JJNY : อาหารสมุทรสาครพัง/มะกันเชือดยางรถยนต์ไทย/อดีตส.ว.ชี้คลิป“พิมรี่พาย”ไม่เสียหาย/“สงคราม”ชี้รัฐสร้างภาระให้ปชช.

กระทู้ข่าว
อาหารสมุทรสาครพัง คู่ค้าชะลอออร์เดอร์ โควิดทุบสูญวันละ 2 พันล้าน
https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/463695
 

 
6 พันโรงงานสมุทรสาครระสํ่า คู่ค้าทั้งในและต่างประเทศชะลอซื้อ-ยกเลิกออร์เดอร์ ผวาปนเปื้อนโควิด ทุบเศรษฐกิจจังหวัดเสียหายเพิ่มเป็น 2,000 ล้านต่อวัน เอสเอ็มอีทยอยม้วนเสื่อ 400 โรงงานอาหารสั่งคุมเข้มเต็มพิกัด
 
จากการระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่ที่มีศูนย์กลางที่สมุทรสาคร และลามไปในหลายสิบจังหวัดของประเทศในเวลานี้ ซึ่งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 หอการค้าจังหวัดสมุทรสาครได้ออกมาแถลงระบุว่า จากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2563 ถึง 3 มกราคม 2564 คาดการณ์ความเสียหายต่อเศรษฐกิจของจังหวัดเฉลี่ยวันละ 1,100 ล้านบาท หรือโดยรวมประมาณ 16,000 ล้านบาทประเมินผลกระทบจากภาคธุรกิจ สินค้าและบริการ ภาคธุรกิจประมง ธุรกิจตลาดชุมชน ภาคเกษตรและวิสาหกิจชุมชน ห้างสรรพสินค้า และอื่น ๆ
 
นายชาธิป ตั้งกุลไพศาล รองประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์หลังปีใหม่เป็นต้นมา ความเสียหายทางเศรษฐกิจของจังหวัดคาดเพิ่มขึ้นเป็นประมาณวันละ 2,000 ล้านบาท เนื่องจากเวลานี้โควิดได้ลามกระทบถึงภาคอุตสาหกรรมที่เป็นรายได้หลักของจังหวัดสัดส่วน 70% ของผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัด(GPP)ที่มีมูลค่า 406,245 ล้านบาท(ข้อมูลปี 2561) ผลจากโควิดที่ระบาดในจังหวัดและมีคนงานในโรงงานติดเชื้อแล้วมากกว่า 900 คน (เช่นโรงงานไทยยูเนี่ยนติดเชื้อ 69 คน,โรงงานของพัทยาฟู้ดฯ(นอติลุส)ติดเชื้อกว่า 900 คน และได้ปิดโรงงานชั่วคราว) ทำให้คู่ค้าทั้งในและต่างประเทศขาดความเชื่อมั่น ส่งผลให้มีการชะลอหรือยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าที่ผลิตจากสมุทรสาคร มีผลให้โรงงานเอสเอ็มอีหลายรายต้องหยุดผลิตและปิดกิจการชั่วคราว จากคู่ค้าหันไปสั่งซื้อสินค้าจากจังหวัดอื่นแทน
 
“ความเสียหายปลายปีที่แล้วไม่กระทบภาคผลิตและส่งออกในจังหวัดมาก เพราะส่วนใหญ่ส่งมอบสินค้ากันเรียบร้อยแล้ว แต่เริ่มปีใหม่มาสถานการณ์มีผู้ติดเชื้อในโรงงาน พอเกิดอย่างนี้ก็เกิดคำถามจากลูกค้าทำให้หลายรายถูกคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศชะลอหรือยกเลิกออเดอร์ ที่เห็นชัดเจนคือสินค้ามะพร้าวของจังหวัดจากปกติช่วงธันวาคมถึงมกราคมจะมีผลผลิตออกมาประมาณ 7 ล้านลูก รวมถึงลำไยของจังหวัดที่ผลผลิตจะออกมาเฉพาะช่วงธันวาคมถึงมกราคม คิดเป็นมูลค่าปีหนึ่งประมาณ 300 ล้านบาท ตอนนี้แทบไม่มีออเดอร์ต่างประเทศเข้ามาเลย แทบจะถูกยกเลิกเกือบทั้งหมด และขณะนี้ผลกระทบกำลังลามในทุกอุตสาหกรรมของจังหวัด”
 
ทั้งนี้ตัวเลขความเสียหาย 2,000 ล้านบาทต่อเดือนหากเอาไม่อยู่ความเสียหายก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทางจังหวัดได้เร่งสร้างความเชื่อมั่น เฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมโรคให้อยู่ในขอบเขตจำกัด โดยอยู่ระหว่างสร้างโรงพยาบาลสนามในเบื้องต้น 7 แห่งเพื่อรองรับผู้ป่วย ซึ่งเปิดแล้ว 3 แห่งคือที่สนามกีฬากลางจังหวัด, ลานปฏิบัติธรรมวัดโกรกกราก และที่วัฒนาแฟคตอรี่ ซึ่งจะได้หาสถานที่เพิ่มเติมจาก 7 แห่ง เป้าหมายรองรับผู้ป่วยโควิดได้ 4,000-5,000 เตียง
 
ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ทางกลุ่มมีสมาชิกกว่า 400 รายห่วงผลกระทบที่อาจลุกลามกระทบการส่งออกอาหารในภาพรวมปี 2564 จึงได้มีมาตรการด้านสุขอนามัยให้สมาชิกเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างเข้มข้น ทั้งมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโควิดในผลิตภัณฑ์อาหารส่งออกให้เป็นไปตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดมาตรการพิเศษใน 4 เรื่องได้แก่ เรื่องสถานที่และอาคารผลิต, เรื่องสุขาภิบาล,เรื่องการทำความสะอาด และเรื่องสุขอนามัยบุคลากร
 
ขณะที่นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)วันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา ได้ปรับลดคาดการณ์ขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ไทยปี 2564 จะขยายตัว 1.5-3.5% ลดลงจากประมาณการณ์เดิมที่คาดขยายตัวได้ 2-4% และการส่งออกจะขยายตัว 3-5% จากเดิมคาดขยายตัว 4-6% ผลกระทบจากโควิดทำให้เศรษฐกิจ และการค้าโลกฟื้นตัวช้าในวันที่ 8 มกราคม ส.อ.ท. จะมีการประชุมเร่งด่วนคณะกรรมการบริหารเพื่อประเมินสถานการณ์ และเสนอแนะแนวทางภาครัฐในการช่วยเหลือ เยียวยาธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้า
 
ในวันเดียวกันทางกรมประมงสภาหอการค้าแห่งประ เทศไทยสมาคมอุตสาห กรรมทูน่าไทยและสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปจะมีการแถลงถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาโรคระบาดโควิด-19ในห่วงโซ่อุตสาห กรรมประมงทั้งระบบ 


 
“อินโดฯ-อินเดีย”เฮ มะกันเชือดยางรถยนต์ไทย
https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/463671
 
เอกชนชี้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศเตรียมเก็บภาษีเอดียางรถยนต์จากไทย 13-22% กระทบตลาดส่งออก 8 หมื่นล้าน จับตาคู่ค้าหันนำเข้าจากอินโดฯ-อินเดียเพิ่ม กระทบชิ่งจีนลงทุนตั้งโรงงานยางรถยนต์ในไทยลดลง
 
จากที่วันที่ 29 ธันวาคม 2563 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา (DOC) ได้ประกาศผลการพิจารณาอัตราอากรการทุ่มตลาด(AD) สินค้ายางรถยนต์โดยสารและรถบรรทุกขนาดเล็กจากไทย  เกาหลีใต้ ไต้หวัน และเวียดนาม ซึ่งในเบื้องต้นในส่วนของประเทศไทยมีอัตรา AD อยู่ที่ 13.25-22.21% ของราคาซีไอเอฟ โดยบริษัท แอล แอล ไอ ที (ประเทศไทย) จำกัด(หรือ “หลิงหลง” แบรนด์ยางรถยนต์ชั้นนำจากจีน) มีอัตรา AD สูงสุดอยู่ที่ 22.21% และบริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์(ไทยแลนด์) จำกัด (แบรนด์ยางรถยนต์จากญี่ปุ่น) มีอัตรา AD ต่ำสุดที่ 13.25 % ส่วนผู้ส่งออกรายอื่น ๆ ทั้งอินเตอร์แบรนด์ในไทย และแบรนด์ไทยมีอัตรา AD อยู่ที่ 16.66%
 
ทั้งนี้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถแสดงความเห็น (Case Brief)ต่อผลการเจรจาดังกล่าวได้ภายใน 21 วัน และหากประสงค์ให้มีการเปิดรับฟังความเห็น (Hearing)  สามารถยื่นคำขอต่อ DOC ได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ลงประกาศใน Federal Register  ซึ่ง DOC มีกำหนดประกาศผลการพิจารณาอัตรา AD ชั้นที่สุดในวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 และคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (USITC) มีกำหนดประกาศผลการพิจารณาด้านความเสียหายชั้นที่สุด ในวันที่28 มิถุนายน 2564 นั้น
 
นายชัยสิทธิ์  สัมฤทธิวณิชชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประทศไทย (ส.อ.ท.) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า  การเรียกเก็บภาษี AD ของสหรัฐฯจะมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้ายางรถยนต์จากประเทศไทยไปสหรัฐฯอย่างแน่นอน ซึ่งผู้ประกอบการที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากคือผู้ประกอบการแบรนด์ไทย รวมถึงผู้ประกอบการจากจีนที่ก่อนหน้านี้สหรัฐฯได้เรียกเก็บภาษี AD สินค้ายางรถยนต์จากประเทศจีน(อัตรา 87.99% ตั้งแต่ปี 2558) ทำให้หลายค่ายจากจีนย้ายฐานมาลงทุนในไทย ขณะที่ค่ายยางรถยนต์อินเตอร์แบรนด์จากยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น หรือเอเชียอื่น ๆ ที่มาลงทุนในไทยคงไม่กระทบมาก เพราะมีฐานการผลิตในหลายภูมิภาคของโลกที่สามารถใช้ฐานในประเทศที่ไม่ถูกสหรัฐฯใช้มาตรการ AD ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯได้
 
