การเก็บเกี่ยวน้ำฝนในสมัยโบราณ




(Basilica Cistern เป็นบ่อเก็บน้ำใต้ดินโบราณที่ใหญ่ที่สุดในอิสตันบูล ซึ่งเคยใช้กักเก็บน้ำในอดีตและปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม)


ประวัติศาสตร์ของการเก็บเกี่ยวน้ำฝนต้องย้อนกลับไปหลายพันปีที่ผ่านมา เมื่ออารยธรรมการตั้งถิ่นฐานประเทศและอาณาจักรในอดีต มีความต้องการพื้นฐานเพื่อความอยู่รอดเช่นเดียวกับในยุคปัจจุบัน โดยน้ำ อาหาร และที่พักพิงเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องในการจัดหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศที่แห้งแล้งและขาดแคลนน้ำ

แนวคิดหนึ่งของวิธีแก้ปัญหาที่ยอดเยี่ยมของผู้คนในอดีตที่ได้คิดค้นการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จนกลายเป็นแหล่งที่ยั่งยืนตลอดหลายพันปีคือ การเก็บ และการผันน้ำฝน  โดยก่อนอื่นต้องทำการ " เก็บเกี่ยวน้ำฝน " เพื่อรวบรวมน้ำฝนเพื่อพยายามปรับสมดุลความไม่สอดคล้องกันของธรรมชาติ ซึ่งนักโบราณคดี สังเกตเห็นว่า ยิ่งอารยธรรมก้าวหน้ามากขึ้นเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งมีรูปแบบทักษะและความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในการประหยัดและการแจกจ่ายน้ำ
ไม่ว่าผู้ใช้ปลายทางจะอยู่ในช่วงฤดูใด

ต่อมา การเก็บเกี่ยวน้ำฝนได้รับการพัฒนาอย่างมากเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาลในอินเดียโบราณ จีน เมโสโปเตเมีย และอิสราเอลในปัจจุบัน
แต่ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นทางการในกรุงโรมโบราณ โดยในอินเดียโบราณของลุ่มแม่น้ำสินธุ มีแอ่งขนาดใหญ่ที่ถูกตัดเข้าไปในหินเพื่อเก็บกักน้ำฝน ไว้ใช้ในช่วงเวลาแห่งความแห้งแล้ง และมีช่องหินที่ยาวหลายร้อยไมล์ผ่านเมืองเพื่อให้ประชากรและพืชผักได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ

ภายในอุโมงค์ส่งน้ำ 'karez' ที่ Turpan ซินเจียง ประเทศจีน
'Karez' เป็นชื่อที่ใช้กันทั่วไปในเอเชียกลางสำหรับระบบชลประทานหรือที่เรียกว่า Qanat (Cr.colegota / CC BY SA 2.5 )
อีกเทคนิคหนึ่งที่ใช้กันมานานหลายร้อยปีในอินเดียโบราณ คือการสร้างระบบเก็บเกี่ยวน้ำที่ด้านบนของหลังคาบ้าน เป็นเทคโนโลยีง่ายๆที่แพร่กระจายไปทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศต่างๆเช่น บราซิลและจีน จนมาถึงในช่วงเวลาของอาณาจักรโรมัน การเก็บน้ำฝนกลายเป็นศิลปะและวิทยาศาสตร์ขั้นสูง โดยมีเมืองใหม่ ๆ หลายแห่งที่ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน

การพัฒนาใหม่ ๆ เหล่านี้หลายอย่างถูกสร้างโดยชาวโรมันต้นแบบ จนถึงศตวรรษ 6 และในการปกครองของจักรพรรดิซีซาร์ อย่างไรก็ตาม สิ่งก่อสร้างในการเก็บเกี่ยวน้ำฝนที่น่าประทับใจที่สุดแห่งหนึ่ง สามารถพบได้ในพระราชวัง Sunken ในอิสตันบูล, ประเทศตุรกี (เดิมคือกรุงคอนสแตนติโนเปิล) ซึ่งใช้เก็บน้ำฝนจากถนนด้านบน ที่มีขนาดใหญ่มากจนสามารถล่องเรือไปรอบ ๆ ได้ ซึ่งยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

