เธอคงเป็นนางสาวแล้วนะ

กระทู้สนทนา
ณ ที่ว่าการอำเภอบ้านทุ่งหาดใหญ่
ปลัดอำเภอกำลังเจรจาเกลี้ยกล่อม
สามีภริยาวัยรุ่นคู่หนึ่ง
ที่เดินทางมาจดทะเบียนหย่าที่อำเภอ

" คิดดูดีดีก่อนนะ แต่ก่อนก็เคยรักกันมาก
ทำไมวันนี้จึงมาจดทะเบียนหย่าละ "
ปลัดอำเภอถาม

" ต้องหย่า ๆ งานการมันก็ไม่ทำ
เอาแต่แต่งตัวสวยไปวันวัน
ตื่นก็สาย ไม่ช่วยงานบ้าน
เกาะแต่ผัวกิน และไปกินข้าวนอกบ้านตลอด
ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เปลืองเงินเปลืองทอง "
เสียงตะโกนของป้าแก่ ๆ รายหนึ่งดังขึ้นมา

" อ้าว แล้วมายุ่งอะไรด้วยละ "
ปลัดอำเภอถามกลับ

" ฉันเป็นแม่สามีของมัน
ทำไมจะยุ่งไม่ได้ละ "
ป้าแก่ ๆ สวนกลับ

" ที่นี่อำเภอนะ ไม่ใช่บ้านป้า
จะได้มาส่งเสียงรบกวน
สามีภริยากำลังจะคุยกัน
ไปรอข้างนอกก่อนไป
จะไปดีดี หรือให้อส. พาออกไป "
ปลัดอำเภอสวนกลับ

สักพักป้าแก่ ๆ ก็เดินออกไปจากห้องนั้น
พร้อมกับบ่นพึมพำตามประสา

ปลัดอำเภอจึงถามคนทั้งคู่อีกครั้ง
" นึกอย่างไรจึงหย่าละ "

ฝ่ายชายตอบ 
" ผมทำตามแม่และพ่อสั่งครับ
จริง ๆ ก็ยังรักเธออยู่ครับ
แต่ผมไม่กล้าทำอะไร
เพราะกลัวหางานใหม่ทำไม่ได้
และคงเลี้ยงดูเธอไม่ได้ครับ "
(จริง ๆ กลัวไม่ได้รับมรดก) 

ส่วนฝ่ายหญิงก้มหน้าพร้อมน้ำตาไหลริน
" หนูรู้ว่า หนูผิด แต่หนูเติบโตมาแบบนี้
จะให้หนูช่วยงานอื่นก็ได้ค่ะ
แต่นี่กลายเป็นว่า พอหนูมาอยู่ที่นี่
ไม่เหมือนกับที่แฟนหนูพูดไว้เลย
หนูต้องทำงานเหมือนคนใช้ที่บ้าน
ครอบครัวหนูที่ยุดยา
ยังไม่ใช้หนูทำงารแบบนี้เลย
หนูตัดสินใจแล้วขอกลับบ้านดีกว่าค่ะ "

" ทำไม ไม่ลองปรับตัวเข้าหากันละ "
ปลัดอำเภอเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง

" หนูตัดสินใจแล้วค่ะ
หนูขอกลับบ้านที่ยุดยาค่ะ
ปลัดช่วยเซ็นหย่าให้หนูนะคะ "
หญิงสาวขอร้องอีกครั้ง

" ไง เราแมน ๆ หน่อยซิ
เป็นผู้ชายซะเปล่า "
ปลัดอำเภอถามย้ำฝ่ายชาย

ผู้ชายได้แต่อึ้งเงียบไปเลย
ความเงียบเข้ามาปกคลุมในห้อง
เหมือนตัวดูดวิญญานในหนัง Harry Potters
มีความอึดอัด และครุ่นคิดกันหลายคน

" เอ้า  นี่ใบหย่านะ
เก็บไว้ให้ดีด้วยนะครับ "
ปลัดอำเภอพูดขึ้นมา
หลังจากเสมียนอำเภอพิมพ์ให้เสร็จแล้ว

