อยากถามคนที่ฝันถึงแฟนเก่าที่เสียไปแล้วค่ะ เราอยากทราบจังว่าเขายังอยู่ใกล้ๆเราอย่างที่เรารู้สึกจริงๆมั้ย???

เรื่องนี้ก็นานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เรายังเรียนอยู่ม.ปลาย ถ้าให้นับรวมเวลาก็เป็น 10 ปีแล้วที่เขาจากเราไป

แต่ถ้าให้นับรวมตั้งแต่ตอนที่รู้จักกันมาตั้งแต่ ม.ปลาย ก็คือ 20 ปีค่ะ ช่วม ม.4 ถึง ม.6 เป็นช่วงที่เรากับเขาเป็นแฟนกันตอนนั้น

เราขอเล่าเรื่องราวในอดีตของแฟนเก่าเราก่อนนะคะ แต่เล่าไม่ค่อยเก่งอาจจะยาวหน่อยนะคะ 

เรากับเขาผูกพันกันมากเพราะผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะจริงๆ ตอน ม.4 เราทั้งคู่เป็นเด็กที่เข้ามาใหม่ของรร.แถวย่านสะพานพระปิ่นเกล้าด้วยกันทั้งคู่ ช่วงแรกๆเราเป็นแค่เพื่อนกัน จนมาตกลงคบกันแฟนช่วงกำลังจะจบ ม.4 ตอนนั้นเค้าเคยบอกเราว่าเค้ามีปัญหาเรื่องที่พัก เพราะย้ายมาจากรร.ชื่อดังของนครปฐมแล้วเข้ามาเรียน รร.ในกรุงเทพ เขาต้องไปขอพักอยู่กับเพื่อนของน้า ซึ่งไม่ใช่ญาติแท้ๆของเค้า และมีความอึดใจในหลายๆอย่าง เราเคยไปที่นั่นอยู่ครั้งนึง บรรยากาศก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ เหมือนเป็นตึกแถวที่ทำห้องเช่าเฉยๆ แต่ที่ว่าอึดอัดหลักๆก็คือน่าจะเกี่ยวกับคนมากกว่าไม่ใช่สถานที่ เขาเลยบอกกับเราว่าเขาคงจะต้องย้ายไปอยู่กับพี่สาวต่างแม่แทนซึ่งอยู่แถวบางกะปิ ค่อนข้างไกลมากค่ะถ้านึกว่าต้องเดินทางจากบางกะปิมาเรียนที่ปิ่นเกล้าทุกวัน เค้าก็บอกว่าเค้าอาจจะต้องย้ายรร.เพราะอาจไม่มีค่าเดินทางมากพอ ครอบครัวค่อนข้างจนค่ะ ไม่ได้อยู่กับพ่อและแม่ เขามีพี่สาวทั้งหมด 3 คน พี่สาวคนโตทำงานเป็นครูอยู่ที่ต่างจังหวัด พี่สาวคนที่ 2 และ 3 ยังเรียนมหาลัยอยู่ ทุกคนต่างทำงานหาเงินด้วยตัวเอง พี่ๆก็พอจะส่งเงินมาบ้างแต่ยังไม่มากพอที่จะให้เค้าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างพอเพียง เพราะฉะนั้นปัญหาของการที่จะย้ายรร.คือไม่มีเงินค่าเดินทางไปกลับค่ะ เราได้ยินแบบนั้น เราจึงยื่นข้อเสนอเพื่อไม่ให้เค้าลาออกจากรร. คือ เราจะขอแบ่งค่าขนมที่ได้จากทางบ้านเรา เอาไว้ให้เค้าใช้จ่ายในส่วนนี้ เราได้วันนึงตอนนั้น ราวๆ 60 บาทต่อวัน ทางบ้านเราไม่ได้รวยอะไรค่ะแต่ตอนนั้นบ้านเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินเหมือนกับแฟนเรา ซึ่งเราคำนวณแล้วเรายังมีเหลือให้เค้าเก็บไว้เป็นค่าเดินทางได้ เพราะตอนเช้าพ่อเรามาส่งตลอด มีแค่ตอนกลับบ้านที่เราอาจจะกลับเองในบางวัน ค่ากินกลางวันเรากินไม่มาก ยังไงเงินก็มีเหลือทุกวัน ตอนแรกแฟนเราปฏิเสธที่รับเงินส่วนนี้ค่ะ แต่เราเป็นคนคะยั้นคะยอให้เขารับข้อเสนอของเราไว้ เพราะเรายอมไม่ได้จริงๆที่จะให้เขาต้องห่างเราไป และหลังจากนั้นเราก็คบกันเป็นแฟน นั่งเรียนด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ตอนเลิกเรียนกลับบ้าน เราก็จะเดินไปขึ้นรถตรงจุดที่เขาสามารถขึ้นรถต่อไปทางผ่านฟ้าลีลาศได้ เพราะเขาต้องนั่งเรือตรงนั้นไปบางกะปิ ส่วนเราก็ขึ้นรถอ้อมนิดหน่อยกลับบ้านเราค่ะ ทำแบบนี้ตลอดจนเรียนจบ ช่วงนั้นเราก็แบ่งเงินกินใช้ด้วยกันนี่แหละ ซึ่งแฟนเราจะเป็นคนเก็บเงินที่เราให้ไว้ตลอด เงินไม่ได้อยู่ที่เราเลยสักบาท เค้าเก็บเงินเก่งมากค่ะ ถ้าเงินอยู่ที่เราน่าจะไม่เหลือ 5555 นี่ขนาดเอาไว้ให้เค้าใช้จ่ายส่วนตัว ยังมีเหลือเก็บเป็นก้อนได้ด้วย เรานับถือในความเห็นค่าของเงินของแฟนเรามาก เขาไม่ใช่คนที่มาหลอกกินอะไรเราเลย เวลาไปเดินเที่ยวตลาดกัน เราชอบไปจตุจักรกับเขา เขาชอบไปค่ะเพราะที่นั่นมีเสื้อผ้ามือสองแบบที่เขาชอบ เราจะชอบยุให้เขาซื้อใส่บ้าง มันก็ไม่ได้แพงเนาะ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายต่างๆ เราจะเลือกซื้อด้วยกันตลอด เขาไม่ค่อยจะอยากได้อะไรหรอกค่ะ แต่พอได้มาแล้วก็เป็นคนรักษาของและใช้ของที่มีจนคุ้มไปเลย และนี่ก็ทำให้เขารู้สึกว่าเรามีบุญคุณกับเขามากๆ ซึ่งจริงเราไม่ได้อยากให้เขามารู้สึกอะไรแบบนั้น เพราะเราทำและเสียสละด้วยใจมาตลอด