ตะวันออกกลางนั้น มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในไทม์ไลน์การเก็บเกี่ยวน้ำฝน ที่ย้อนหลังไปถึง 2,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยผู้คนในทะเลทราย Negev
ซึ่งเป็นประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน ที่ได้รอดชีวิตจากการกักน้ำจากไหล่เขาและเก็บไว้ใน Cisterns  ซึ่งจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ตะวันออกกลาง 
ในช่วงเวลานั้น บันทึกไว้ว่า ที่เก็บน้ำฝนเหล่านี้มีตั้งแต่ 10,000 แกลลอนไปจนถึง 50,000 แกลลอนและมักจะถูกเก็บไว้ใต้ดิน


Jhalaras:การเก็บเกี่ยวน้ำฝนของอินเดียโบราณ
ซึ่งสร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับชุมชนท้องถิ่นและวัตถุประสงค์ทางศาสนา และยังคงพบได้ในปัจจุบัน

Basilica Cistern เป็นบ่อน้ำโบราณหลายร้อยแห่งที่อยู่ใต้เมือง ซึ่งขนาดใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ที่ความลึก 150 เมตร (490 ฟุต) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ
Hagia Sophia  โบสถ์คริสต์ที่ใหญ่ที่สุดบนคาบสมุทรประวัติศาสตร์ของ Sarayburnu มันถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 6 ในช่วงรัชสมัยของ Justinian ที่1 จักรพรรดิ Byzantine 

ตำราทางประวัติศาสตร์ระบุว่า พื้นที่ใต้ดินขนาดใหญ่นี้หรือเรียกว่า " Basilica " ถูกสร้างขึ้นโดย“ ทาส 7,000 คน” บนที่ตั้งของมหาวิหารยุคโรมันตอนต้นในศตวรรษที่ 3 และ 4 ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางการค้า กฎหมาย และศิลปะโบราณ ต่อมาในปี ค.ศ. 476  มหาวิหารแห่งนี้ได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้และถูกสร้างขึ้นใหม่โดยชาวไบเซนไทน์ที่ชื่อ Illus

Cistern (บ่อน้ำ) ที่กว้างใหญ่นี้ เป็นระบบกรองน้ำที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับพระราชวังใหญ่แห่งคอนสแตนติโนเปิลไปยังพระราชวัง Topkapi Palace หลังจากสงคราม Ottoman conquest ในปีค. ศ. 1453  ซึ่งวารสาร Lonely Planet อธิบายว่า บ่อนี้มีขนาดใหญ่กว่าวิหารส่วนใหญ่ประมาณ 138 เมตร (453 ฟุต) คูณ 65 เมตร (213 ฟุต) ซึ่งคำนวณน้ำได้ประมาณ 80,000 ลูกบาศก์เมตร (2,800,000 ลูกบาศก์ฟุต)

Basilica Cistern
มีบันไดหิน 52 ขั้นลงไปในบ่อซึ่งล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐหนา 4 เมตร (13 ฟุต) ที่เคลือบด้วยปูนกันน้ำ และเสาหินอ่อน เลาหินแกรนิตสไตล์ไอออนิกและเสาโครินเธียน 336 เสาที่มีความสูง 9 เมตร (30 ฟุต) จัดเรียงเป็นแถว 12 แถวๆละ 28 เสา แต่ละเสามีระยะห่าง 5 เมตร (16 ฟุต) โดยเสาส่วนใหญ่ถูกรีไซเคิลจากอาคารเก่าแก่ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า 'spoliation' และถูกนำไปยังคอนสแตนติโนเปิลจากทั่วทุกมุมอาณาจักรพร้อมด้วยหินที่ใช้ในการก่อสร้างโบสถ์ Hagia Sophia

