JJNY : สรท.ชำแหละปัจจัยฉุดส่งออก/นักรัฐศาสตร์ชี้3บกพร่อง/อนุสรณ์จี้แก้ปัญหา/วิโรจน์ชี้คลิปพิมรี่พาย ฉายภาพเหลื่อมล้ำ

สรท.ชำแหละปัจจัยฉุดส่งออกปี64 บาทแข็ง-โควิด-โลจิสติกส์ป่วน
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/915774

 

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ จีดีพี ของไทย ที่ขับเคลื่อนโดยภาคการส่งออกในสัดส่วนสูงถึงราว 70% ของจีดีพี จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐจะต้องดูแลการส่งออกให้แข็งแกร่ง พร้อมเร่งขจัดปัญหาและอุปสรรคต่างๆโดยเร็ว
 
การส่งออกช่วง 11 เดือนปี 2563 (ม.ค.- พ.ย.) ไทยส่งออกรวมมูลค่า 211,385 ล้านดอลลาร์ หดตัว 6.92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 187,872 ล้านดอลลาร์ หดตัว 13.74% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 23,512 ล้านดอลลาร์ ภาพรวมการส่งออกไทยเมื่อปีก่อน กำลังสะท้อนว่าการส่งออกจะไปต่ออย่างไรในปี2564นี้ 
 
กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่าสรท.ยังคงคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2563 หดตัวลดลง ระหว่าง -7% ถึง -6% และคาดการณ์ ปี 2564 เติบโตระหว่าง 3% ถึง 4% (ณ เดือน ม.ค. 2564) ซึ่งยังไม่รวมผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ และมองว่าการส่งออกในไตรมาส 1 ปี2564 ยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
 
“ต้องรอดูตัวเลขการติดเชื้อในสิ้นเดือน ม.ค.นี้ ที่จะบ่งบอกถึงความเสี่ยงของสถานการณ์ หากมองดูภาคอุตสาหกรรมก็ยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจน เพราะส่วนใหญ่ยังอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร”
 
ปี 2564 มีปัจจัยบวกจากสินค้ากลุ่มอาหาร และกลุ่มเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ อาทิ ถุงมือยาง และกลุ่มสินค้า work from home ยังมีมูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง จากการระบาดโควิด-19 ที่กลับมารุนแรงทั่วโลกอีกครั้ง
 
ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญในปี 2564 ได้แก่ 
 
1. การกลับมาระบาดครั้งใหม่ของโควิด-19 ในประเทศคู่ค้าและภายในประเทศ ที่มีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อ โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร รวมถึงเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น
 
2. ปัญหาตู้สินค้าขาดแคลน และค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งยังไม่คลี่คลาย ฉะนั้น ในระยะสั้น 6 เดือนหากยังไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ไม่รู้ว่าตัวเลขการส่งออกที่คาดการณ์ไว้ จะเติบโต 3-4% จะทำได้หรือไม่
 
3. ค่าเงินบาท ที่มีทิศทางแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง เนื่องด้วยการที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มจับตาใกล้ชิด (Monitoring List) โดยเฉพาะประเด็นการเป็นประเทศที่อาจแทรกแซงค่าเงินจากรายงานด้านเศรษฐกิจและการค้าที่เกินดุลกับสหรัฐ
 
วันนี้ เห็นเงินบาทต่ำกว่า 30 ดอลลาร์ ไม่สบายใจ ผู้ส่งออกไม่ได้ขอให้รัฐแทรกแซงค่าเงินบาท แต่เงินไหลเข้าตลาดทุนระยะสั้น ปริมาณที่มาก ทำให้ค่าเงินไทยผันผวนรวดเร็ว อุตสาหกรรมเราพังจากการเก็งกำไรค่าเงินโดยบริษัทและนักลงทุนต่างประเทศ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในประเทศที่สามารถจ่ายเป็นเงินดอลลาร์ได้ก็ควรดำเนินการ
 
4. ราคาน้ำมันที่อาจมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำเมื่อเทียบกับปี 2562 จากสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ทั่วโลก ส่งผลการชะลอตัวลงของการส่งออกในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อาทิ พลาสติก เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป เป็นต้น 
 
ทั้งนี้ สรท. จึงมีข้อเสนอแนะถึงภาครัฐ ดังนี้ ให้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนภายใน 2 เดือน ได้แก่ มาตรการรองรับสถานการณ์โควิดรอบใหม่ เร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการหรือต่ออายุมาตรการที่ออกมาในช่วงโควิด-19 ระบาดในรอบแรก อาทิ ปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมในการติดต่อหน่วยงานราชการ ขยายระยะเวลาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) ขยายระยะเวลาการชำระภาษี ปรับลดเงินสมทบประกันสังคมทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ปรับลดค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ ค่าไฟ) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิดรอบใหม่
 
