ไปทำไม"กาญจนบุรี" มีดีตรงไหน?

กระทู้สนทนา

ช่วงต้นเดือน ธันวาคมที่ผ่านมา ...
. . เวลานั้นอากาศเริ่มดี เลยแพ็คของลงกระเป๋า ไปตะลอนทัวร์ที่กาญจนบุรี 3 วันกับครอบครัว

เราออกเดินทางจากบ้านเกือบเที่ยง ถึงตัวเมืองกาญฯบ่าย 3 เกือบ 4 ได้
พอไปถึงก็หิวพอดี หาอาหารกลางวันควบเย็นไปเลย
.
.
บิดาเราพาไปร้าน Keeree Mantra เพราะมีทั้งส่วนที่เป็นร้านอาหารและกาแฟ
บรรยากาศขุนเขา บวกกับอากาศเย็นๆ นั่งชิวได้สบายเลย .. 
(ไปที่เดียวได้ครบเลย จริงๆไม่ใช่อะไรหรอก .. เราขี้เกียจย้ายก้น 555+)

เราสั่งอาหารมา 4 อย่าง..
1. ยำถั่วพลู
.. รสชาติดี ถูกปากเรา กุ้งตัวใหญ่ดี แนะนำๆ
2. ผัดผัก
.. เมนูเบสิค 
3. เมี่ยงปลาทับทิม
.. เด็ดมากจ้าาาแม่!! แนะนำอีกเช่นกัน
4. ต้มยำอะไรสักอย่างที่ก็ลืมไปแล้ว แถมไม่ได้ถ่ายรูปอีกต่างหาก

เมื่ออิ่มท้อง เราก็เดินย่อยอาหาร โดยการเดินถ่ายรูปรอบๆ

วิวโดยรอบร้านคือดีต่อใจมาก มีที่ให้เด็กๆวิ่งเล่น นอนเล่นเกลือกกลิ้ง และมุมสวยๆให้ถ่ายรูปเยอะ
.
.
ตอนเย็นมีดนตรีสด มีแอลกอฮอล์ขาย . . 
. คือดีจย์
ช่วงที่เราไปมีเทศกาลโคมไฟ .. ถ้าไปตอนค่ำๆก็จะเปิดไฟ
โรแมนติกไปอีก มีแฟนพาแฟนไปได้จ้ะ
ภายในร้านกาแฟ.. 
 
กระบองเพชรตกแต่งเต็มร้านเลย ..
ในร้านกาแฟคนเยอะ เลยถ่ายรูปไม่ได้มาก . . . เลยได้แต่อยู่ในที่ที่ตัวเองนั่งอยู่ 555+ 
.
.
วันแรกสั้นมาก เพราะออกเดินทางช้า เลยไม่ได้ไปไหนมาก

วันที่ 2
เราออกเดินทางจากตัวเมือง ไปสังขละบุรี . . . ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งได้
เพราะว่าเป็นทางบนเขาและถนน 2 เลน บางช่วงเจอรถช้า ก็ต้องขับตามตูดกันไปเรื่อยๆ
. . แซงยากเล็กน้อย ก็ทางคดไปเคี้ยวมาอะเนอะ

จากตัวเมืองกาญฯ ใช้เส้นทางหลวง 323 ขับตรงไปเรื่อยๆถึงสังขละบุรีเลยค่ะ
เส้นทางจากตัวเมืองไปสังขละฯ มีเสน่ห์และร่มรื่นมากๆ 
.. ต้นไม้เต็มสองข้างทาง สลับไปกับพื้นที่ทำการเกษตร .. 
เป็นการนั่งรถที่รื่นรมย์ เพลิดเพลินสุดๆ 
เหมือนว่าเรามีจุดหมายอยู่ในใจ แต่เราไม่รีบร้อน 
ใช้เวลาชื่นชมกับธรรมชาติ ดอกไม้ ต้นไม้ระหว่างทาง


เราถึงตัวอำเภอสังขละบุรีบ่ายๆ มุ่งหน้าไปพระเจดีย์สามองค์ก่อนเป็นอันดับแรก . .

