JJNY : ยกร่างรธน.ใหม่ได้ทำปชม.2 ครั้ง│ดูไอเดียชัชชาติที่ถูกแชร์ซ้ำๆ│พีมูฟยื่นประวิตรแก้บางกลอย│อากาศเมืองเชียงใหม่วิกฤต

ด่วน! มติศาลรธน.ไฟเขียว ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ วางเงื่อนไขทำประชามติ 2 ครั้ง
https://www.matichon.co.th/politics/news_2618099

 
ด่วน! มติศาลรธน.ไฟเขียว ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ วางเงื่อนไขทำประชามติ 2 ครั้ง 
 
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 มีนาคม ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดประชุมเพื่อแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ คำร้องที่ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (1)
 
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า รัฐสภามีอำนาจหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่ กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มาจากคำร้องที่ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (1) สืบเนื่องจากที่ประชุมรัฐสภา มีมติด้วยเสียงข้างมาก เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เห็นชอบให้พิจารณาญัตติด่วนที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) และนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) เสนอให้รัฐสภาพิจารณา เพื่อขอมติให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง ( 2) เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256(1)
 
ประกอบกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญ ให้ผู้เกี่ยวข้อง คือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ และนายอุดม รัฐอมฤต อดีตกรธ. ทำความเห็นเป็นหนังสือต่อกรณีปัญหาดังกล่าว เสนอต่อศาลเพื่อมาประกอบการวินิจฉัย รวมทั้งคาดว่าจะมีการพิจารณาคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ได้ยื่นบันทึกถ้อยคำและความเห็นต่อศาล เป็นข้อมูลรวม 7 หน้า เพื่อยืนยันว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 156 (15) บัญญัติไว้ชัดเจน ว่ารัฐสภามีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
 
สำหรับประเด็นที่ทำให้ประธานรัฐสภา ต้องส่งเรื่องมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เป็นกรณีสมาชิกรัฐสภามีความเห็นต่างกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่ากรณีร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมายกร่าง หรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นสามารถทำได้ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2562 ไม่ได้กำหนดให้เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ มาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติเพียงให้รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก็คือการแก้ไขเป็นรายมาตราเท่านั้น
 

 
"11 มีนาคม" ของทุกปี ย้อนดู ไอเดียชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ถูกแชร์ซ้ำๆต่อเนื่อง นานกว่า 7 ปี
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2618505
 
“11 มีนาคม” ของทุกปี ย้อนดู สเตตัสของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ถูกแชร์ซ้ำๆ
 
เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศ กรณีวันที่ 12 มี.ค. 2557 ศาลรัฐธรรมนูญ มติเอกฉันท์ ร่างพ.ร.บ.กู้ 2 ล้านล้านขัดรัฐธรรมนูญ โดย ระบุว่า ร่างกฎหมายตราขึ้นไม่ถูกต้อง ขัดวินัยการเงินการคลัง พร้อมระบุว่า ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกู้
 
คำพิพากษาดังกล่าว ดับฝันนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ได้เป็นรัฐบาลในขณะนั้น จากความฝันที่จะผลักดันให้ภายในปี 2020 ไทยจะมี รถไฟความเร็วสูงทุกภาค รถไฟฟ้าครอบคลุม มีรถไฟทางคู่ ทั่วประเทศ ในช่วงเวลาเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ ก็มีการโชว์วิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยในปี 2020 เช่นกัน
 
ทั้งนี้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในขณะนั้น ได้โพสต์ข้อความ สรุป ประเด็นนโยบายที่รัฐบาลเตรียมผลักดันจากการใช้เงิน 2 ล้านล้าน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด แม้จะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าโครงการดังกล่าว ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ แต่ในทุกวันที่ 11 มีนาคม ก็จะมีการระลึกถึงความเห็นดังกล่าว พร้อมกับแชร์สเตตัสของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซ้ำ นับถึงวันนี้ นับเป็นเวลามากกว่า 7 ปี โพสต์ของนายชัชชาติ ถูกกดไลค์ 6.3 หมื่นครั้ง คอมเมนต์กว่า 6 พันข้อความ แชร์ต่อ 3.5 หมื่นครั้ง
 
สำหรับโครงการของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เล่ารายระเอียดไว้ดังนี้
 
สร้างอนาคตไทย 2020 พลิกโฉมประเทศอย่างไร
 
ผมขออธิบายรายละเอียดโครงการต่างๆในแต่ละยุทธศาสตร์ที่ทางกระทรวงคมนาคม เตรียมไว้ซึ่งมีดังนี้ครับ
 
– รถไฟความเร็วสูง 783,553 ล้านบาท คิดเป็น 39.2%
– รถไฟฟ้า 456,662 ล้านบาท คิดเป็น 22.8%
– ถนนทางหลวง 241,080 ล้านบาท คิดเป็น 12.1%
– ถนนทางหลวงชนบท 34,309 ล้านบาท คิดเป็น 1.7%
– สถานีขนส่งสินค้า 14,093 ล้านบาท คิดเป็น 0.7%
– ท่าเรือ 29,581 ล้านบาท คิดเป็น 1.5%
– ด่านศุลกากร 12,545 ล้านบาท คิดเป็น 0.6%
– ปรับปรุงระบบรถไฟ (เพิ่มเครื่องกั้น ซ่อมบำรุงรางที่เสียหาย) 23,236 ล้านบาท คิดเป็น 1.2%
– รถไฟทางคู่ และทางคู่เส้นทางใหม่ 383,891 ล้านบาท คิดเป็น 19.2%
– ค่าสำรองเผื่อฉุกเฉิน (ความผันผวนราคาวัสดุ การติดตามและประเมินผล) 21,050 ล้านบาท คิดเป็น 1.0%
 
จะเห็นได้ว่า โครงการใน พ.ร.บ.สร้างอนาคตประเทศนี้ ไม่ได้มีแต่เรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่มีทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าในกทม. ถนนสี่เลน ด่านศุลกากร ศูนย์กระจายสินค้า มอเตอร์เวย์ บูรณะถนนสายหลัก ถนนเชื่อมประตูการค้า ท่าเรือ สะพานข้ามทางรถไฟ โดยกระจายอยู่ในทุกๆด้าน และ อยู่ในทั่วทุกภูมิภาค ตามความจำเป็นและยุทธศาสตร์ของประเทศ
 
โครงการเหล่านี้ ไม่ได้คิดขึ้นมาลอยๆ แต่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) หัวข้อ 5.3.4 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ในการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ การพัฒนาระบบขนส่งทางรถไฟ การปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมขนส่งในเมือง และ เป็นไปตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ทั้งในส่วนของ โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการรถไฟฟ้าในกทมและปริมณฑล โครงการท่าเรือฝั่งทะเลอันดามัน และ ฝั่งอ่าวไทย การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ซึ่งการเสนอโครงการต่างๆใน พ.ร.บ.นี้ เป็นการปฏิบัติตามนโยบายโครงสร้างพื้นฐานที่ได้แถลงเป็นพันธสัญญากับรัฐสภา อย่างครบถ้วน
 
สำหรับสิ่งที่จะได้จากโครงการนี้ ที่ทางรัฐบาลคาดหวังไว้คือ
 
1. ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ลดลงจากปัจจุบัน (ที่ 15.2%) ไม่น้อยกว่า 2%
2. สัดส่วนผู้เดินทางระหว่างจังหวัดโดยรถยนต์ส่วนบุคคล ลดลงจาก 59% เหลือ 40%
3. ความเร็วเฉลี่ยของรถไฟขนส่งสินค้า เพิ่มขึ้นจาก 39 กม./ชม. เป็น 60 กม./ชม. และขบวนรถโดยสาร เพิ่มขึ้นจาก 60 กม./ชม. เป็น 100 กม./ชม.
4. สัดส่วนการขนส่งสินค้าทางราง เพิ่มขึ้นจาก 2.5% เป็น 5%
5. สัดส่วนการขนส่งสินค้าทางน้ำ เพิ่มขึ้นจาก 12% เป็น 18%
6. ความสูญเสียจากน้ำมันเชื้อเพลิง ลดลงไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท/ปี
7. สัดส่วนการเดินทางโดยรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 30%
8. ปริมาณการขนส่งสินค้าผ่านเข้า-ออก ณ ด่านการค้าชายแดนที่สำคัญ เพิ่มขึ้น 5%
9. ปริมาณผู้โดยสารรถไฟ เพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านคน/เที่ยว/ปี เป็น 75 ล้านคน/เที่ยว/ปี
10. ลดระยะเวลาการเดินทางจาก กทม. ไปยังเมืองภูมิภาค ด้วยรถไฟความเร็วสูงภายในรัศมี 300 กม. รอบกรุงเทพมหานคร ในระยะเวลาไม่เกิน 90 นาที จากเดิมที่ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมง
 
โดยในปัจจุบัน นายชัชชาติยังคงมีบทบาททางการเมืองจากการประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ หลังเพิ่งลาออกจากการทำงานกับพรรคเพื่อไทย โดยลงพื้นที่ต่อเนื่องเพื่อเตียมรับการเลือกตั้งช่วงปลายปีนี้
 
https://www.facebook.com/chadchartofficial/photos/a.536355946425262/665053276888861/
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่