JJNY : กระสุนยางรุนแรงเท่ากระสุนจริง│กูรูดังชี้อสังหาฯไม่สดใส│'เห็นคลองเตยหรือยัง?'│โจ้พร้อมสู้คดี│ชวนเปิดทางนำตัว2ส.ส.

เปิดฤทธิ์ 'กระสุนยาง' ไม่ได้มีไว้ 'ยิงคน' ความรุนแรงเทียบเท่ากระสุนจริง
https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_6047008

 
กระสุนยาง หรือ Rubber Bullets หรือ Baton Rounds นั้นเป็นกระสุนทางเลือกที่มีอันตรายน้อยกว่ากระสุนปืนโลหะ เพราะหัวกระสุนมักทำจากยางพาราไม่ใช่ตะกั่ว หรือทองแดง ถึงแม้ว่าจะถูกเรียกว่ากระสุนยาง แต่กระสุนเหล่านี้ก็คือแกนเหล็กที่มียางห่อหุ้มด้านนอก หรือกระสุนแบบอื่นในกลุ่มของ Baton Rounds เช่น พลาสติก ,ขี้ผึ้ง หรือไม้ก็จะมีเหล็กหรือตะกั่วเป็นส่วนผสมอยู่ดี
 
ทั้งนี้ผู้ยิงจะต้องผ่านการฝึกอบรม โดยไม่ยิงในระยะใกล้เกินกว่า 15 เมตร และไม่เล็งที่จุดสำคัญเนื่องจากประชาชนหรือเป้าหมายอาจได้รับอันตราย ซึ่งหากเล็งหรือใช้งานผิดวิธี ก็สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัส เช่น ตาบอด พิการถาวรและเสียชีวิตได้
 
กระสุนยาง” ถูกคิดค้นขึ้นโดยกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร เมื่อประมาณ 50 ปีก่อน และถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 2513 เพื่อใช้ในการควบคุมผู้ก่อการจลาจลชาตินิยมในไอร์แลนด์เหนือ ในชื่อว่า Baton Rounds ซึ่งได้ไอเดียมาจากการใช้ไม้กระบองฟาดในระยะไกล ที่สร้างขึ้นมาเป็นลักษณะกระสุนแทน
 
ก่อนจะคิดค้นกระสุนแบบใหม่และใช้ชื่อว่า Rubber Bullets แทน ซึ่งชื่อนี้จะช่วยลดภาพความอันตรายจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อถูกนำเสนอผ่านสื่อ ทำให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจว่า อาวุธชนิดนี้ไม่มีความรุนแรง จากนั้นกระสุนยางก็กลายเป็นกระสุนซ้อมรบของทหารทั่วโลก เพราะด้วยการที่มันทำมาจากยางพารา ทำให้มีราคาถูกกว่ากระสุนจริงที่ทำจากตะกั่วหรือทองแดง และกระสุนยางมักถูกนำมาใช้ควบคุมฝูงชนหรือสลายการชุมนุมเรื่อยมา 
 
ที่ผ่านมานั้นได้มีผลการวิจัยออกมาอย่างมากมายว่าไม่ควรใช้กระสุนยางหรือกระสุนพลาสติก รวมทั้งกระสุนชนิดอื่น ๆ ที่ได้ชื่อว่าไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เข้าปราบปรามฝูงชนในเหตุจลาจลหรือเหตุอาชญากรรมอื่น ๆ เนื่องจากพบว่ามีโอกาสทำให้บาดเจ็บสาหัส เกิดความพิการอย่างถาวร หรือกระทั่งเสียชีวิตได้สูงกว่าที่คาดกันไว้
 
แพทย์หญิงโรหิณี ฮาร์ ผู้นำทีมวิจัยและสมาชิกขององค์การแพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ระบุว่า “การยิงกระสุนยางในระยะประชิด แม้จะเล็งเป้าหมายได้ดีกว่า แต่กระสุนก็จะมีพลังรุนแรงเท่ากับกระสุนจริง จนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แต่หากเล็งยิงกระสุนยางในระยะที่ห่างออกไป ความแม่นยำจะลดลงอย่างมาก” และสามารถเบี่ยงเบนพลาดเป้าได้ง่ายกว่ากระสุนจริง บ่อยครั้งผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตคือคนรอบข้างที่ถูกลูกหลง มากกว่าจะเป็นเป้าหมาย
 
