู่นานก็ไม่มีวี่แววว่าหญิงสาวจะออกมาสักที เขาจึงหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทร.หาเธอ เขาโทร.ออกอยู่หลายครั้งแต่ปลายสายก็ไม่รับสายสักที
“ขอโทษครับ ไม่ทราบว่ารุ้งกลับไปหรือยังครับ” เขาตัดสินใจเดินเข้าไปถามชายคนหนึ่งที่กำลังยืนสูบบุหรี่อยู่จุดพักสูบบุหรี่ที่หน้าทางเข้าไซต์งาน
“ยังครับ” ชายหนุ่มตอบก่อนจะขยี้ก้นบุหรี่ลงบนกระบะทราย
“ถ้าเจอรุ้งรบกวนบอกให้หน่อยนะครับว่าผมมารอรับ” พิรภพร้องบอกเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังจะเดินกลับเข้าไปในไซต์งาน
“เขาไม่ได้บอกคุณเหรอว่าเขาเลิกงานห้าทุ่ม” เป็นแฟนกันประสาอะไรถึงไม่รู้ว่าแฟนตัวเองเลิกงานกี่โมงกี่ยาม เขานึกค่อนแคะอยู่ในใจ
“อ้าวเหรอครับ มิน่าละไม่ออกมาสักที ยังไงฝากบอกรุ้งด้วยละกันครับว่าห้าทุ่มผมจะมารับใหม่”
“ได้ครับ แล้วจะบอกให้” รับปากเสร็จชายหนุ่มก็เดินเข้าไปในไซต์งานทันที โดยลืมไปว่าตอนออกมาเขาถอดหมวกนิรภัยที่วางไว้ที่โต๊ะ รปภ.
“นายช่างหยุดก่อน ทำไมไม่ใส่หมวกคะ” ปัถยาร้องถามมาจากชั้นลอย ก่อนจะรีบเดินลงบันไดมาหาชายหนุ่มที่กำลังเดินดุ่มๆ เข้าไปในโซนซีโดยไม่สวมหมวกนิรภัย
“ใส่ไม่ใส่มันก็เรื่องของผม” ชวกรตอบกลับเสียงห้วน อคติที่คิดว่าหมดไปแล้วเริ่มก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อนึกถึงชายหนุ่มหน้าหล่อที่มารอรับหญิงสาวอยู่ข้างนอก เขาจะมารับมาส่งกันมันก็เป็นปกติของคนเป็นแฟนกัน แล้วทำไมเขาต้องหงุดหงิดด้วยวะ โฟร์แมนหนุ่มบ่นให้ตัวเองอย่างหัวเสีย
“เรื่องของนายช่างก็จริง แต่มันเกี่ยวข้องกับงานของรุ้งนะคะ ไหนรับปากว่าจะให้ความร่วมมือทุกอย่างไงคะ นี่อะไรผ่านไปไม่เท่าไรก็กลับไปเป็นแบบเดิมอีกแล้ว อีกอย่างเราเป็นหัวหน้าต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกน้องสิคะ ไม่ใช่ตั้งกฎมาบังคับลูกน้องแต่ลูกพี่ดันมาแหกกฎซะเอง แบบนี้ลูกน้องที่ไหนจะเชื่อฟังล่ะคะ”
ปัถยาทวงคำมั่นที่เขาเคยให้ไว้ขณะเดียวกันก็รู้สึกงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย ตั้งแต่เกิดเรื่องคราวโน้นเขาดูเปลี่ยนไปมาก พูดจากับเธอดีขึ้น ให้ความร่วมมือในการทำงานเป็นอย่างดี แถมยังตามติดเธอแทบจะเป็นเงาตามตัว จนถูกเพื่อนร่วมงานแซวอยู่บ่อยๆ แล้วทำไมอยู่ดีๆ เขาถึงได้กลับไปเป็นชวกรคนเดิม
“เมื่อกี้แฟนคุณมารอรับอยู่หน้าไซต์งาน เขาบอกว่าห้าทุ่มจะมารับใหม่” เขาบอกก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างไม่สนใจคำบอกของหญิงสาวก่อนหน้านี้
“เดี๋ยวก่อนสิคะนายช่าง ไปใส่หมวกให้เรียบร้อยก่อน วันนี้มีรื้อนั่งร้านหลายจุด เดี๋ยวก็มีอะไรร่วงลงมาโดนหัวหรอก” ปัถยาไม่สนใจเรื่องคนที่จะมารับตัวเอง ตอนนี้เธอสนใจความปลอดภัยของคนตรงหน้ามากกว่า