" ขอบคุณค่ะ " หญิงสาวบอก

" ขอบคุณครับ " ผู้ชายตอบ

" เออ แล้วนี่ข้าวของที่บ้านผู้ชายจะทำอย่างไร "
ปลัดอำเภอถามด้วยความเป็นห่วง

" ไม่มีอะไรมากค่ะ
หนูไม่เอากลับบ้านแม่ค่ะ "
หญิงสาวตอบกลับ

" นั้นขอให้โชคดีนะครับ "
ปลัดอำเภอตอบ

หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้นมาว่า
" เออ คุณปลัดค่ะ
หนูจะขอทำบัตรประชาชนใบใหม่ ได้ไหมค่ะ "

" ได้ครับ ไปด้วยกันเลย
เดี๋ยวผมให้คิวพิเศษเลยครับ "
ปลัดอำเภอตอบพร้อมพาหญิงสาวลงไปข้างล่าง
ที่ทำบัตรประชาชนของอำเภอบ้านทุ่งหาดใหญ่

หลังจากหญิงสาวยื่นใบหย่า
พร้อมบัตรประชาชนฉบับเก่า
ปรากฎว่าบนบัตรกลายเป็น
ชื่อ นาง..  นามสกุลเดิมของเธอ

เธอได้ขอร้องปลัดอำเภอว่า
" ทำไม ไม่ให้หนูใช้นางสาว กับนามสกุลเดิมค่ะ
ถ้าแม่หนูรู้ว่า หนุแอบมาแต่งงาน
แล้วจดทะเบียนสมรสกับแฟน
แม่หนูคงด่าหนูเปิงแน่เลยเรื่องนี้
ทั้ง ๆ ที่แม่หนูกับพ่อหนูก็ห้ามเรื่องนี้แล้ว
บอกผู้ชายคนนี้ดูจับจด คงอยู่ด้วยกันไม่ยืด "

" ไม่ได้ครับ มันเป็นกฎหมายครับ
ผมคงช่วยอะไรไม่ได้จริง ๆ ครับ "
ปลัดอำเภอตอบอีกครั้ง
ขณะที่ไทยมูงต่างเริ่มมามุงดู
แบบสนใจเรื่องชาวบ้าน

สักพักหญิงสาวก็เดินลงไปจากอำเภอ
พร้อมคราบน้ำตาบนใบหน้า
.



.
เรื่องนี้ ปลัดอำเภอที่ทำหน้าที่หย่าร้างในวันนั้น
มาเล่าให้ฟังในวงกาแฟ/ที่ประชุมไม่เป็นทางการ
ทุกคนต่างเห็นใจและสงสารหญิงสาวคนนั้น
แม้ว่าจะช่วยกันคิดหาทางออกอย่างไรก็ทำไม่ได้
เพราะกฎหมายห้ามไว้ในเรื่องนี้
การทำฝ่าฝืนกฎหมายมีสิทธิติดคุกมากกว่า
ยิ่งเป็นเจ้าพนักงานรัฐที่รับผิดชอบเรื่องนี้

จำเนียรกาลผ่านมานับตั้งแต่วันนั้น
มีการประกาศกฎหมายใหม่
ให้ยกเลิกการใช้คำว่า
นาง นางสาว แม้ว่าจะสมรส/หย่าร้างแล้ว
ก็มีสิทธิ์ใช้นางสาวได้
หรือกลับไปใช้นางสาวได้
ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ทุกคนที่อำเภอที่ยังจำเรื่องนี้ได้
ต่างก็ขอแสดงความยินดีกับเธอ
และยังรำลึกถึงเธออยู่เสมอ
และป่านนี้ เธอคงเป็นนางสาวแล้วนะ

เธอคงไปเปลี่ยนบัตรประชาชน
ที่อำเภอแห่งใหม่ที่ภูมิลำเนาของเธอ
ตามกฎหมายฉบับใหม่ที่มีผลบังคับใช้
และได้เป็นนางสาวอีกครั้ง
ตามที่เธอต้องการในคราก่อน
ที่เคยขอไว้ที่ที่ว่าการอำเภอบ้านทุ่งหาดใหญ่

.