ตอนเรียนเราก็นั่งเรียนข้างกันตลอด มีที่แอบทะเลาะกันบ้าง งอนกันตามประสาวัยรุ่นแต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่อะไร ก็ผ่านกันมาได้ด้วยดีเสมอทุกเรื่องเขาเคยให้สัญญากับเราหลายๆอย่างในตอนนั้น เขาเป็นคนที่รู้ตัวเองดีมาตลอด เข้าใจค่ะว่าความรู้สึกของเขาตอนนั้น คือเขาไม่มีอะไรเลย เป็นผู้ชายฐานะยากจนคนนีง ไม่มีอะไรที่คู่ควรกับเรา เขาชอบบอกว่าตัวเองไม่หล่อ ให้มาเทียบกับเราแล้ว เราดูเป็นลุคคุณหนูค่ะ แต่จริงๆมันก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้นในความคิดของเรานะ เราบอกเขาว่าเสมอว่าอย่ามองกันที่ภายนอก เราอาจจะดูเหมือนคุณหนูก็จริง ด้วยหน้าตา และ ภายนอก แต่นิสัยเราและการใช้ชีวิตกับเขาที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าเราอยู่กับเขาได้ เราติดดินได้ เราลุยได้ เราทำทุกอย่างที่ทำให้เขาไม่รู้สึกอึดอัดใจ เราอยากให้เขาเลิกคิดว่าเขาไม่คู่ควรกับเราออกไป เพราะเขาเป็นผู้ชายที่แสนดีมากๆ ถึงเขาจะไม่ได้หล่ออะไร แต่เขาน่ารักในสายตาเราเสมอ รอยยิ้มที่แสนใจจะดี นั่นคือเสน่ห์ของเขาเลยนะคะ เราบอกกับเขาแบบนี้ตลอด เราไม่ได้ชอบคนหล่อค่ะ เราชอบคนแบบเขานี่แหละ 5555 ก็เข้าใจอีกเหมือนเดิมว่า หากวันนึงเราต้องห่างกัน เขาก็คงกลัวว่าจะมีผู้ชายคนอื่นเข้ามาที่ดีกว่าเขาทุกอย่าง แต่นั่นมันเป็นเรื่องของอนาคตมากๆ ซึ่งตอนนั้นเราค่อนข้างมั่นใจว่าเราไม่มีทางเลิกกับเขาไปได้หรอก 