. . กล่าวถึงประวัติกันสักนิด

พระเจดีย์สามองค์ เดิมเป็นเพียงก้อนหินวางซ้อนๆ กันสามกอง จึงเรียกที่แห่งนี้ว่าหินสามกอง เป็นที่สักการะของคนไทยโดยทั่วไปก่อนที่จะเดินทางออกเขตแดนไทยเข้าสู่เขตแดนพม่าแต่ครั้งโบราณ ต่อมาในปี พ.ศ.2432 พระศรีสุวรรณคีรี (ทะเจียงโปรย เสตะพันธ์) เจ้าเมืองสังขละบุรี ร่วมกับราษฎรในพื้นที่ก่อสร้างองค์เจดีย์ขึ้นบนหินสามกอง เจดีย์แต่ละองค์สูงประมาณ 6 เมตร ตั้งห่างกันประมาณ 5-6 เมตร ซึ่งในปี พ.ศ.2546 กรมศิลปกรได้ดำเนินการขุดแต่งและพบฐานเจดีย์รูปทรงสี่เหลี่ยมที่ก่ออิฐอยู่ด้านใต้ซึ่งสันนิษฐานว่ามีการสร้างเจดีย์องค์เดิมมาแล้วในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระเจดีย์สามองค์เป็นโบราณสถานของชาติในปี พ.ศ.2498

. . ขอบคุณข้อมูลจากเวปไซต์เมืองกาญฯ พาพันขอบคุณ

จริงๆถ้าไม่ติดโควิด นทท.สามารถข้ามชายแดนไปชมตลาดพญาตองซูในเขตพม่าได้ ก็ทำเอกสารขอข้ามไป..

. ตรงจุดนี้ก็ไม่มีอะไรมาก เพราะช่วงวันธรรมดาร้านค้าตรงตลาดฝั่งไทยก็เปิดอยู่ไม่กี่ร้าน

เมื่อถ่ายรูปเรียบร้อย เราก็ขับรถกลับเข้าตัวอำเภอ เช่าเรือ และไปชมวัด 3 วัด
ซึ่งเป็น highlight ของสังขละบุรี . . 

พี่ไกด์ คนขับเรือเราพาแวะชมที่วัดวังก์วิเวการาม (หลังเก่า) ก่อนเป็นที่แรก
วัดวังก์วิเวการาม หรือ วัดจมน้ำป็นวัดของชาวมอญ ที่หลวงพ่ออุตตมะร่วมกับชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญ ได้ร่วมกันสร้างขึ้นตามแบบศิลปะพม่า ในปี พ.ศ. 2496 ซึ่งปัจจุบันจมอยู่ใต้น้ำ เนื่องจากการสร้างเขื่อนเขาแหลม จึงทำให้น้ำท่วมบริเวณหมู่บ้านชาวมอญและวัดวังก์วิเวการาม(เก่า) ซึ่งในช่วงฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนมีนาคม - เมษายน เป็นช่วงที่น้ำหลังเขื่อนลดลง จะสามารถเข้าไปเยื่อมชม ซากโบราณสถานของวัดและบ้านเรือนที่เป็นอดีตเป็นชุมชนชาวมอญ ที่หลงเหลือ เช่น อาคารบ้านเรือน โรงเรียน หอระฆัง วิหาร ซุ้มกำแพง และตัวโบสถ์ที่มีเพียงพนังที่มีลวดลายศิลปะแบบมอญหลงเหลือให้เห็น และด้านนอกโบสถ์จะมีเศียรพระหักวางไว้ ให้นักท่องเที่ยวได้สักการะบูชา ส่วนช่วงหน้าฝนต้นหนาว ตั้งแต่ตุลาคม - มกราคม เป็นช่วงที่น้ำขึ้นมาก จึงทำให้น้ำท่วมจนเป็นเมืองบาดาล เหลือเพียงบางส่วนของหอระฆังที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา 