1.

2.





.
ที่บ้านทุ่งหาดใหญ่ จะว่าเจริญก็เจริญ
จะว่าบ้านนอกก็บ้านนอกส่วนหนึ่ง
เพราะทางรถไฟแบ่งความเจริญเป็นสองฝั่ง
ฝั่งหนึ่งเรียกว่า บ้านทุ่งหาดใหญ่
มีโรงเรียน มหาวิทยาลัย การค้าคึกคัก
พูดใต้ไม่ค่อยเป็นกัน เพราะพูดกลางกันตลอด
เพราะติดต่อการค้ากับมาเลย์ สิงคโปร์ คนภาคอื่นมาก

อีกฝั่งยังเป็นกึ่งเมืองกึ่งชนบท นิยมแหลงใต้
เรียกว่า บ้านทุ่งหาดใหญ่ใน
เป็นเขตในเมืองเก่า มีโรงพัก อำเภอ
การค้าขายประปราย โรงเรียน มหาวิทยาลัย พอมีบ้าง
ชุมชนยังกึ่งเมืองกึ่งชนบท นิยมแหลงใต้
ชาวบ้านตั้งอยู่ที่นี่มาก่อนตั้งแต่ตั้งอำเภอเหนือ
เพราะแม่น้ำอู่ตะเภา แม่น้ำสั้นที่สุดในสยาม
ไหลจากทางทิศใต้ไปลงเล(ทะเล) ทางทิศเหนือ
ต่อมาเปลี่ยนชื่ออำเภอนึ้เป็นชื่อปัจจุบัน

เขตนี้ยังมีพลเมืองชั้นศูนย์จำนวนหนึ่ง
แบบมาจากที่อื่นไม่ใช่คนพื้นที่ดั้งเดิมเข้ามาอยู่
เพราะค่าครองชีพถูกกว่าเขตบ้านทุ่งหาดใหญ่
พูดไม่รู้เรื่อง ชอบเอารัดเอาเปรียบ
อะไรที่หลวงให้ต้องได้ ไม่ได้จะโวยวาย
ทั้งที่ทะเบียนบ้าน/บัตรประชาชนอยู่ที่อื่น
หรือแบบภาษาใต้เรียกว่า โอ่รส
(โอ้อวด หรือเหมือนเด็กทารก ร้องจะได้ลูกเดียว)

ครั้งหนึ่ง มีชาวบ้านคนหนึ่งไปที่อำเภอ
พูดจาโวยวายแบบกางหลา (เก่งมากบนศาลา)
พอสักพักปลัดอำเภอคนหนึ่ง พูดแซวเล่น
เพราะหมั่นไส้กับแมงโม้ของชายคนนั้น
แกก็ขึ้นเสียงเลย บอกแบบนี้ไปยิงกันดีกว่า

" ไปเลย ลงไปข้างล่าง
ถือปืนคนละกระบอก
ไม่คิงตาย  ก็กูตาย ได้จบกัน "
ปลัดอำเภอท้าดวลปืนเลย

จบจบ
ทุกคนในวงสนทนาต้องมาห้ามปรามกัน
และคนขี้โม้รายนั้นก็หายหน้าไป
จากที่ว่าการอำเภอตลอดกาล

เขียนขึ้นจากความทรงจำเก่า ๆ
ก่อนที่จะเลือนหายไปเหมือนเอกสารเก่า ๆ

.

.

เรื่องเดิมเกี่ยวกับคนในบ้านทุ่งหาดใหญ่


1.  เธอคงเป็นสาวแล้วนะ

2.  น้อย ตัวแทนประกันชีวิตที่รู้จัก

3.  เรื่องเล่านายห้างไม้คนไทยที่ไปทำสัมปทานป่าไม้ที่พม่า

4.  เรื่องเล่าคนขายถ่าน

5.  เรื่องเล่าคนทำป้ายสุสานจีน
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่