มีอยู่วันนึงเราขึ้นไปที่อาคารเรียนของชั้น ตอนนั้นเราอยู่ ม.6 กันแล้ว เรายืนมองรถที่วิ่งผ่านไปผ่านมาบนสะพานพระปิ่นเกล้าด้วยกัน เขาบอกกับเราว่า
"สักวันนึงเขาจะมีรถเป็นของตัวเอง แล้วจะมาขออนุญาติพ่อแม่เรา รับเราไปเที่ยว และสักวันนึงเขาจะมาขอเราแต่งงานให้ได้" ประโยคใจความประมาณนี้เราจำได้ขึ้นใจ เราหันไปมองเค้าแล้วก็บอกว่า "เธอต้องทำได้แน่ๆ เราเชื่อนะ แล้วจะรอวันนั้น" แต่ก่อนอื่นเราจะต้องตั้งใจสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐให้ได้นะ เพราะมันคือบันไดที่จะทำให้ฝันที่เราคิดกันเอาไว้สำเร็จได้แน่นอน 

ช่วงนั้นเราก็ได้เรียนกวดวิชาค่ะ พ่อแม่เราส่งให้เราเรียนกวดวิชาเพิ่มเพื่อสอบเข้าแข่งขันมหาวิทยาลัย แต่แฟนเราไม่ได้เรียนค่ะ เงินไม่พอแน่นอน เราเลยเลือกที่จะไปหาซื้อหนังสือมือสองติวสอบเข้ามหาวิทยาลัย หลายเล่มมาก ตามรายวิชาที่เขาจะต้องใช้เตรียมตัวสอบ และก็ไปยืมหนังสือที่ห้องสมุดกันมาเพิ่มด้วย ความฝันของเขาคืออยากเข้าคณะประมง หรือ คณะที่เกี่ยวกับสัตว์แพทย์ ส่วนเราอยากเข้าคณะวิศวะค่ะ เพราะฉะนั้นรายวิชาที่ใช้ในการยื่นคะแนนสมัยนั้นจะต่างกันอยู่ ของเค้าจะเน้นใช้คะแนนพวกสังคม ภาษาไทย ชีววิทยาด้วย แต่ของเราไม่ใช้ค่ะ ใช้แค่คณิต ฟิสิกส์ เคมี ภาษาอังกฤษ ผลที่ได้ออกมาคือ เราสอบติดคณะที่อยากเข้าด้วยกันทั้งคู่เลยค่ะ ดีใจมากๆ เรารู้สึกว่าแฟนเราเก่งมากที่เขาสอบติดได้โดยใช้วิธีอ่านหนังสือที่เราซื้อให้เท่านั้น แต่ว่าเราสอบติดคนละมหาลัยกันค่ะ เศร้านิดๆนะคะตอนนั้น เพราะมันถึงเวลาที่เราจะต้องห่างกันแล้วจริงๆ สมัยนั้นเรายังไม่มีมือถือ ไม่มีการใช้ไลน์คุยกันเลย ต้องยอดตู้โทรศัพท์เบอบ้านโทรคุยกัน ติดต่อกันลำบากมากทีเดียว ตอนนั้นเราก็มีซื้อ PCT ให้เขาใช้ด้วย แต่สัญญาณมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรากับเขาห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ 