และผลการวิเคราะห์งานวิจัย 26 ชิ้น ที่ได้ศึกษาผู้ถูกยิงด้วยกระสุนยาง กระสุนพลาสติก กระสุนยางผสมโลหะ และกระสุนโพลียูรีเทนปลายกลวง รวม 1,984 คน นับแต่ปี 1990 เป็นต้นมา พบว่า 15% ของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บกลายเป็นผู้พิการถาวรโดยส่วนใหญ่มักตาบอด โดยคนกลุ่มนี้ 80% ถูกยิงด้วยกระสุนยางผสมโลหะ นอกจากนี้ ผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนยางส่วนใหญ่จะบาดเจ็บสาหัส และในจำนวนนี้ 3% (ราว 51 คน) เสียชีวิต
  
ซึ่งระยะการยิงที่ปลอดภัยนั้น มีความแตกต่างกันออกไปตั้งแต่ผู้ผลิต ไปจนถึงรุ่นของอาวุธปืนที่ใช้ยิงทำให้เป็นการยากที่จะคาดคะเนหรือประมาณระยะการยิงที่ปลอดภัยนี้ได้อย่างถูกต้อง จึงไม่ควรนำมาใช้ในการควบคุมฝูงชน ศาสตราจารย์ดักลาส ลาซซา ผู้เชี่ยวชาญด้านดวงตาของ สถาบัน NYU Langone Health กล่าวว่า “การยิงกระสุนยางเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ในที่กว้างถือเป็นเรื่องประมาท และอันตรายอย่างยิ่ง”
 
ที่มา : bbc / abc


 
กูรูดัง ชี้ดีมานด์หาย - ซัพพลายล้น อสังหาฯไทยยังไม่สดใส
https://www.thansettakij.com/content/property/470422
 
เซ็นจูรี่ 21 ชี้เปรี้ยงตลาดอสังหาฯไทยยังไร้ทิศทางฟื้นตัว จากปัจจัยลบที่รุมเร้าทั้งใน-ต่างประเทศ ทำให้ดีมานด์หดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายยังล้นตลาด ด้านดีเวลลอปเปอร์พยายามปรับตัว หันลงทุนในตลาดบ้านแนวราบ
 
นายกิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงทิศทางการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 ว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยจะยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวไปอย่างน้อยอีก 1-2 ปี เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ทั้งฝั่งยุโรป อเมริกา เศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้นตัว หรือในเอเชีย ไม่ว่าจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ก็ยังอยู่ในช่วงเวลาของการปรับตัว
ขณะที่ไทยยังต้องพึ่งพิงการส่งออก และการท่องเที่ยวจากต่างชาติ เมื่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัว และยังไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก ประกอบกับ วัคซีนยังไม่สามารถทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ทันทีซึ่งต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง ทำให้กำลังซื้อต่างชาติไม่ว่าจะซื้อเพื่อการลงทุน หรือซื้อเพื่ออยู่อาศัย ในขณะนี้ต้องถือว่าเป็นศูนย์  ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดคอนโดมิเนียมโดยตรง
 
ภาพการฟื้นตัวของกำลังซื้อในภาคอสังหาฯจะยังคงไม่ชัดเจนไปอีก 2 ปีนับจากนี้ และจะไม่สามารถกลับไปเฟื่องฟูเหมือนเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกยังชะลอตัว กระทบกับภาคส่องออก ภาคท่องเที่ยวของไทย ในขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนยังสูง 
 
ประกอบกับ ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจะเพิ่มมากขึ้น เพื่อต้องการลดความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจาก สินเชื่อในอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งภาคท่องเที่ยว โรงแรม เอสเอ็มอี มีปัญหาหมด
 
ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ต้องการความเป็นส่วนตัว ต้องการพื้นที่ปลอดภัยเพิ่มขึ้น เริ่มไม่ชอบโครงการขนาดใหญ่ที่แออัด ทำให้ต้องพัฒนาโครงการขนาดเล็กที่มีพื้นที่มากขึ้น หรือโรงแรมบูธีคขนาดเล็กๆ  ก็อาจจะได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อพฤติกรรมมีการปรับเปลี่ยนการซื้อขาย การตัดสินใจก็ต้องใช้เวลา และไม่รวดเร็วเหมือนก่อน
 
นายกิติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในภาวะที่ตลาดคอนโดยังคงชะลอตัวระยะยาว เพราะการฟื้นตัวกลับมาคงต้องใช้เวลา ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตลาดคอนโดถือว่าอยู่ในราคาที่สูงสุดแล้ว เวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ราคามีโอกาสที่จะลดลง เนื่องจากยังมีซัพพลายที่ล้นตลาด โดยเฉพาะโครงการที่สร้างเสร็จจะทยอยออกมาอีกจำนวนมาก ขณะที่ดีมานด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศหดตัวลงอย่างชัดเจน 
 
อย่างไรก็ตาม ราคาก็ไม่ได้ปรับลดลงทั้งตลาด แต่เป็นการลดลงรายโครงการที่ต้องการยอดขายเข้ามาก็ต้องใช้วิธีลดราคาขายลงมา ซึ่งคาดว่า Price War ในตลาดคอนโดจะยังมีต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้
 
นายกิติศักดิ์  กล่าวอีกว่า ส่วนตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ ยังคงมีความต้องการซื้อจริง (Real Demand) อยู่ตามทำเลต่างๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผลักดันราคาที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการขึ้นได้ทั้งตลาด โดยจะปรับขึ้นเฉพาะในทำเลที่มีความต้องการสูง ทำให้ราคาที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการแนวราบโดยภาพรวมไม่ได้แกว่งตัวมากนัก
 
หลายคนอาจจะมองว่าเมื่อภาวะตลาดอสังหาฯชะลอตัว แต่ทำไมราคาที่ดินถึงไม่ลดลง เหตุผลสำคัญของการจะลดราคาหรือไม่ลดขึ้นอยู่กับเจ้าของที่ดินจะยอมลดจากราคาที่ตั้งไว้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นทางด้านการเงินของคนที่เป็นแลนด์ลอร์ด แต่ในบางทำเลก็ได้มีการปรับราคาลงมาบ้างแล้วจากที่เคยตั้งราคาขายราคาสูงๆ ในช่วง 2 -3 ปีที่ผ่านมา ก็เริ่มลดลงหลายแปลงที่บริษัททำดีลจบไปในราคาที่ลดลง 20-30% โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา บริษัทสามารถปิดการขายที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบไปได้มูลค่า 4,000-5,000 ล้านบาท” 
 
สำหรับในปีที่ผ่านมา ยอดการซื้อขายที่ดินของบริษัทลดลงมากกว่า 50-60% เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แต่ละบริษัทอยู่ในระหว่างการปรับตัว ปรับทิศทางการพัฒนาแต่ก็เริ่มฟื้นตัวขึ้น เมื่อผู้ประกอบการเริ่มมีความชัดเจนในการลงทุนทำให้ความต้องการที่ดินมีความชัดเจนขึ้นว่าต้องการแบบไหน เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยหันมาพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น ขณะที่คอนโดมิเนียมมีการเปิดตัวน้อยลง
 
ทั้งนี้ผู้ประกอบการอสังหาฯ ได้ปรับกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่มีความเฉพาะมากขึ้น  ซึ่งส่งผลต่อการซื้อขายที่ดินที่จะต้องมีความเฉพาะมากขึ้นเช่นกัน โดยจะเป็นการซื้อที่ดินตามวัตถุประสงค์มากกว่าที่จะซื้อมาเก็บไว้ก่อน (Buy by Objectives)  โดยในปี 2564 ความต้องการที่ดินในการพัฒนาโครงการกว่า 70% จะเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ ประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ราคาระดับ 3-7 ล้านบาท  
 
