JJNY : 4in1 ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ไม่ขยับ!/คณบดีนิติจุฬาฯชี้ปมอายัดตัว/พท.รุดช่วยชาวโคราชน้ำท่วม/'เสธแมว' ยกคำพูด 'อานันท์'

‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ไม่ขยับ ! งบเหลือหมื่น ล.-งัดเที่ยวผ่านทัวร์แก้เกม
https://www.prachachat.net/tourism/news-548027
 
 
การดำเนินงานโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศตามโครงการ “เที่ยวปันสุข” ภายใต้งบประมาณ 22,400 ล้านบาท ที่ได้ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานั้น กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตั้งเป้าก่อให้เกิดรายรับทางเศรษฐกิจรวมที่ 1.39 แสนล้านบาท (ในช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 2563) ในจำนวนเกือบ 1.4 แสนล้านบาทนี้ แบ่งเป็นรายรับจากโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” จำนวน 1.23 แสนล้านบาท และโครงการ “กำลังใจ” จำนวน 1.58 หมื่นล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานภายใต้โครงการราว 2.62 แสนคน
 
งบฯเหลือราว 1.5 หมื่นล้าน
 
แหล่งข่าวในธุรกิจท่องเที่ยวรายหนึ่งให้ข้อมูลกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากที่รัฐได้เริ่มดำเนินการโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” และ “กำลังใจ” มาประมาณ 4 เดือนพบว่าโครงการดังกล่าวขับเคลื่อนได้ช้ากว่าเป้าหมายที่วางไว้ค่อนข้างมากหรือเดินหน้าได้เพียงแค่ประมาณ 35-40% เท่านั้น
 
โดยคิดเป็นมูลค่าการใช้งบประมาณสนับสนุนไปเพียงแค่ประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาทเท่านั้น นั่นหมายความว่างบประมาณยังเหลืออีกราว 1.5 หมื่นล้านบาท
 
ด้วยเหตุนี้ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องขอมติ ครม.ต่ออายุทั้ง 2 โครงการไปอีกจนถึง 31 มกราคม 2564 และเชื่อว่า หากงบประมาณยังใช้ไม่หมด และยังไม่บรรลุเป้าหมาย รัฐบาลน่าจะขอต่อเวลามาตรการดังกล่าวออกไปอีกจนกว่างบประมาณ 22,400 ล้านบาทจะหมดแน่นอน
 
ถก ส.ท่องเที่ยวกระตุ้นโค้งท้าย
 
แหล่งข่าวให้ข้อมูลว่า ในช่วงก่อนเริ่มโครงการกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการไว้เยอะมาก โดยเฉพาะรูปแบบ วิธีการ ที่ทำให้คนเข้าถึงมาตรการของโครงการได้สะดวก โดยเฉพาะรูปแบบการสนับสนุนแพ็กเกจทัวร์ในสัดส่วน 40% เช่นเดียวกับการสนับสนุนค่าโรงแรม ที่พัก และตั๋วเครื่องบิน แต่รัฐไม่เห็นด้วยในหลักเกณฑ์ เพราะเชื่อว่าจะสามารถขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวได้ในเวลาที่กำหนดได้ (ตุลาคม 2563)
 
แต่โครงการกลับไม่เป็นไปตามเป้า โดยเฉพาะยอดการจองห้องพักในโครงการเราเที่ยวด้วยกันที่ยังไม่ถึง 2 ล้านคืน จากเป้าหมาย 5 ล้านคืน และยอดการใช้สิทธิตั๋วเครื่องบินที่มีผู้ใช้สิทธิไปแล้วเพียงแค่ 5-6 หมื่นสิทธิ จากเป้าหมาย 2 ล้านสิทธิ
 
ตอนนี้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวฯ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้องทำการบ้านอย่างหนัก พร้อมทั้งหาทางปลดล็อกเงื่อนไขบางอย่าง เพื่อให้คนเข้าถึงมาตรการดังกล่าวได้ง่ายขึ้น
 
รวมทั้งเปิดเวทีถกกับภาคเอกชน สมาคมท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันผลักดันในช่วงโค้งท้ายของโครงการกันอีกระลอกใหญ่
 
ขอ 5 พัน ล.กระตุ้นกลุ่มสูงอายุ
 
ธนพล ชีวรัตนพร” นายกสมาคมท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) บอกว่า สทน.ได้นำเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนราคา “แพ็กเกจทัวร์” สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุในอัตรา 40% เช่นเดียวกับที่รัฐสนับสนุนค่าโรงแรม ที่พัก และค่าตั๋วเครื่องบิน สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาทต่อแพ็กเกจ จำนวน 1 ล้านสิทธิ ใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท จากงบประมาณโครงการเราเที่ยวด้วยกัน สำหรับดำเนินการช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563-เมษายน 2564 โดยกำหนดให้ใช้บริการผ่านบริษัท นำเที่ยวเท่านั้น
 
ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและสามารถเดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดาได้เข้าถึงมาตรการดังกล่าวได้ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มอัตราการเข้าพักโรงแรมในช่วงวันธรรมดาด้วย
 
“เชื่อว่าการเดินทางภายใต้โครงการนี้ จะมีครอบครัวร่วมติดสอยห้อยตามไปกับผู้สูงอายุด้วยเฉลี่ย 3.86 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ทำให้สามารถกระตุ้นการเดินทางได้ถึง 4 ล้านคน ทำรายได้มากกว่า 20,000 ล้านบาท สร้างการจ้างงานมากกว่า 1 แสนราย”
 
และเชื่อว่าแนวทางดังกล่าวนี้จะช่วยกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยว ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 200 ล้านคนครั้งได้ในปี 2564 และสร้างรายได้ที่ 1.5 ล้านล้านบาท
 
เร่งกลุ่มเที่ยวนอกออกเที่ยวไทย
 
นอกจากสมาคมท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) แล้ว ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้ให้โจทย์กับทางสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) กลุ่มทำตลาดเอาต์บาวนด์ หรือนำคนไทยออกไปเที่ยวต่างประเทศให้ช่วยกระตุ้นกลุ่มคนไทยที่นิยมเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งมีจำนวนปีละประมาณ 10 ล้านคนให้ออกมาเที่ยวในประเทศอีกทางหนึ่งด้วย
 
สุทธิพงศ์ เผื่อนพิภพ” นายกสมาคม TTAA หรือสมาคมทัวร์เอาต์บาวนด์ บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาคม TTAA ได้หารือร่วมกับทาง ททท.และกระทรวงการท่องเที่ยวฯถึงรูปแบบ วิธีการขับเคลื่อนและกระตุ้นกลุ่มคนไทยที่นิยมเที่ยวต่างประเทศให้หันมาเที่ยวภายในประเทศแทน โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 5 แสนคน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563-มกราคม 2564 หรือเวลา 3 เดือนที่เหลือของโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน
 
โดยรูปแบบการดำเนินงานนั้นทางสมาคม TTAA ทำงานประสานกับสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคฯ (TFOPTA) และสมาคมท่องเที่ยวในส่วนกลางอีก 5 สมาคม อาทิ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA), สมาคมท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ฯลฯ โดยรูปแบบการดำเนินงานนั้นจะยึดหลักของมาตรการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เป็นตัวตั้ง กล่าวคือ ขอให้รัฐช่วยสนับสนุนราคาแพ็กเกจทัวร์เที่ยวในประเทศในสัดส่วน 40% เช่นกัน
 
“เราเน้นขายเป็นแพ็กเกจทัวร์เช่นกัน โดยจะเน้นทำตลาดในเซ็กเมนต์พรีเมี่ยมเป็นหลัก ทั้งแพ็กเกจที่ขายจากส่วนกลาง และแพ็กเกจที่ขายจากส่วนภูมิภาค รวมถึงขายแพ็กเกจข้ามภาค เพื่อให้บริษัทนำเที่ยวทั่วประเทศมีงานทำและทำให้เกิดการเดินทางทั่วประเทศอย่างแท้จริง” สุทธิพงศ์ให้ข้อมูล
 
พร้อมระบุว่า ด้วยความที่สมาคม TTAA มุ่งโฟกัสแพ็กเกจทัวร์จับตลาดพรีเมี่ยม ทางสมาคมจึงได้เสนอให้ทางภาครัฐพิจารณาสนับสนุนในวงเงินสูงสุด (40%) ที่ประมาณ 7,000-7,500 บาทต่อแพ็กเกจ ซึ่งคาดว่า น่าจะใช้กรอบวงเงินงบประมาณที่ราว 4,000 ล้านบาท
 
จับตา “นโยบาย” ล้มเหลว ?
 
คงต้องดูกันต่อไปว่า ความพยายามในการปลดล็อกเงื่อนไขของโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ของรัฐที่กำลังดำเนินการอยู่นี้จะบรรลุเป้าหมายในระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่ มาตรการต่าง ๆ ที่สมาคมท่องเที่ยวนำเสนอไปนั้น กระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ดูแลงบประมาณจะเห็นชอบมอบให้ดำเนินการหรือไม่
 
เพราะหลายฝ่ายเริ่มวิเคราะห์แล้วว่า มาตรการที่ออกมานั้น “ล้มเหลว” ไม่เป็นท่า โจทย์ใหญ่ของรัฐในเวลานี้จึงอยู่ที่ว่าจะใช้งบประมาณที่เหลืออีกราว 1.5 หมื่นล้านบาทนี้ ให้เป็นเครื่องมือที่ก่อให้เกิดรายรับทางเศรษฐกิจที่ 1.39 แสนล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างไร
 