“สหรัฐฯถือเป็นตลาดส่งออกยางรถยนต์ใหญ่สุดของไทย เมื่อเราถูกเก็บภาษีเอดี ประเทศที่คาดว่าจะได้อานิสงส์คืออินโดนีเซีย และอินเดีย ที่เป็นอีกสองประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางรถยนต์รายใหญ่ที่ไม่ได้ถูกใช้มาตรการ AD ซึ่งต้องรอดูว่าผู้นำเข้าสหรัฐฯจะหันไปนำเข้าจากสองประเทศนี้เพิ่มขึ้นหรือไม่ และสองประเทศนี้เขาจะมีความสามารถส่งเข้าไปสหรัฐฯได้เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่เขาคงไม่สามารถรองรับตามความต้องการของลูกค้าได้ทั้งหมดเพราะยางรถยนต์มีหลายคุณภาพ หลายราคา คาดว่าส่วนหนึ่งคู่ค้าก็จะยังมาสั่งซื้อจากไทยและจีนอยู่ ต้องรอดูผลระยะยาว แต่กระทบเราแน่ ผู้ประกอบการคงต้องเร่งหาตลาดอื่นชดเชย
 
อย่างไรก็ดีผลต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยจากถูกเรียกเก็บภาษี AD ในครั้งนี้ มองว่าจะส่งผลกระทบทำให้ผู้ลงทุนผลิตยางรถยนต์รายใหม่ ๆ จากจีนคงไม่มาลงทุนในไทยเพิ่ม แต่อาจจะไปลงทุนในอินโดนีเซีย และอินเดียแทน
 
ด้านนายกีรติ  รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การประกาศผลอัตรา AD ยางรถยนต์จากไทยที่ 13.25-22.21% ถือเป็นอัตราที่ยังต่ำกว่าอีก 3 ประเทศที่เป็นคู่แข่งขันและถูกไต่สวน โดยสินค้าชนิดเดียวกันจากเวียดนามมีอัตราภาษี ADในเบื้องต้นที่สหรัฐฯจะเรียกเก็บที่ 0-22.30%  และมีภาษีจากการอุดหนุน(CVD)ที่จะถูกเรียกเก็บอีกที่ 22.27% ส่วนเกาหลีใต้ถูกเรียกเก็บภาษี AD ที่ 14.24-38.07% และไต้หวันถูกเรียกเก็บภาษี AD ที่ 52.42-98.44%
 
ก่อนที่สหรัฐจะประกาศอัตราภาษีเอดียางรถยนต์จากไทย ทางทีมไทยแลนด์ทั้งกรมการค้าต่างประเทศร่วมกับทนายความที่บริษัทเอกชนจ้างต่อสู้คดี รวมทั้งทูตพาณิชย์ได้ช่วยกันชี้แจงและส่งข้อมูลไปทางกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯเพื่อแก้ต่าง รวมถึงได้คุยกับผู้นำเข้าเพื่อช่วยชี้แจง ผลสุดท้ายเราถูกเรียกเก็บภาษีเอดีหลักสิบเปอร์เซ็นต์  จากที่ก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการยางรถยนต์ในสหรัฐฯเรียกร้องเก็บภาษี AD ไทยสูงถึง 217% เรื่องนี้แม้จะส่งผลกระทบผู้ส่งออกยางรถยนต์จากไทย แต่มองอีกมุมจากที่เราถูกเรียกเก็บภาษีต่ำกว่าอีก 3 ประเทศที่ถูกไต่สวน เราน่าจะยังพอแข่งขันได้
 
หลังจากนี้ทางกรมการค้าต่างประเทศจะรวบรวมและส่งความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯไปให้ทาง DOC เพื่อใช้ประกอบและตัดสินใจก่อนประกาศผลการพิจารณาอัตรา AD ชั้นที่สุดในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ต่อไป
 
จากข้อมูลของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากรในปี 2562 ไทยส่งออกยางยานพาหนะไปทั่วโลกมูลค่ารวม 178,747 ล้านบาท ในจำนวนนี้ตลาดส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯมูลค่า 82,441 ล้านบาท, ออสเตรเลีย 7,155 ล้านบาท, ญี่ปุ่น 6,619 ล้านบาท, มาเลเซีย 6,282 ล้านบาท และเกาหลีใต้ 5,221 ล้านบาท ส่วนปี 2563 (11 เดือนแรก)ส่งออกรวม 154,578 ล้านบาท ตลาดส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ 77,957 ล้านบาท, ออสเตรเลีย 6,582 ล้านบาท,ญี่ปุ่น 6,038 ล้านบาท,เกาหลีใต้ 5,476 ล้านบาท และมาเลเซีย 5,015 ล้านบาท
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่