สำหรับทำเลที่ได้รับความสนใจจากผู้พัฒนาโครงการ อยู่ในทำเลฝั่งตะวันออกมากกว่าตะวันตก ได้แก่ โซนเพิ่มสิน สายไหม วัชรพล รามอินทรา นวมินทร์ พระราม 9 และอีกโซนคือ สุขุมวิท อ่อนนุช พัฒนาการ และอุดมสุข 
  
ในส่วนของคอนโดมิเนียมประเภท High Rise ในช่วงนี้ผู้พัฒนาโครงการจะไม่ค่อยโฟกัส เนื่องจากที่ดินมีราคาสูง แต่จะหันไปพัฒนาคอนโดมิเนียมประเภท Low Rise มากกว่า โดยเลือกทำเลตามแนวที่มีรถไฟฟ้าสร้างขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องใกล้สถานีมาก ระยะทางจากสถานีถึงทำเลที่ดินรัศมีไม่เกิน 1 กิโลเมตร อยู่ในซอยที่เข้าออกสะดวกเป็นคุณสมบัติที่วางไว้ในการซื้อเพื่อพัฒนาโครงการ 
 
แม้ว่าตลาดอสังหาฯจะชะลอ แต่ที่ดินใน Prime Area สำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยก็หาได้ยากขึ้น และมีราคาแพง หากรัฐบาลสามารถขยายระยะเวลาเช่าจาก 30 ปี เป็น 90 ปี ได้ จะเกิดประโยชน์ต่อตลาดอสังหาฯในระยะยาว” นายกิติศักดิ์กล่าว
 
สำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2564 ในด้านการซื้อขายที่ดินคงใช้แนวทางของการเจาะตรงความต้องการของดีเวลลอปเปอร์  (Just Match Strategy) แม้ว่าความต้องการในตลาดของบางเซ็กเมนต์จะลดลง แต่ในบางเซ็กเมนต์ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น อาทิ ที่ดินในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ และประเภทมิกซ์ยูส (Mixed Used) 
 
ในด้านการพัฒนาธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ก็ได้มีการเริ่มต้นและปรับกลยุทธ์ด้วยการกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจ (Diversify Business Model) เพื่อเป็นแนวทางในการเติบโตและเสริมรายได้ของบริษัทในยุคที่ทุกบริษัทต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 

 
ชาวเน็ตถามรัฐทำอะไรบ้าง หลังพิมรี่พาย ติดโซลาร์เซลล์ 'เห็นคลองเตยหรือยัง?' 
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_6047273
 
ชาวเน็ตถามรัฐทำอะไรบ้าง หลังพิมรี่พาย เข้าไปสำรวจชุมชนคลองเคย เพียงวันเดียว แต่ติดไฟ โซลาร์เซลล์ กว่า 200 ดวง พร้อมถาม ‘เห็นคลองเตยหรือยัง?’
 
ชุมชนคลองเตย เป็นย่านที่มักถูกจดจำในภาพของส่วนที่มืดมิดที่สุดในกรุงเทพฯ ถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่นว่าเป็นชุมชนที่เต็มไปด้วยผู้คนยากจน มีสภาพเป็นชุมชนแออัด มีความปลอดภัยต่ำ ไม่มีแสงไฟจากไฟสาธารณะเข้าถึง
 
อย่างไรก็ตาม คนจากชุมชนคลองเตยจำนวนไม่น้อย ก็มีชีวิตเช่นคนปกติทั่วไปในกรุงเทพมหานคร หลายคน เรียนจบปริญญาตรี มีอาชีพการงานที่มั่นคง แต่บางครั้งความรู้สึกที่คนในสังคม จดจำ คลองเตย ในฐานะ ชุมชนแออัด ก็ทำให้หลายคนที่เติบโตจากชุมชนคลองเตย ต้องหลบซ่อน และไม่กล้าเอ่ยว่า ตนเองเป็นชาวคลองเตย หลายโครงการพัฒนา โดยเฉพาะจากองค์กรอิสระ ได้พยายามเข้าไปสำรวจและสร้างแรงบันดาลใจให้คนในชุมชนคลองเตย ให้กล้าออกมายืนในแสงสว่างและภูมิใจในชุมชน
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่