“โอ๊ย” โฟร์แมนหนุ่มร้องขึ้นเสียงหลงเมื่อข้อต่อนั่งร้านร่วงลงมาโดนศีรษะของเขาพอดิบพอดี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตวาดลูกน้องเสียงดังลั่น “ทำงานกันยังไงวะ ไม่เห็นหรือไงว่ามีคนเดินอยู่ข้างล่าง”
“ขอโทษครับนายช่าง พอดีมันหลุดมือครับ” ลูกน้องคนหนึ่งตะโกนขอโทษขอโพย
“เลือดค่ะนายช่าง” หญิงสาวร้องทักเสียงดังอย่างตกใจ เมื่อเห็นของเหลวสีแดงสดค่อยๆ ไหลลงมาจนถึงหางคิ้วของอีกฝ่าย “รุ้งว่าไปให้หมอดูหน่อยดีกว่านะคะ เผื่อต้องเย็บแผล”
“แผลแค่นี้ไกลหัวใจ” ชวกรบอกเสียงเรียบพลางยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่ไหลลงมาเปรอะเปื้อนใบหน้า
“อย่าดื้อสิคะนายช่าง เดี๋ยวรุ้งพาไป”
“ผมไม่เป็นไร”
“ไม่เป็นไรได้ยังไงคะ ดูสิเลือดไหลไม่หยุดเลย เอาผ้านี่กดห้ามเลือดไว้ก่อนดีกว่าค่ะ” ปัถยาพับผ้าเช็ดหน้าให้เหลือขนาดพอเหมาะก่อนยื่นให้คนเจ็บ
ในตอนแรกเขาตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาที่เจือไปด้วยความห่วงใย ความคิดที่จะต่อต้านก็มลายหายไปในทันที ชวกรยื่นมือไปรับผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กจากหญิงสาวแล้วกดลงบริเวณที่เป็นแผล
“รีบไปกันดีกว่าค่ะ” ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ปฏิเสธ เซฟตีสาวคว้าแขนกำยำของเขาแล้วลากออกไปจากไซต์งานทันที ขณะที่คนถูกลากก็เดินตามออกไปอย่างว่าง่าย
หลังหมอเย็บแผลให้คนเจ็บเสร็จก็ได้แนะนำการปฏิบัติตัวและการดูแลบาดแผลแก่ชวกร จากนั้นก็นัดให้มาล้างแผลทุกวันจนกว่าจะตัดไหม พร้อมจัดยาให้ไปทาน
“หมอให้ยาอะไรมาบ้างคะ” ชวกรยื่นถุงยาที่เพิ่งได้รับมาให้หญิงสาวแทนคำตอบ
“มีทั้งยาก่อนอาหารและหลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็นครบเลย แล้วนี่นายช่างกินข้าวเย็นยังคะ”
“ยัง”
“งั้นเราแวะกินข้าวกันก่อนไหมคะนายช่างจะได้กินยา” หญิงสาวเสนอ
“ก็ได้”
เมื่อเขาตอบตกลงปัถยาก็เดินนำเขาไปยังร้านข้าวต้มที่อยู่ตรงข้ามโรงพยาบาล หลังจากจัดการกับอาหารมื้อเย็นเสร็จ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสาวก็จัดแจงยาหลังอาหารให้ชายหนุ่มทันที
“ยาหลังอาหารค่ะ” หญิงสาวแกะยาออกจากแผงแล้วยื่นให้คนที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“ขอบคุณ”
“นายช่างจะกลับเข้าไปทำงานต่อหรือจะกลับเลยคะ”
“กลับเข้าไปทำงาน” คนขยันตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ในชีวิตของชวกรเรื่องงานมาเป็นที่หนึ่งเสมอ แผลแค่นี้เล็กน้อยมากสำหรับเขา
“รุ้งว่านายช่างกลับไปพักก่อนดีกว่านะคะ แผลเพิ่งเย็บมา ใส่หมวกทำงานอาจไปกดแผลได้นะคะ” ปัถยาบอกน้ำเสียงอ่อนโยนด้วยความห่วงใย
“แค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอก”
“ดื้ออีกแล้วนะคะนายช่าง กลับไปพักก่อนเถอะนะคะ ถือว่ารุ้งขอ” หญิงสาวบอกพร้อมจ้องตาคนเจ็บเขม็ง
“ก็ได้” และแล้วเขาก็พ่ายแพ้ต่อน้ำเสียงเว้าวอนและแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเธอ นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนมาเป็นห่วงเป็นใยเขาแบบนี้ ชวกรถามตัวเองในใจ
