หอคอยใต้ทะเลลึก (Deep sea tower)



เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2020 ที่ผ่านมา ทีมสำรวจและทำแผนที่ใต้ทะเลของออสเตรเลีย ค้นพบหอคอยปะการัง (coral tower) หรือกลุ่มปะการังที่ก่อตัวในแนวตั้งซึ่งมีความสูงยิ่งกว่าตึกระฟ้าหลายแห่งของโลก ตรงบริเวณด้านเหนือสุดของแนวปะการังเกรทแบร์ริเออร์รีฟ (The Great Barrier Reef) หอคอยปะการังดังกล่าวมีความสูงถึง 500 เมตร ซึ่งสูงกว่าตึกเอ็มไพร์สเตท (Empire State Building) ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ รวมทั้งตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas Towers) ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียอีกด้วย

การค้นพบหอคอยปะการังสูงลิบลิ่วแบบนี้มีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 120 ปี โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทีมนักวิจัยของสถาบันมหาสมุทรชมิดต์ (Schmidt Ocean Institute - SOI) ซึ่งกำลังใช้หุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำทำแผนที่สามมิติบริเวณนอกชายฝั่งของแหลมยอร์ก (Cape York) ได้พบเข้ากับหอคอยปะการังดังกล่าวโดยบังเอิญ โดยนับเป็นกลุ่มปะการังแนวตั้งขนาดมหึมาแห่งที่ 8 ของโลก

หอคอยปะการังนี้มีส่วนฐานกว้าง 1.5 กิโลเมตร ยึดติดกับพื้นของก้นทะเลโดยตรง แต่ตั้งอยู่เป็นเอกเทศแยกจากส่วนหลักของแนวปะการังเกรทแบร์ริเออร์รีฟที่รู้จักกันดี ส่วนตัวหอคอยมีรูปทรงคล้ายใบมีดและยอดสูงสุดอยู่ต่ำกว่าผิวน้ำ 40 เมตร

เวนดี้ ชมิดต์ ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันมหาสมุทรชมิดต์บอกว่า "การค้นพบที่เหนือความคาดหมายในครั้งนี้ ช่วยยืนยันว่าเราจะยังคงค้นพบโครงสร้างใต้ทะเลแบบใหม่ ๆ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนในมหาสมุทรได้อีก"

"สถานะขององค์ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่ในมหาสมุทรของเราถูกจำกัดมานาน แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยเป็นหู ตา และมือให้กับเราในการทำงานใต้ทะเลลึก ขณะนี้เรามีศักยภาพในการสำรวจสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"


Cr.ภาพ twitter.com/SchmidtOcean/



SCHMIDT OCEAN INSTITUTE
ทีมวิจัยใช้หุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำ SuBastian ทำแผนที่สามมิติ จนได้พบเข้ากับหอคอยปะการังโดยบังเอิญ


SCHMIDT OCEAN INSTITUTE
ภาพถ่ายบางส่วนของหอคอยปะการัง ซึ่งบันทึกโดยหุ่นยนต์ทำงานใต้น้ำ


การค้นพบแนวปะการังใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ  '12-month mission' ของคณะนักวิจัยสถาบันชมิดท์โอเชียน ที่ล่องเรือสำรวจมหาสมุทรรอบประเทศออสเตรเลีย ซึ่งค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ ๓๐ สายพันธุ์ รวมถึงไซฟอรโนฟอร์ (siphonophore) สัตว์ทะเลลึกตัวยาวที่สุดในโลก ๔๕ ม. ในหุบเขาลึกนอกชายฝั่งออสเตรเลียตะวันตกเมื่อเดือน เม.ย. ปีนี้ ที่อยู่ในเครือเดียวกับแมงกะพรุนและปะการัง

หลายชนิดมีตัวเรืองแสงสีเขียวหรือสีฟ้าเพื่อล่อเหยื่อ ในเดือน ส.ค. เป็นการค้นพบฟองน้ำและปะการังดำแต่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ได้ และแมงป่องหายากครั้งแรกของประเทศออสเตรเลีย
เกรทแบร์ริเออร์รีฟมีความยาวถึง 2,300 กิโลเมตร ถือเป็นแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดของโลก ทั้งเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสูง โดยมีปลากว่า 1,500 ชนิดพันธุ์ และปะการังแข็งอีกอย่างน้อย 411 ชนิดพันธุ์ และสิ่งมีชีวิตอีกหลายสิบสายพันธุ์อาศัยอยู่  แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกรทแบร์ริเออร์รีฟได้รับความเสียหายอย่างหนักจากน้ำทะเลที่ร้อนขึ้น ทำให้ปะการังตายและสัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างมาก

ผลการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารราชสมาคมกรุงลอนดอนฉบับบี (Proceedings of the Royal Society B) เมื่อช่วงต้นเดือนนี้ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกและอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำให้เกรทแบร์ริเออร์รีฟต้องสูญเสียปะการังไปแล้วกว่า 50% นับแต่ปี 1995 เป็นต้นมา



‘ไซโฟโนฟอร์’ (siphonophore)
 ‘สัตว์ที่ยาวที่สุดในท้องทะเล’ สามารถยาวได้ถึง 45 เมตร อาศัยอยู่ในทะเลลึกกว่า 300 เมตร สามารถเรืองแสงได้ 
ใช้หนวดที่ยาวจับปลาและครัสเตเชียน (กุ้ง ปู แอมฟิพอด) เป็นอาหาร ชื่อภาษาละตินของมันแปลว่า Doubted Prayer



หอคอยคู่ลึกลับใต้ทะเลลึก


หอคอยลึกลับใต้ทะเลลึกนี้ถูกพบโดย MrGreyface ที่ใช้ Google Earth ส่องดูในน้ำที่ลึกลงไป  และพบหอคอยคู่ขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ใต้ทะเล
MrGreyface กล่าวว่า ความสูงของหอคอยที่สูงที่สุด อยู่ราวๆ 413 เมตร ส่วนที่อยู่คู่กันสูง 205 เมตร และอีกอันที่อยู่ท้ายคลิปสูง 179 เมตร 
แต่ที่น่าสนใจคือหลุมที่อยู่ในระหว่างหอคอยคู่ ที่คาดว่ามีความลึกราวๆ 280 เมตร โดยผู้ค้นพบตั้งสมมุติฐานว่า หรือมันอาจเป็นประตูทางผ่านที่เชื่อมต่อไปยังสถานที่บางอย่างใต้ดิน



“หอคอยแร่”ใต้ทะเลกอร์เตส


ลึกลงไปในอ่าวกาลิฟอร์เนีย (golfo de California) หรือทะเลกอร์เตส (mar de Cortés) ราวๆ 1,200 เมตรในระหว่างที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาปล่องน้ำร้อนใต้ทะเล (Hydrothermal vent) และสภาพแวดล้อมที่เรียกกันว่า Cold Seeps พวกเขาก็ได้พบกับพื้นที่ปล่องน้ำร้อนใต้ทะเลแห่งใหม่ ที่มีความงดงามราวกับหลุดมาจากในเทพนิยาย

ในพื้นที่นั้นนักวิทยาศาสตร์ได้พบกับ “หอคอย” ที่เกิดจากการสะสมของแร่ธาตุ ที่มีความสูงถึง 23 เมตร และมีจุดเด่นอยู่ที่รูปร่างที่คล้ายจานแบนๆ ลอยอยู่กลางอากาศ ซึ่งมีลักษณะพื้นผิวคล้ายกระจก   ที่น่าสนใจคือ พื้นที่นี้เคยมีการสำรวจมาแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน :7j'ในเวลานั้นนักวิทยาศาสตร์ยังไม่พบร่องรอยใดๆ ที่จะนำมาสู่หอคอยแร่ที่มีความสูงขนาดนี้

ดังนั้น เหล่านักวิทยาศาสตร์จึงให้ความเป็นไปได้ว่าช่วงเวลาสักช่วงหนึ่งในระหว่างปี 2008-2019 ปล่องน้ำร้อนใต้ทะเลน่าจะมีปริมาณการปล่อยความร้อนออกมาที่มากขึ้น จนทำให้พื้นที่รอบๆ กลายเป็นหอคอยแร่แบบนี้ได้ในเวลาสั้นๆ  นับเป็นการค้นพบที่สำคัญมากๆ ครั้งหนึ่งสำหรับทีมนักวิทยาศาสตร์ชุดนี้ เพราะหอคอยแร่นี้ไม่เพียงแต่มีความงดงามมากเท่านั้น แต่ยังถือว่าเป็น " ระบบนิเวศหายาก " ที่ดึงดูดสิ่งมีชีวิตแปลกๆ ที่ไม่เคยพบมาก่อนให้มาอาศัยอยู่ด้วย
เบื้องต้น ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้พบกับสิ่งมีชีวิตที่หาชมได้ยากอย่าง จุลินทรีย์ สเกลเวิร์ม และหนอนท่อยักษ์ (giant tube worm) ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ด้วยสารเคมีจากปล่องน้ำร้อน และสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ยังมีสีสันที่งดงามมาก แต่พวกเขากลับพบขยะจากฝีมือมนุษย์จำนวนมากด้วย เช่น แหตกปลา ลูกโป่ง หรือแม้แต่ต้นคริสต์มาส
 



ที่มา : MrGreyface | เรียบเรียงโดย เพชรมายา
          smithsonianmag, livescience, marinetechnologynews และ sciencealert
  

(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่