รวมถึงขอให้ ธปท. เร่งออกมาตรการเยียวยาเพื่อช่วยผู้ประกอบการ อาทิ ขอให้ ธปท. เพิ่มบทบาทธนาคารรัฐในการอนุมัติสินเชื่อมาตรการ Soft loan ให้กับผู้ประกอบการมากขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนพรก. soft loan ธปท.ได้มีต่ออายุมาตรการไปอีก 6 เดือน ถึงวันที่ 18 เม.ย. 2564 และการปรับปรุงกฎเกณฑ์บางส่วนในการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs มากขึ้น
 
นอกจากนี้ เร่งแก้ไขปัญหาตู้สินค้าขาดแคลน เช่น 
1. เร่งรัดการนำเอาตู้สินค้าที่อยู่ในอายัดของกรมศุลกากรกลับมาใช้ประโยชน์ 
2. ลดค่าภาระท่าเรือเพื่อจูงใจให้มีการนำเข้าตู้เปล่า
3. มีมาตรการช่วยเหลือกรณีที่ไม่สามารถส่งออกและนำเข้าได้จากปัญหาการขาดแคลนตู้สินค้า เพื่อเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ 
4. อำนวยความสะดวกให้เรือใหญ่เข้าเทียบท่าแหลมฉบังเป็นการถาวร 
และ5. ตรวจสอบปริมาณตู้เปล่าในประเทศเพื่อหมุนเวียนใช้งาน
 
ส่วนมาตรการระยะยาว ต้องใช้มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และเร่งรัดการพัฒนาไปประเทศไปสู่ Digital economy เร่งรัดเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี
 
สำหรับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกโดยตรง แต่การประกาศมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงที่ผานมา ทำให้การขนส่งสินค้าหรือกระบวนการโลจิสติกส์ชะงักลง
 

 
นักรัฐศาสตร์ชี้ 3 บกพร่อง "รัฐบาล-ศบค." สื่อสารกับปชช.ช่วง COVID-19 
https://news.thaipbs.or.th/content/300093
  
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ 3 ข้อบกพร่องการสื่อสารของรัฐบาล และ ศบค.ขาดเอกภาพ สร้างความสับสน และเป็นการสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนมากกว่าการให้ข้อมูลข่าวสาร
 
รศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ 3 ข้อบกพร่องการสื่อสารของรัฐบาล และศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ขาดเอกภาพในขั้นตอนการบังคับบัญชารวมศูนย์สั่งการ โดยสร้างความสับสน เป็นการสื่อสารที่สร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนมากกว่าการให้ข้อมูลข่าวสาร ทั้งที่รัฐบาลควรสร้างความเข้าใจและใช้โอกาสนี้สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและประชาชนที่จะแก้ไขปัญหาครั้งนี้ไปด้วยกัน
 
ทั้งนี้ เชื่อว่า อาจจะมีผู้ที่ไปยื่นร้องต่อศาลปกครองหลังจากนี้ว่า การดำเนินการออกประกาศของรัฐบาลขัดแย้งต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาตรา 9 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เรื่องการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมถึงการออกประกาศและการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องไม่ทำให้เกิดภาระของประชาชนและต้องไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน กรณีการบังคับให้ประชาชนโหลดแอปพลิเคชันหมอชนะ
 
ทั้งนี้ ได้แนะนำให้รัฐบาลให้ข้อมูลสื่อสารกับประชาชนเรื่องของเหตุผลของการประกาศมาตรการต่างๆ ในคราวเดียวกันและไม่ใช่เพียงแค่ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน เท่านั้น แต่จะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆเข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย เช่นแพทย์ที่เกี่ยวกับการชี้แจงสถานการณ์ระบาดของโรค และให้นักกฏหมายมาชี้แจงข้อปฏิบัติทางกฏหมายที่เกี่ยวข้อง
  
รศ.สิริพรรณยังได้ท้วงติงเรื่องของการตั้งชื่อแอปพลิเคชัน "หมอชนะ" ว่า อาจทำให้เกิดความรู้สึกเหลื่อมล้ำและประชาชนจะไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งอาจจะใช้ชื่อว่า "สู้ไปด้วยกัน" "เราชนะด้วยกัน" หรือ "สู้เว้ยเฮ้ย" ซึ่งจะทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในภาวะที่ทุกคนจะต้องร่วมกันฝ่าฟันวิกฤติความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน จึงอยากให้รัฐบาลปรับปรุงการสื่อสารเพราะจะต้องเผชิญกับวิกฤตนี้ไปตลอดทั้งปี 2564
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่