“ว่าง่ายแบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย” ปัถยาฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีเมื่ออีกฝ่ายยอมทำตามที่เธอร้องขอ “แล้วนายช่างจะกลับเลยไหมคะ”
“จะกลับเข้าไปเอากระเป๋าที่ออฟฟิศก่อน”
“งั้นรีบไปกันดีกว่าค่ะ นายช่างจะได้รีบกลับไปพักผ่อน” พูดจบเธอก็เรียกพนักงานมาเช็กบิล จากนั้นทั้งสองก็เดินกลับไปยังไซต์งานที่อยู่เยื้องกับโรงพยาบาลไปไม่กี่สิบเมตร
เช้าวันต่อมาปัถยามาถึงที่ทำงานแต่เช้าเช่นเคย จากนั้นก็จัดแจงเทอาหารเช้าที่ซื้อมาใส่ชามและลงมือทานในทันที สักพักชวกรก็เปิดประตูเข้ามา
“สวัสดีค่ะนายช่าง” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นทักทายเพื่อนร่วมงานเสียงใส
“สวัสดี” โฟร์แมนหนุ่มตอบกลับเสียงห้วนตามแบบฉบับของชวกรคนเดิม ตั้งแต่เจอหน้าพิรภพเมื่อวาน อารมณ์เขาก็เริ่มไม่ปกติ เห็นอะไรก็พาลให้หงุดหงิดใจอยู่เสมอ โดยเฉพาะหน้าคนที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้
“ทานข้าวทานยารึยังคะ”
“ยัง” หลังได้ยินคำถามจากหญิงสาวชวกรเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองต้องกินยาก่อนและหลังอาหาร
“ว่าแล้วเชียว ดีนะที่รุ้งรอบคอบเลยซื้อข้าวเช้ามาเผื่อนายช่างด้วย”
ก่อนหน้านี้ปัถยาสังเกตเห็นว่าชวกรไม่ค่อยทานข้าวเช้า จะทานกาแฟหนึ่งแก้วแค่นั้น จึงฉุกคิดได้ว่าวันนี้เขาก็คงไม่ทานข้าวเช้าเหมือนทุกวันเป็นแน่ และก็เป็นไปตามที่เธอคิดไว้ไม่มีผิด
“ผมไม่หิวและไม่ชอบกินข้าวเช้า”
“ได้ไงคะ ลืมไปแล้วเหรอคะว่านายช่างต้องกินยาตามหมอสั่ง อีกอย่างอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดนะคะ เพราะฉะนั้นวันนี้นายช่างต้องกินข้าวที่รุ้งซื้อมาให้” ไม่รอให้ถูกปฏิเสธ ปัถยารีบจัดแจงเทกับข้าวใส่ชามพร้อมเทข้าวใส่จานให้เสร็จสรรพก่อนจะยกไปวางตรงหน้าของโฟร์แมนจอมดื้อ
“ยาอยู่ไหนคะ รุ้งจำได้ว่ามียาก่อนอาหารเช้าด้วย”
ชวกรส่ายหน้าอย่างอ่อนใจให้กับความเจ้ากี้เจ้าการของหญิงสาว ก่อนเปิดกระเป๋าเป้และหยิบถุงยาส่งให้ หลังจากกินยาก่อนอาหารเสร็จเขาก็ลงมือทานข้าวตามคำสั่งของหญิงสาว
“หมอนัดล้างแผลกี่โมงคะ”
“ช่วงบ่าย” เขาตอบก่อนจะลงมือทานข้าวต่อ
“ให้รุ้งไปเป็นเพื่อนไหมคะ”
“ไม่เป็นไร ผมไปเองได้”
“ไม่ใช่พอถึงเวลาแล้วมัวแต่ทำงานเพลินจนลืมนัดหมอนะคะ”
“ไม่ขนาดนั้น ถ้ากลัวผมลืมคุณก็ไปเตือนผมสิ”
“ได้เลยค่ะ” เธอรับคำพร้อมรอยยิ้มระบายบนใบหน้า “เดี๋ยวรุ้งเก็บให้ค่ะ” หญิงสาวแย่งถ้วยชามจากมือของชายหนุ่ม แล้วนำไปเก็บในห้องครัว จากนั้นก็จัดยาหลังอาหารให้คนเจ็บทาน
พอถึงเวลาหมอนัดล้างแผลชวกรก็ทำงานเพลินจนลืมนัดหมออย่างที่ปัถยาคาดไว้ไม่มีผิด หญิงสาวจึงเข้าไปเตือนความจำคนขยันและยังอาสาไปเป็นเพื่อนอีกต่างหาก