ขอบคุณข้อมูลจากเวป เที่ยวไทย ที่ไหนดี พาพันขอบคุณ

เดินทอดน่องเดินชมบริเวณวัด ถ่ายรูปรอบๆได้ตามสบาย. . .  
ขณะนี้ มีการบูรณะ ปรับปรุงตัวอาคารค่ะ เลยน่าจะมีของมาวางเตรียมไว้ก่อสร้าง . . . อาจจะรกๆนิดนึง 
สถานที่ถัดมา วัดสมเด็จเก่า เป็นวัดชาวไทย .. อยู่ตรงข้ามเมืองบาดาล เป็นวัดของชาวไทย ไม่ได้จมอยู่น้ำใต้น้ำเหมือนวัดอื่น แต่เป็นวัดถูกทิ้งร้างเมื่อครั้งย้ายอำเภอสังขละบุรี ตอนสร้างเขื่อนเขาแหลม . จากจุดที่เรือจอดต้องเดินขึ้นเนินเขาเล็กๆประมาณ 100 เมตร
ระหว่างทางมีต้นไม้ปกคลุมตลอดทาง ร่มรื่นมากๆ
ภายในโบสถ์มีพระพุทธชินราชองค์ที่ 17 ที่สภาพค่อนข้างสมบูรณ์

ข้อมูลจาก ไกด์นำทางตัวน้อยของเรา ยิ้ม
ที่วัดสมเด็จเก่าแห่งนี้ มีจุดให้ถ่ายรูปอยู่ไม่เยอะ ใช้เวลาไม่นานมาก เราก็เดินทางต่อไปวัดสุดท้าย
.
.
ระหว่างทางไปแต่ละวัด ก็มีวิวสองฝั่งน้ำให้ชม เรียกได้ว่า กินลม ชมวิวของจริง
วัดสุดท้าย วัดศรีสุวรรณเก่า เป็นวัดของชาวกระเหรี่ยง มีอายุมากที่สุดใน 3 วัด เป็นวัดที่จมอยู่ใต้น้ำมากที่สุดเมื่อเวลาน้ำขึ้นเหลือไว้เพียงบางส่วนที่โผล่พ้นน้ำหรือท่วมมิดจนมองไม่เห็น แต่ท่านที่วางแผนไปช่วงเมษายน จะโชคดี เพราะเป็นเวลาน้ำลด สามารถเดินลงไปเยี่ยมชมภายในตัววัดได้เลย
มาเที่ยวทริปชม 3 วัดนี้ คุ้มมาก ได้ชมวัดของทั้งชาวไทย ชาวมอญ ชาวกะเหรี่ยงเลย

**Tips** การเดินทางชม 3 วัดทางเรือ ใช้เวลาโดยประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง (แต่ถ้าใครชอบถ่ายรูปก็อาจจะนานกว่านี้)
ค่าโดยสารเรือ 500 บาท (ราคาเหมา) .. แนะนำว่าถ้าชอบความเป็นส่วนตัวก็เหมายกลำ
ช่วงเวลาที่เรือเราออกจากสะพานมอญก็เกือบ 4 โมงเย็นแล้ว อากาศเลยไม่ร้อนมาก
ถ้าไปเที่ยง อย่าลืมครีมกันแดด โปะไปค่ะ หรือไม่ก็เตรียมหมวกไปใส่ก็จะดีมาก เพราะวัดแรกไม่มีร่มไม้ 

FYI ค่าบริการ : ล่องเรื่อ ชม 3 วัด มีค่าบริการ 2 แบบ คือ เที่ยว 1 วัด 300 บาท / เที่ยว 3 วัด 500 บาท 1-6 คน 
ถ้ามาไม่ถึง 6 คน สามารถรวมแจมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นได้  สามารถสอบถามหาเรือนำเที่ยวได้บริเวณสะพานมอญ

เราเดินทางกลับมาถึงสะพานมอญเกือบๆ 6 โมงเย็น อากาศเย็นสบายยยยยมาก
.แดดร่มแล้ว เลยเดินเล่นถ่ายรูปบนสะพานได้ชิวๆ

วิวจากบนสะพานมองไปสองฟากฝั่งแม่น้ำ . . จะเห็นบ้านเรือนแพ วิถีชีวิตของคนทั้ง 2 ฝั่ง
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่