หลังจากนั้นพอเราแยกย้ายกันไปเข้ามหาวิทยาลัย พอห่างกันมากๆเราเองที่แอบไปคบคนอื่นด้วยค่ะ T_T เขารู้ความจริงจากคนรู้จักที่เห็นเราเดินกับผู้ชายคนอื่น แต่เขาไม่เคยพูดอะไรสักคำ เราก็ไม่เข้าใจค่ะว่าทำไมเขาถึงไม่ถามอะไรเราเลย เขาเงียบหายไปจากเราสักพัก เราเองก็ไม่กล้าโทรไปค่ะ ความทรงจำตอนนั้นมันเริ่มเลือนลาง ทั้งเราและเขาต่างยุ่งเรื่องเรียนกันมาก แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงติดต่อเราอยู่นะคะ เขาพยายามทำเหมือนไม่รับรู้อะไร แต่เขาก็ยังแสดงออกกับเราเหมือนเดิม เราก็ยังงงๆนะคะว่าสรุปเรายังคบกันอยู่ไหม แต่ด้วยความเงียบหายมันเลยทำให้เข้าใจกันไปเองว่าอยู่ในสถานะห่างกันแล้ว แต่แค่เราไม่เคยพูดว่าเราเลิกกัน เรายอมรับว่าเราก็ยังรักแฟนเราอยู่ค่ะ เราก็ยังไปเจอเขาบ้าง แต่เจอกันน้อยค่ะเพราะไกลมากระหว่างมหาลัยของเขาและของเรา คนละฟากเลยก็ว่าได้ (ในจุดนี้เราขอไม่พูดถึงว่าตอนนั้นเราคบคนอื่นแล้วเป็นยังไงต่อนะคะ ไม่อยากจะนึกถึงอีก เราก็เสียใจกับการกระทำของตัวเองมากค่ะ) จนกระทั่งก่อนเรียนจบปี 4 เขาหายไปอีกแล้ว เราก็ไม่ได้ไปตามอะไรเค้า จนเราคิดว่าเขาคงไม่ได้สนใจเราแล้ว อาจจะไปคบผู้หญิงคนอื่นแล้วด้วยหละมั้ง เรารู้สึกผิดมาก ไม่กล้าพูดว่าอยากกลับไปคบกับเขา หรือ อยากเริ่มเอ่ยปากถามอะไรต่ออะไรที่เราไม่เคยคุยกันเคลียๆเลยสักครั้ง จนกระทั่งเรียนจบ เราก็ไม่ได้ชวนเขามางานรับปริญญาเพราะเราคิดไปเองว่าเขาอาจจะไม่อยากมาก็ได้ จนถึงวันที่เขากำลังจะรับปริญญา เขาติดต่อมาหาเราชวนเราไปงานรับปริญญาของเขา เราดีใจมากตอนนั้น เขาก็บอกว่าทำไมงานของเรา เราไม่ชวนเค้าเลย เราไม่คิดเลยว่าน้ำเสียงและท่าทางของเขาในวันที่เราได้ไปเจอที่งานจะยังเหมือนเดิมทุกอย่าง เขายังไม่มีแฟนใหม่ค่ะ เขายังพูดเหมือนเดิมเลยว่าเขากำลังเก็บเงินอยู่นะ พร้อมเอาเงินในบัญชีให้ดู ตอนนั้นมีเงินราวๆ 70,000 ได้ เขาแค่อยากจะบอกเราว่าเขายังคงทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้เสมอ รอเขาหน่อยนะ เราฟังแล้วดีใจมาก แต่ก็เหมือนว่าตอนนั้นเขาจะเมานิดๆด้วย พูดกับเราต่อว่าเราอยากได้เท่าไหร่ จะกดตังออกมาให้เดี๋ยวนี้เลย ตอนนี้เขามีเงินแล้วนะ แต่เราบอกกับเขาว่าเก็บเงินเอาไว้เถอะ เราไม่ได้อยากได้เงินของเขาเลย เขาเถียงกับเราแบบคนเมาๆว่า ถึงเวลาแล้วที่เค้าจะต้องให้อะไรกับเราบ้าง เรามีบุญคุณกับเขามาก ถ้าไม่มีเราช่วยเหลือเขาในวันนั้น ก็คงไม่มีเขาในวันนี้ วันที่เขาได้เรียนจบ มีงานบริษัทที่มั่นคง (บริษัทที่มีฟาร์มเลี้ยงสัตว์เจ้าใหญ่ๆของไทย) แล้วเราก็ปฏิเสธเงินของเขา เราบอกให้เค้าเก็บไว้ไม่ต้องทำแบบนี้ เชื่อแล้วนะว่าทำได้ อย่าลืมทำตามที่สัญญาไว้นะ เราบอกเขาแค่นี้ ยอมรับว่าแอบโมโหค่ะ เหมือนโดนเอาเงินฟาดหัวอยู่ หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้เจอกันอีก ผ่านไปประมาณ 3 เดือนได้ เขาโทรมาหาเรา โทรมาทั้งที่เมาๆด้วย โทรมาตัดพ้อเราต่างๆนานา เพราะตอนนั้นเราก็ยังไม่ค่อยได้ติดต่อกันเหมือนเดิม ช่วงนั้นเราเปลี่ยนไปคบกับผู้หญิงแทนค่ะ (ความซับซ้อนในจิตใจเราตอนนั้นมันหลายเรื่องราวมาก เราไม่รู้จะตัดสินใจกับชีวิตของเราตอนนั้นเลยอยู่กับพี่ที่เป็นทอมค่ะ เพราะเขาเป็นผู้หญิงด้วย) แต่แฟนเก่าเราเขาก็รู้นะคะว่าเราอยู่กับพี่ที่เป็นทอม ตอนเค้าโทรมารอบนี้เขาโทรมาตัดพ้อค่ะ ว่าเราไม่รักเขาแล้วใช่มั้ย เราอยากจะพูดความในใจของเราออกไปมากค่ะว่าจริงๆแล้วเรายังรักเขาอยู่ แต่เราติดกับความรู้สึกผิดในตอนนั้นที่เราเคยแอบไปคบกับผู้ชายคนอื่น และเราไม่อยากให้พี่ทอมคนที่เราคบอยู่ได้ยินด้วย เราเลยตัดบทไปว่าเขาเมามากแล้วนะ คุยกันแบบนี้ก็คุยไม่รู้เรื่องหรอก ไว้เราค่อยคุยกัน แล้วเราก็ตัดสายไปค่ะ จากนั้นอีกไม่นานเราได้รับข่าวจากเพื่อนว่าเขาประสบอุบัติเหตุทางรถมอเตอร์ไซค์ อยู่ไอซียู จากนี้คือจุดพีคแล้วค่ะที่เรากำลังจะสูญเสียผู้ชายคนนี้ไปตลอดกาล

(มีต่อในคอมเม้นนะคะ ยังไม่จบ)
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่