 
คณบดีนิติ จุฬาฯ ชี้ปมอายัดตัว ถูกกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องชอบธรรม-เป็นธรรมด้วย
https://www.matichon.co.th/politics/news_2422291
 
คณบดีนิติ จุฬาฯ ชี้ปมอายัด ถูกกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องชอบธรรม-เป็นธรรมด้วย
 
ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจอายัดตัวผู้ต้องหาซึ่งถูกจับแล้ว ย่อมถือว่าหมายจับใช้ไม่ได้ หากเห็นว่าจำเป็นต้องควบคุมตัว ต้องไปยื่นขอหมายจับใหม่ต่อศาลอีกครั้ง เพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร
 
ผศ.ดร.ปารีณาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า 
 
การจับและคุมขังเป็นมาตรการที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลมากที่สุด จึงต้องระมัดระวังและเคร่งครัดการใช้อย่างที่สุด
 
โดยทั่วไป กรณีที่ผู้ต้องหาต้องคดีและมีหมายจับหลายคดี หากพนักงานสอบสวนทราบว่า มีการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของตนในคดีอื่นและท้องที่อื่น พนักงานสอบสวนจะขออายัดตัว เพื่อจับผู้ต้องหาตามหมายจับของตนเมื่อผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวจากท้องที่ที่จับได้ และนำตัวผู้ต้องหานั้นไปดำเนินคดีในท้องที่ตน
 
การขออายัดตัวและจับผู้ต้องหาตามหมายจับจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อ หมายจับยังคงใช้ได้ ซึ่งหมายจับจะใช้ได้จนกว่าผู้ต้องหาจะถูกจับ หรือมีการถอนหมายจับ ในเรื่องการอายัดตัวนี้ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้มีบัญญัติไว้ชัดเจน ทำให้มีความเข้าใจที่แตกต่างกันอยู่ในประเด็นการดำเนินการและผลต่อหมายจับในคดีอื่น
 
สำหรับความเห็นทางกฎหมายส่วนตัวแล้ว เห็นว่า การที่ผู้ต้องหาถูกจับและควบคุมตัวในคดีอื่น หากพนักงานสอบสวนในอีกคดี ได้ไปแจ้งข้อหาและสอบสวนผู้ต้องหาในสถานที่ที่ถูกคุมขังระหว่างการสอบสวนในคดีอื่น ย่อมถือเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาถูกจับแล้ว เนื่องจากผู้ต้องหาตกอยู่ภายใต้การควบคุม และขาดเสรีภาพที่จะหลบหนีจากรัฐ และได้ปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวนในคดีนั้นแล้ว
 
“เมื่อเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาถูกจับ หมายจับย่อมใช้ไม่ได้อีกต่อไปทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีการถอนหมายจับ ดังนั้น หากผู้ต้องหาได้รับแจ้งข้อหาและสอบสวนในคดีใดไปแล้ว จะอายัดตัวผู้ต้องหาเพื่อนำตัวไปสอบสวนโดยใช้หมายจับเดิมไม่ได้”
 
ในกรณีดังกล่าว หากพนักงานสอบสวนเห็นว่า การสอบสวนไม่แล้วเสร็จ และยังมีเหตุตามกฎหมายที่จะต้องคุมขังผู้ต้องหาเมื่อได้รับการปล่อยตัวในอีกคดีอื่นที่ถูกคุมขังอยู่เดิม สิ่งที่พนักงานสอบสวนพึงกระทำ (แทนการไปอายัดตัวด้วยหมายจับเดิม) คือ การไปยื่นขอหมายจับให้ศาลพิจารณาอีกครั้งว่า หลังจากที่ผู้ต้องหาถูกจับในคดีอื่น และมีการแจ้งข้อหารวมทั้งสอบปากคำแล้ว ยังมีเหตุจำเป็นตามกฎหมายที่จะต้องจับหรือคุมขังผู้ต้องหาอีกหรือไม่
 
การดำเนินการเช่นนี้ จะเป็นการให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจตรวจสอบการใช้มาตรการของฝ่ายบริหาร โดยคำนึงทั้งการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา และความจำเป็นของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อย ตามที่พึงจะเป็นในหลักสากล
 
เข้าใจดีกว่า รัฐบาลและตำรวจมีหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมาย แต่กฎหมายจะเป็นกลไกสำคัญในการ #ผดุงความยุติธรรม #สร้างสันติ และ #ความมั่นคงของสังคม ได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อ การบังคับใช้กฎหมายนั้นกระทำภายใต้ #หลักนิติธรรม
 
“กล่าวคือจะ #ถูกต้องตามกฎหมาย อย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้อง #ชอบธรรม และ #เป็นธรรมด้วย”
 
https://www.facebook.com/pareena.srivanit/posts/10164300182775593
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่