JJNY : 4in1 ธ.โลกชี้โควิดทำคนไทยจนพุ่งกว่า1.5ล./น้ำยมแห้งดังทะเลทราย/ยื่นญัตติซักฟอก22นี้/ภท.เตรียมส่งหนังสือทบทวนเราชนะ

ธนาคารโลก ชี้ 'โควิด' ทำคนไทยจนพุ่งขึ้นอีก กว่า 1.5 ล้านคน!
https://www.khaosod.co.th/economics/news_5777414
 

 
"ธนาคารโลก" ชี้ โควิด-19 ทำคนไทยจนขึ้นอีก 1.5 ล้านคน - แนะรัฐบาล เยียยวยาภาคแรงงาน และ ขยายอายุเกษียณ เพื่อรับสังคมสูงอายุ
 
วันนี้ (20 ม.ค.) นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะฟื้นตัวที่ยืดเยื้อจากผลกระทบของการกลับมาระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 ขณะที่ผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวแต่ยังอยู่ในระดับกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาด ทำให้ธนาคารโลก ได้คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2564 จะขยายตัวที่ 4% ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
 
ท่ามกลางการกลับมาระลอกใหม่ของโควิด และหากโรคระบาดเริ่มบรรเทาลง รวมถึงทั่วโลกเริ่มได้รับการฉีดวัคซีน แต่อย่างไรก็ดีคาดว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะต่ำกว่าประมาณการณ์ก่อนการระบาดในปี 2565 ถึง 4.4% โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา การฟื้นตัวจะไม่เท่ากัน เช่นจีนจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง
 
ที่สำคัญจากสภาพเศรษฐกิจขณะนี้ส่งผลให้รายได้ต่อหัวลดลงในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ทำให้จำนวนประชากรหลายล้านคนกลับไปสู่ความยากจนโดยจะเห็นการสนับสนุนด้านมาตรการการคลังของในประเทศต่างๆ อย่างไม่เคยเห็นมาก่อนเพื่อตอบสนองต่อปัญหาการแพร่ระบาดของ โควิด-19 มากขึ้น
 
ในส่วนของแนวโน้มเศรษฐกิจไทประเมินว่าจะดีขึ้นเล็กน้อยจากที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ดียังมีความเสี่ยงในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความล่าช้าในการจัดหาวัคซีน และการแจกจ่ายวัคซีน ตลอดจนหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการสูญเสียรายได้ต่อหัวที่มากขึ้น หรือระดับความยากจนมีมากขึ้น
 
รวมถึงความท้าทายของตลาดแรงงานในไทยด้วย เป็นผลจากประเทศไทยพึ่งพิงรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 13-15% ของจีดีพี ทำให้เศรษฐกิจไทยยังมีความอ่อนไหวจากโควิด-19 ค่อนข้างมาก ประกอบกับประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ดังนั้นการลงทุนยังมีความสำคัญ เพื่อที่จะใช้ตอบโต้กับวิกฤติโรคระบาดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ ซึ่งการลงทุนจะเป็นรากฐานของเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
 
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก กล่าวว่าอย่างไรก็ดีความรุนแรงของผลกระทบโควิด ทำให้ประมาณการณ์ว่าจะมีคนไทยยากจนเพิ่มขึ้นอีก 1.5 ล้านคน ส่วนมาตรการการคลังและมาตรการการเงินที่ภาครัฐดำเนินการไปในช่วงที่ผ่านมาซึ่งคิดเป็น 13% ของจีดีพี ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
 
ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีงบประมาณสูงสำหรับออกมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 5 แสนล้าน หรือมาตรการช่วยเหลือด้านซอฟต์โลน ของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังทำได้ไม่ตามเป้า ดังนั้นควรมีมาตรการช่วยเอสเอ็มอีและบริษัทที่ขาดสภาพคล่อง
 
สำหรับประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2564 ล่าสุดธนาคารโลกได้ปรับประมาณการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 4% และปี 2565 คาดว่าจะอยู่ที่ 4.7% โดยเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและค่อนข้างนานโดยใช้เวลากว่า 2 ปี กว่าที่เศรษฐกิจไทยจะกลับไปใกล้เคียงปี 2562 ก่อนเกิดโควิด แต่อย่างไรก็ดีหากโควิดยังมีการแพร่ระบาดอยู่ จนเป็นผลให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการรุนแรง หรือล็อคดาวน์กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่นไตรมาส 2 ปีที่แล้ว จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.4% เนื่องจากจะมีการสูญเสียรายได้สูงถึง 50 แสนล้านบาท หรือราว 20% ของจีดีพี
 
ทั้งนี้การฟื้นตัวของจีดีพีไทยในปี 2564-2565 หลักๆ จะมาจากเศรษฐกิจในประเทศ และการลงทุนของภาครัฐ ส่วนการส่งออกและรายได้จากการบริการ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวยังอ่อนแออย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังคงต้องรอผลของการฉีดวัคซีนในต่างประเทศด้วย ขณะที่เงินเฟ้อ 1.3% บัญชีเดินสัพัดอยู่ที่ 2-4% หนี้สาธารณะขยับสูงขึ้นแต่ยังอยู่ภายใต้กรอบ 60%
 
