ข้อเท็จจริงจากรายงานข่าวกรณีสิงคโปร์ Near-lockdown

- สิงคโปร์ประกาศสถานการณ์ที่สื่อเรียกว่า Near-lockdown ระหว่างวันที่ 16 พฤษภา 13 มิถุนา
ซึ่งมาตรการเหล่านั้น เช่น ให้ทำงานจากที่บ้าน ร้านอาหารขายได้แต่อาหารแบบห่อกลับบ้าน ห้างและโชว์รูมยังเปิดได้ แต่ไม่ให้มีคนเข้าไปมาก 
งานประชุมธุรกิจและการแสดงสดมีผู้ร่วมงานได้ไม่เกิน 100 คนและต้องตรวจเชื้อก่อนเข้าร่วมงาน ลดจำนวนนักท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวเหลือ 25% เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่การล็อกดาวน์แบบสิ้นเชิง แต่เป็นการจำกัดการรวมตัวจำนวนมาก

- สาเหตุที่มีการเนียร์-ล็อกดาวน์ เนื่องจากมีการพบเคสผู้ป่วยใหม่ 38 เคส 18 เคสในนั้นไม่เชื่อมโยงกัน ปัจจุบันสิงคโปร์มีเคสใหม่เฉลี่ยวันละ 29 รายใน 7 วัน


ช่วงปลายเมษา 2020 พบเคสตายวันละ 1-2 คน และไม่พบเคสการตายมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภา 

- 1 ใน 4 ของประชากรสิงคโปร์ 5.5 ล้านคนได้รับวัคซีนครบสองโดสแล้ว 1 ใน 3 ของประเทศได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดสแล้ว นับเป็นประเทศที่มีการดำเนินการฉีดวัคซีนเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเทียบสัดส่วนจำนวนประชากร ใช้วัคซีน Pfizer กับ Moderna

- นอกจากกลุ่มเปราะบางและผู้ทำงานแนวหน้าสาธารณสุข ปัจจุบันยังไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปที่อายุต่ำว่า 45 ปีรับวัคซีน

- เมื่อวันที่ 27 เมษา Bloomberg ยกให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในระหว่างการเกิดโรคระบาด 

- สิงคโปร์กำลังมีการศึกษาว่าจะยืดระยะเวลาการฉีดระหว่างโดสหนึ่งกับโดสสองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพวัคซีน จาก 3-4 สัปดาห์ เป็น 6-8 สัปดาห์ 

* เพิ่มเติม : การศึกษาของ Oxford University พบว่าประสิทธิภาพของวัคซีน AstraZeneca จะเพิ่มขึ้นจาก 55% เป็น 82%
เมื่อยืดเวลาการฉีดระหว่างโดสหนึ่งกับโดสสองเป็น 6-12 สัปดาห์
การฉีดโดสเดียวมีประสิทธิภาพในป้องกันได้ 76% เป็นเวลา 90 วัน *

ที่มา : 
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่