น้ำที่ถูกกักอยู่ใน Basilica Cistern มาจากศูนย์กระจายน้ำ Eğrikapı Water Distribution Center ในป่าเบลเกรดไปทางเหนือของเมือง 19 กิโลเมตร (12 ไมล์) มันเดินทางผ่านท่อระบายน้ำ Valens (Bozdoğan) ที่ยาว 971 เมตร (3,186 ฟุต) และท่อระบายน้ำ Mağlova ที่ยาว 115 เมตร (377 ฟุต) ซึ่งสร้างโดยจักรพรรดิ Justinian ที่1

บ่อน้ำถูกลืมไปนานหลายศตวรรษและถูกค้นพบโดยบังเอิญโดย Peter Gyllius ชาวฝรั่งเศสในปี 1545 ในขณะที่ค้นคว้าโบราณวัตถุไบแซนไทน์ในเมืองจนกระทั่งในปี 1985 Basilica Cistern ได้รับการทำความสะอาดและปรับปรุงใหม่ โดยเทศบาลนครอิสตันบูลและเปิดให้ประชาชนเข้าชมในปี 1987
ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของเมือง ซึ่งเมื่อเดินไปตามทางไม้ที่ยกระดับขึ้น จะรู้สึกว่ามีน้ำหยดลงมาจากเพดานโค้ง นอกจากนั้น
ยังเห็นกลุ่มปลาคาร์พมากมายว่ายไปมาในพื้นน้ำกว้าง เป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีมากขึ้น

 
 
หัวเมดูซ่าทั้งสองหัวที่ถูกใช้เป็นฐานคอลัมน์อย่างไม่เป็นทางการ โดยหัวหนึ่งในตำแหน่งคว่ำ อีกหัวหนึ่งเอียงไปด้านข้าง
ซึ่งตำแหน่งของพวกมันทั้งสอง มีจุดเริ่มต้นที่ยังคงเป็นปริศนาจนถึงตอนนี้
แต่เป็นไปได้ว่า หัวทั้งสองถูกรีไซเคิลจากรูปแบบอาคารโบราณในช่วงปลายยุคโรมัน
ปัจจุบัน คณะลูกขุนใหญ่ซึ่งประกอบด้วยนักเขียนด้านการท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ นักจัดรายการโทรทัศน์ นักวิชาการ และนักข่าวได้เลือกสถานที่ 10 อันดับแรกในตุรกีให้อยู่ในรายชื่อมรดกโลกขององค์การ UNESCO โดยมีคาบสมุทรประวัติศาสตร์ของอิสตันบูลและ Basilica Cistern เป็นสองตัวแทนในฐานะที่มีประวัติศาสตร์มากที่สุด

อิสตันบูล (Istanbul) ประเทศตุรกีนั้น เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับศตวรรษ โดยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักร 3 อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ได้แก่ อาณาจักรโรมัน, อาณาจักรไบแซนไทน์ และอาณาจักรออตโตมัน ตุรกีเป็นประเทศสองทวีปที่มีดินแดนอยู่ทั้งในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป
และส่วนที่แบ่งให้ตุรกีเป็นดินแดนสองทวีปคือ ช่องแคบ Bosphorus  สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในอิสตันบูลนั้นมีทั้งมัสยิด พระราชวัง รวมถึงอาคารทางประวัติศาสตร์ที่เป็นสถานที่สำคัญของอาณาจักรต่างๆในสมัยโบราณ


Hagia Sophia โบสถ์คริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรโรมันตะวันออก (จักรวรรดิไบแซนไทน์) 
Cr.ภาพ timesofindia.indiatimes.com/

Cr.https://www.ancient-origins.net/history-ancient-traditions/ancient-rainwater-harvesting-0010904 / Ashley Cowie
Cr.https://en.wikipedia.org/wiki/Basilica_Cistern
Cr.https://www.vardhmanenvirotech.com/the-history-of-rainwater-harvesting/ Amit Doshi
Cr.https://thaiontours.com/turkey/top-tourist-attractions-in-istanbul-turkey

(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา)

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่