ขณะที่เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าจะต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งในระดับโลก คือ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจช้ากว่าที่คาด โดยล่าสุดธนาคารโลกได้ปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจโลกลดลง เนื่องการกลับทาระบาดของโควิดในหลายประเทศเศรษฐกิจหลัก การส่งวัคซีนช้ากว่าที่คาด ทำให้อาจมรฝีการขยายเวลาล็อคดาวน์มากขึ้น และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ อาจทำให้ส่งผลต่อเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่ปัจจัยบวกคือการกระจายวัคซีนเร็วขึ้นทั้งในระดับโลกและไทย การแพร่ระบาดของโควิดดีขึ้น เนื่องจากได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา
 
อย่างไรก็ดีในแง่ของผลกระทบต่อแรงงาน จากโควิดช่วงไตรมาส 2 ปี 1563 ทำให้งานหายไป 3.4 แสนตำแหน่ง และชั่วโมงการทำงานลดลง 2-3 ชั่วโมง การว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวเพิ่มขึ้น 9% ขณะที่ค่าจ้างลดลง 1.6% ขณะที่ในไตรมาส 3 ต่อเนื่องไตรมาส 4 ปีที่แล้ว สถานการณ์แรงงานเริ่มดีขึ้นและทำให้จำนวนงานเพิ่มขึ้น 8.5 แสนตำแหน่ง แต่ยังมีจุดอ่อนคือ ชั่วโมงการทำงานและค่าจ้างในภาคการเกษตรยังต่ำกว่าในปี 2562
 
ส่วนการเกิดขึ้นของโควิดซ้ำเติมความท้าทายเดิมที่มีอยู่แล้วในตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานที่อ่อนแอลง และแรงงานนอกระบบ รวมถึงในระยะกลางยังต้องเผชิญปัญหาประชากรสูงอายุด้วย ทั้งนี้ข้อเสนอเพื่อช่วยประสิทธิภาพของแรงงานโดยรวม ในระยะสั้นแนะนำให้ขยายการคุ้มครองเพื่อช่วยแรงงานที่ตกงาน ผ่านมาตรการเยียวยาด้านการเงินและช่วยฝึกทักษะอาชีพสำหรับผู้ตกงาน ส่วนมาตรการระยะยาวคือการเพิ่มด้านประสิทธิภาพการทำงานให้สอดคล้องกับสังคมไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ การลดช่องว่างระหว่าแรงงานผู้หญิงกับแรงงานชาย ตลอดจนแนะนำให้ขยายเวลาการเกษียณอายุออกไปอีก เพื่อรองรับสังคมสูงอายุ
 

 
แม่น้ำยมแห้งดัง'ทะเลทราย' เกษตรกรพิจิตรระทมไร้น้ำปลูกพืช
https://www.dailynews.co.th/regional/820173

"จ.พิจิตร" ส่อวิกฤติหนัก แม่น้ำยมตอนกลางแห้งขอดราว "ทะเลทราย" พอโดนแดดเผาเปลวความร้อนขึ้นสูงกระทบระบบนิเวศน์ ชาวไร่-ชาวนา สุดระทมหนัก ไร้น้ำต้นทุนทำการเกษตร 

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม่น้ำยมที่ไหลผ่านพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดพิจิตร ได้แก่ อำเภอสามง่ามอำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอบึงนาราง และอำเภอโพทะเล ความยาว 124  กิโลเมตร  ขณะนี้ได้ลดระดับลงเพราะความแห้งแล้ง และบางช่วงระดับน้ำแห้งขอดเกือบตลอดลำน้ำ โดยเฉพาะที่บริเวณ หมู่ที่ 3 บ้านวังเทโพ ต.วังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ซึ่งเป็นพื้นที่ตอนกลางของแม่น้ำยม พบปริมาณน้ำแห้งจนเห็นผืนทราย ท้องแม่น้ำไม่หลงเหลือน้ำแต่อย่างใด ชาวบ้านหวั่นเกรงว่าจะเกิดวิกฤติภัยแล้งตั้งแต่ต้นปี สำหรับสภาพพื้นราบของแม่น้ำยม ที่พบเห็นจะมีลักษณะคล้ายใกล้เคียงกับทะเลทราย เนื่องจากมองเห็นท้องแม่น้ำเป็นผืนทรายยาวตลอดทั้งลำน้ำ โดยเฉพาะในช่วงกลางวัน ผืนทรายจะร้อนจัด เปลวความร้อนขึ้นสู้จากพื้นทราย คล้ายกับทะเลทรายเป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบระบบนิเวศน์ในพื้นที่แม่น้ำและการเกษตรในพื้นที่เพราะไม่มีน้ำต้นทุนในการทำการเกษตร.
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่